
ราคาน้ำมันในตลาดโลกกลับมาพุ่งแรงอีกครั้ง และพุ่งระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์เลยทีเดียว สาเหตุหลัก ๆ เกิดมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ทั้งสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ 12 วันติด และขณะเดียวกัน กลุ่มกบฎฮูตีที่เคลื่อนไหวในเยเมนก็ลงมือโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดง
นอกจากนี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างงบกลาโหม 1.15 ล้านล้านดอลลาร์ ท่ามกลางเสียงค้านเรื่องงบประมาณและความร่วมมือทางทหารกับอิสราเอล แต่การผ่านงบล่าสุด ก็ทำให้มีแนวโน้มที่สงครามครั้งนี้จะยืดเยื้อออกไปอีก
ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5% ในวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.) แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 6 สัปดาห์ หลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ขณะที่กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนเปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดง ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานโลก
น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ปรับตัวขึ้น 1.93 ดอลลาร์ หรือ 2% อยู่ที่ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเวลา 00.11 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน ด้านน้ำมันดิบ เวสต์เทกซัส(WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.44 ดอลลาร์ หรือ 1.7% มาอยู่ที่ 88.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากพุ่งขึ้นเกือบ 3% ในวันพุธ
กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเป็นคืนที่ 12 ติดต่อกัน เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า จะทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าของอิหร่านทุกครั้ง หากอิหร่านโจมตีเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นการยกระดับความรุนแรงของสงครามระหว่างทั้งสองประเทศ
ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งเกิดเพลิงไหม้หลังเกิดระเบิด ขณะพยายามผ่านเส้นทางทางตอนใต้ของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านอ้างว่า มีการวางทุ่นระเบิดไว้ ส่วนเรือบรรทุกน้ำมันอีกสองลำได้ตัดสินใจหันกลับ
IRGC ยังระบุว่า ขณะนี้อิหร่านควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้ทั้งหมด และประกาศว่า ช่องแคบถูกปิดโดยสมบูรณ์ ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาค พร้อมเตือนว่า เรือบรรทุกน้ำมันทุกลำจะไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้า-ออก หากไม่ได้รับการประสานงานกับอิหร่าน
นอกจากนี้ กลุ่มฮูตี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยังเปิดแนวรบใหม่ โดยขู่จะโจมตีเรือที่ขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียใน ช่องแคบบับ อัล-มันเดบ (Bab el-Mandeb Strait) และประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย
ฮูตีอ้างว่า ได้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำ ขณะที่รายงานด้านความมั่นคงทางทะเลระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติซาอุดีอาระเบียชื่อ Encelia ซึ่งฮูตีกล่าวถึง ถูกโจมตีในทะเลแดง
กลุ่มฮูตียังอ้างว่า ได้บังคับให้เรือประมาณ 10 ลำ ต้องเปลี่ยนเส้นทางและหันกลับ หลังจากเตือนเรือไม่ให้เดินทางไปยังท่าเรือของซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์ยังไม่สามารถตรวจสอบข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้
นักวิเคราะห์มองว่า การปิดล้อมทางทะเลของฮูตีในทะเลแดง อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก นอกเหนือจากความเสี่ยงในอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่โฆษก IRGC ยังโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เตือนบริษัทเดินเรือว่า เส้นทางด้านใต้ของช่องแคบฮอร์มุซมีการวางทุ่นระเบิดไว้
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณด้านกลาโหมมูลค่า 1.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 37 ล้านล้านบาท) อย่างฉิวเฉียด เมื่อวันพุธ (23 ก.ค.) ท่ามกลางความกังวลจากสมาชิกพรรคเดโมแครตเกี่ยวกับวงเงินงบประมาณที่สูง และบทบัญญัติที่เพิ่มความร่วมมือด้านเทคโนโลยีทางทหารกับอิสราเอล
ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนน 216 ต่อ 212 เสียง โดยเป็นการลงคะแนนตามแนวทางของแต่ละพรรคเป็นส่วนใหญ่ มีสมาชิกเดโมแครต 6 คน ลงมติเห็นชอบ ขณะที่สมาชิกรีพับลิกัน 7 คน ลงมติคัดค้าน
นาย โธมัส แมสซี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเคยมีความเห็นขัดแย้งกับทำเนียบขาวและเป็นผู้วิจารณ์สงครามกับอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า "ผลการลงมติร่าง NDAA ในวันนี้ เป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะจะทำให้เทคโนโลยีทางทหารและห่วงโซ่อุปทานด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ถูกรวมเข้ากับอิสราเอล"
พร้อมแสดงความหวังว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะไม่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา โดยเฉพาะ มาตรา 219 ซึ่งเขามองว่าเป็น "การทรยศต่ออธิปไตยของสหรัฐฯ"
ร่างกฎหมายฉบับนี้ หรือ National Defense Authorization Act (NDAA) ปีงบประมาณ 2027 สะท้อนข้อเสนอของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ต้องการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของสหรัฐฯ จาก 900,000 ล้านดอลลาร์ ในปีที่ผ่านมา เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์
ทรัมป์ระบุว่า การเพิ่มงบประมาณครั้งนี้มีความจำเป็น เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งเป็นสงครามที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก และเริ่มขึ้นจากปฏิบัติการของสหรัฐฯ และอิสราเอลตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังถูกจับตาอย่างมาก เนื่องจากมีบทบัญญัติที่จะขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล ทั้งที่ประชาชนชาวอเมริกันมีแนวโน้มสนับสนุนให้ยุติความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอลมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายยังต้องผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งมีแนวโน้มเผชิญอุปสรรค เนื่องจากสมาชิกพรรคเดโมแครตคัดค้านการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าลดงบประมาณด้านสวัสดิการสังคม