
ช่วงเวลาที่ผ่านมา เมื่อผู้เขียนหันหน้าไปสอบถามความคิดเห็นของนักลงทุนในประเทศไทย ก็มักจะได้คำตอบในทิศทางเดียวว่า ช่วงนี้ตลาดการลงทุนนั้นน่าเบื่อเหลือเกิน มีแต่ประเด็นเดิม ๆ และบรรยากาศเดิม ๆ กลับมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือเรื่องอัตราดอกเบี้ยสูงและสงครามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังคงสร้างความกังวลให้กับตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
หากพิจารณาตามความเป็นจริงจากสถานการณ์ในตลาดโลกแล้ว ต้องตอบว่าไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ประการใด เนื่องจากตลาดโลกเองในช่วงเวลานี้ก็อยู่ในบรรยากาศอึมครึมเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะไม่มีตลาดที่น่าสนใจอยู่เลยท่ามกลางความอึมครึมนี้ หนึ่งในตลาดที่น่าสนใจและกำลังเริ่มถูกพูดถึงในระดับสากลมากขึ้น คือ ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลมากจากประเทศไทยนั่นเอง
จากประสบการณ์ของผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่าสถาบันการศึกษาในประเทศออสเตรเลีย ทั้งจากฝั่งตะวันออก (University of Queensland) และฝั่งตะวันตก (Curtin University) ผู้เขียนมองว่าออสเตรเลียถือเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจมากกว่าการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากยังมีวัฒนธรรมที่น่าสนใจ และมากกว่านั้นในแง่มุมของเศรษฐกิจ ออสเตรเลียยังถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน บทความนี้จึงขออธิบายถึงเหตุผลที่ออสเตรเลียเป็นตลาดที่น่าจับตามองสำหรับการลงทุน ด้วย 3 เหตุผลสำคัญ ดังนี้
ประการแรก ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพสูงซึ่งหาได้ยากในตลาดอื่น เสถียรภาพดังกล่าวสะท้อนได้จากการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องมายาวนานเกือบ 30 ปีจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงวิกฤตการณ์ COVID-19 ที่เป็นจังหวะสะดุดของเศรษฐกิจออสเตรเลีย ยาวนานที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Market) นอกจากนั้น ออสเตรเลียยังมีความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ในระดับต่ำ การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุดของออสเตรเลียนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่น ตลอดจนเป็นประเทศที่มีหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง ทั้งในด้านการปกครองซึ่งแต่ละฝ่ายต่างเคารพหลักการและบทบาทของกันและกันและด้านระบบการเงินที่มีการตรวจสอบและควบคุมอย่างแข็งขัน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพสูง นอกจากนั้น ออสเตรเลียยังได้การจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับ AAA และเป็น 1 ใน 9 ประเทศทั่วโลกที่ได้รับการจัดอันดับในระดับดังกล่าว (ขณะที่สหรัฐอเมริกาได้รับการจัดอันดับในระดับเพียง AA+ เท่านั้น)
ประการที่สอง ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีนวัตกรรมสำคัญของโลก ด้วยระบบการศึกษาที่มีความเข้มแข็งเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ดังจะเห็นได้จากอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก นอกจากนั้นรัฐบาลออสเตรเลียยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมนวัตกรรมและการวิจัย ผ่านองค์กรอย่าง CSIRO (Commonwealth Scientific and Industrial Research) ของรัฐบาลที่ให้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมมาโดยตลอด ทำให้ออสเตรเลียกลายเป็นจุดตั้งต้นของนวัตกรรมใหม่ ๆ ทั้งนวัตกรรมที่ใกล้และไกลตัวมาโดยตลอด ตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น Wi-Fi หรือระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN) ที่ปัจจุบันพวกเราใช้งานกันอย่างแพร่หลายมาอย่างน้อย 2 ทศวรรษนั้นล้วนเกิดขึ้นจากผลงานวิจัยในช่วงปี 1990 ของ CSIRO รวมถึงธนบัตรโพลิเมอร์ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันการปลอมแปลงขั้นสูง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานนวัตกรรมที่โดดเด่นจาก CSIRO เช่นกัน
ในส่วนของภาคเอกชน นวัตกรรมระดับโลกหลากหลายชิ้นได้ถือกำเนิดในประเทศออสเตรเลียเช่นกัน เช่น การคิดค้นกล่องบันทึกข้อมูลการบิน (Flight Recorder หรือ กล่องดำ) ในปี 1958 เพื่อสำหรับบันทึกข้อมูลและอำนวยความสะดวกในการสืบหาต้นตออุบัติเหตุการบิน หรือการประดิษฐ์ปลั๊กราง (Power board) ในปี 1972 โดยพนักงานของบริษัท Kambrook (Breville ในปัจจุบัน) หรือการคิดค้นเครื่อง CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) ในปี 1980 เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีอาการหยุดหายใจในขณะนอนหลับ ทำให้การนอนและการใช้ชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น ซึ่งต่อมากลายเป็นบริษัท Resmed ในปัจจุบัน หรือการคิดค้นยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ของ Monash University ในปี 1996 ก่อนที่ GSK บริษัทยารายใหญ่ของโลกจะขอใช้สิทธิบัตรนำไปผลิตเป็นยาทั่วโลก หรือการคิดค้นวัคซีนป้องกัน HPV หรือเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูกขึ้นที่ University of Queensland ในปี 2006 นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีด้านแผนที่ในปี 2003 ซึ่งก่อตั้งที่นครซิดนีย์ ก่อนที่ต่อมา Google จะเข้าซื้อกิจการและพัฒนากลายเป็น Google Maps ที่เราใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า ออสเตรเลีย เป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านนวัตกรรมและเป็นแหล่งกำเนิดนวัตกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญของโลก ซึ่งนวัตกรรมบางอย่างกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกใช้อยู่ในประจำวัน
ประการที่สาม ออสเตรเลียถือเป็นประเทศผู้ผลิตวัสดุต้นน้ำที่เกี่ยวข้องภาคอุตสาหกรรม ปัจจัยสำคัญมาจากการที่ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล ทำให้สามารถผลิตแร่และวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิตต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงวัตถุดิบที่มีความสำคัญและตอบโจทย์โครงสร้างพื้นฐานของ AI ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างวัตถุดิบสำคัญ ได้แก่ แร่เหล็ก ทองแดง ลิเธียม รวมไปถึงแร่หายาก (Rare Earths) โดยจากข้อมูลที่ บลจ. เอ็กซ์สปริง รวบรวมมา ออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตแร่เหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนการผลิตประมาณ 38% และมีปริมาณสำรองมากกว่า 30% รขณะที่ลิเธียมมีสัดส่วนการผลิตสูงถึง 43% ของโลก และมีปริมาณสำรองอีกกว่า 28%
การขยายตัวของการลงทุนด้าน AI และการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ (Reshoring) หรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศพันธมิตร (Friendshoring) ซึ่งเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทำให้วัสดุอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นที่ต้องการอย่างมาก และทำให้บริษัทเหมืองแร่และบริษัทผลิตวัสดุอุตสาหกรรมของออสเตรเลียมีขนาดใหญ่และมีบทบาทที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ยังไม่นับว่าด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ขยายตัวเช่นนี้ ทำให้บริษัทด้านเทคโนโลยรสารสนเทศ (IT) และผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล (Data Center) จำนวนมากเริ่มเข้ามาลงทุนจัดตั้งฐานปฏิบัติงานในออสเตรเลียมากขึ้น รวมถึงสายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Communications Cable) ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็ขยายตัวและเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ได้มากขึ้น จากการลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐบาลที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน
ทั้งสามปัจจัยพื้นฐานข้างต้น จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ออสเตรเลียมีความสนใจในการลงทุน ซึ่งหากพิจารณาในมิติของตลาดหุ้นแล้ว ปัจจุบันตลาดหุ้นของออสเตรเลียในดัชนี S&P/ASX 200 มีกลุ่มวัสดุอุตสาหกรรมที่ประกอบด้วยเหมืองแร่และพลังงาน คิดเป็นสัดส่วนของดัชนีที่ 33.7% ตามมาด้วยกลุ่มบริการการเงินที่ 28.7% โดยทั้งสองกลุ่มรวมกันคิดเป็นน้ำหนักถึง 62% ของดัชนีโดยรวม ขณะที่การคาดการณ์กำไรล่วงหน้าในอีก 12 เดือนข้างหน้า สำหรับปี 2026 – 2029 รวบรวมโดย Bloomberg ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มหลักของดัชนี ส่งผลให้โครงสร้างตลาดหุ้นของออสเตรเลียมีลักษณะแตกต่างจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ในปัจจุบันที่มีน้ำหนักการลงทุนในดัชนีไปทางกลุ่มเทคโนโลยีเสียมากกว่า ด้วยเหตุนี้ ออสเตรเลียจึงเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่ไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงในกลุ่มเทคโนโลยี หรือกระจายการลงทุน ออสเตรเลียถือเป็นตลาดที่ตอบโจทย์อย่างมาก
เหตุผลเหล่านี้เป็นเหตุผลเบื้องต้นที่ทำให้ออสเตรเลีย คืออีกเป้าหมายหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนไทย แม้ตลาดออสเตรเลียจะเข้าถึงง่ายขึ้นในยุคนี้ แต่ความท้าทายหลักของนักลงทุนไทยคือ 'ความต่างของเวลา' ซึ่งยังคงเป็นประเด็นสำคัญอยู่ เราคงต้องติดตามว่าในฝั่งของตลาดทุนไทยนั้นจะมีผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือช่องทางใดที่ทำให้การลงทุนในตลาดออสเตรเลียนั้นสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิมบ้าง

นักกลยุทธ์การลงทุน ผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด