
ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ที่ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง
โดย นพ.เอกภพ ได้แถลงข่าวเปิดตัวเป็นครั้งแรกพร้อมกับทีมรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ออกตัวว่า ตามที่คาดการณ์กันว่า ทีมโฆษกรัฐบาล ในมิติใหม่จะมีความเข้มข้นในทางการเมือง และมีการตอบโต้ทางการเมืองมากขึ้นหรือไม่ สิ่งที่ตน และทีมรองโฆษกฯ อยากสื่อสารคือ เราจะมีความเข้มข้นในเรื่องของข้อมูล, ความรวดเร็ว และให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงถึงประชาชน และเป็นประโยชน์จริงๆ โดยทีมโฆษกฯ จะไม่เน้นการโต้วาที ไม่เน้นการใส่อารมณ์ทางการเมือง แต่เราจะเน้นการโต้ตอบข้อมูลเท็จด้วยข้อมูลจริง ซึ่งนายกรัฐตรี และรัฐมนตรีทุกคนมีความตั้งใจ และทำงานหนักเพื่อประชาชนไม่ว่า จะเลือกพรรคใด หรือจะเชียร์หรือไม่เชียร์ ทีมโฆษกฯ จะไม่ทำหน้าที่ในการใส่ไฟ หรือเติมไฟทางการเมือง เพื่อแยกประชาชนออกเป็นกลุ่ม, เป็นสี หรือเป็นคณะใดๆ แต่ทีมโฆษกฯ จะทำเพื่อประชาชน เพื่อให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ และเป็นข้อมูลที่จริงเชื่อถือได้
นพ.เอกภพ กล่าวอีกว่า ในประเทศไทยมีเรื่องดีๆ มากมาย ที่อยากจะชวนทุกคนในแวดวงการเมือง มาร่วมร่วมกันทำงาน เพราะแทนที่เราจะตอบโต้ทางการเมือง ที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ แต่เราจะพูดในเรื่องที่ประชาชนได้ประโยชน์ เพื่อช่วยกันปักธงทางความคิด ช่วยสร้างสิ่งใหม่ๆ เพราะเราอยากจะนำพาประเทศไทยไปอยู่ในจุดที่สามารถสู้กับประเทศอื่นได้ จึงอยากให้มาช่วยกันแข่งกันปักธง ถ้าเรื่องไหนดี เชื่อว่า ทุกคนใน ครม. จะนำเรื่องนั้นไปปฏิบัติ และไปใช้ แต่ถ้าเรื่องไหนที่รัฐมนตรีทำได้แล้ว ทีมโฆษกฯ เราจะนำมาสื่อสารให้กับประชาชนเช่นเดียวกัน ซึ่งนี่คือสิ่งที่ทีมโฆษกฯ จะดำเนินการต่อจากนี้
ส่วนที่มีกระแสถามว่าการเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาลครั้งนี้เพื่อตอบโจทย์ทางการเมืองนั้น นายกรัฐมนตรีได้มีกำชับเรื่องใดเป็นพิเศษ หรือตั้ง KPI หรือไม่ เพื่อที่จะไม่ต้องเปลี่ยนตัวโฆษกฯ ทุก 6 เดือน นพ.เอกภพ กล่าวว่า การสื่อสารของเราไม่ได้เน้นว่า เป็นการตอบโต้ทางการเมือง แต่จะเน้นให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เพื่อตอบโต้ข้อมูลที่ถูกบิดเบือนโดยที่ไม่ได้เป็นการโต้วาที ซึ่งไม่จำเป็นที่ทีมโฆษกฯ ต้องมาตอบว่าโต้ว่า ถนนเส้นนั้น ตัดถนนเส้นนี้เพราะตนเป็นคนเชียงราย ไม่รู้จักถนนในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ได้มีผลประโยชน์ต่อพประชาชน จึงอยากจะเชิญชวนพรรคการเมือง หรือคนที่กำลังทำงานการเมืองหลายคนที่รู้จักตนดี จะเห็นความท้าทายในการทำงานทางการเมือง ในเรื่องของการปักธงทางความคิด การสร้างประเด็นใหม่ๆ ให้เกิดประโยชน์กับสังคม และประชาชนมากกว่า ในเรื่องของการเมือง ที่มาดูคนทะเลาะกันในสภาแล้วเป็นข่าว
Advertisement