Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
Gen Z ขอรักนอกจอ Match ออนไลน์ยังไม่พอ Tinder ต้องพาเจอตัวจริง!
โดย : ปาณิสรา สุทธิกาญจนวงศ์

Gen Z ขอรักนอกจอ Match ออนไลน์ยังไม่พอ Tinder ต้องพาเจอตัวจริง!

26 ก.ย. 69
17:16 น.
แชร์

ยิ่งมี Dating App ทำไมคนโสดกลับออกไปหา “ความรัก” ในโลกจริง?

เราอยู่ในยุคที่หา “คนคุย” ง่ายที่สุด แต่ทำไมการหา “คนที่ใช่” ยังยากเหมือนเดิม? วันนี้แค่เปิดมือถือ เราก็สามารถเจอคนใหม่ได้เป็นร้อยเป็นพันคน ตั้งแต่ Dating App, Instagram, TikTok ไปจนถึงการ Reply Story

Dating App เคยเข้ามาแก้ Pain Point ใหญ่ของคนโสดว่า “ฉันจะไปเจอคนใหม่ที่ไหน?”

แต่ผ่านมากว่า 10 ปี ปัญหานั้นอาจกำลังกลับด้าน เพราะวันนี้เราไม่ได้ขาด “คนให้เจอ” แต่มีคนให้เลือกเยอะเสียจนเกิดคำถามใหม่ว่า “แล้วฉันจะรู้ได้อย่างไรว่า คนไหนคือคนที่ควรใช้เวลาทำความรู้จักจริง ๆ?”

และนั่นอาจอธิบายปรากฏการณ์ที่ดูย้อนแย้งที่สุดของ Dating Culture ยุคนี้ ในวันที่เรามี Dating App มากมาย ทำไม Run Club, Social Club, Singles Event, Book Club, Pickleball หรือแม้แต่ Speed Dating กลับเกิดขึ้นเต็มเมือง?

คำตอบอาจเป็นเพราว่า โลกออนไลน์ช่วยให้เรา “เจอ” กันง่ายขึ้น แต่การจะรู้ว่า “ชอบกันจริงไหม” สุดท้ายยังต้องกลับมาเจอกันในโลกจริง

นี่เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้ Dating App อย่าง Tinder หันมาลุยทำกิจกรรมนอกจอมากขึ้น เพื่อให้คนโสดได้มาเจอกันในชีวิตจริงพร้อมเปิดตัว ฟีเจอร์ใหม่ “Events”

คนอยู่คนเดียวมากขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องการ Connection

ก่อนจะไปถึง Dating App ลองมองภาพใหญ่ของสังคมไทย ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า สัดส่วน ครัวเรือนที่มีคนอยู่เพียงคนเดียว เพิ่มจาก 22.3% ในปี 2564 เป็น 26.5% ในปี 2567 หรือมากกว่า 1 ใน 4 ของครัวเรือนไทย

ขณะที่จำนวนคู่จดทะเบียนสมรสลดลงจาก 305,487 คู่ในปี 2565 เหลือ 263,087 คู่ในปี 2567 ลดลงประมาณ 14% ภายในเวลา 2 ปี

แน่นอนว่า “อยู่คนเดียว” ไม่ได้เท่ากับ “โสด” และ “ไม่จดทะเบียนสมรส” ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคู่ แต่ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครัวเรือนและรูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทยได้อย่างน่าสนใจ

ขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ว่า คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการความรัก แต่เป็นการเปลี่ยนว่า พวกเขาต้องการเจอความรักแบบไหน

งานวิจัยที่ Tinder อ้างถึงในกลุ่ม Gen Z ไทยอายุ 18–24 ปี พบว่า คนโสดต้องการความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับคนที่มีความสนใจคล้ายกัน สามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ และสนใจการพบปะผ่าน กิจกรรมกลุ่มมากกว่าการนัดเดตแบบตัวต่อตัว

นี่จึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ถ้าคนยังอยากมี Connection แล้วทำไม Dating App อย่างเดียวถึงอาจไม่พอ?

Dating App ทำให้เรา “เจอคน” ง่ายขึ้นอย่างมหาศาล

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Dating App เปลี่ยนวิธีที่มนุษย์พบกันไปอย่างมาก Tinder เปิดตัวในปี 2012 และบริษัทระบุว่า ปัจจุบันแอปถูกดาวน์โหลดมากกว่า 630 ล้านครั้ง เกิดการ Match มากกว่า 100,000 ล้านครั้ง รองรับมากกว่า 60 ภาษาในกว่า 185 ประเทศ

คนรุ่นนี้จึงมี Dating Pool ใหญ่กว่าคนรุ่นก่อนอย่างที่แทบจินตนาการไม่ออก แต่การมีตัวเลือกเยอะ ไม่ได้แปลว่าการเลือกจะง่ายขึ้นเสมอไป

เมื่อเรา Swipe แล้วไม่ใช่ ก็ Swipe คนต่อไปได้ คุยแล้วไม่ถูกใจ ก็กลับไปหา Match ใหม่ได้ และเมื่อรู้สึกว่า Swipe อีกครั้งอาจเจอ “คนที่ดีกว่า” คนที่กำลังคุยอยู่ก็อาจถูกแทนที่ได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่ Dating App แก้ได้ดีมากคือ Discovery แต่สิ่งที่หน้าจอยังตอบไม่ได้ทั้งหมดคือ Chemistry เพราะ Match ไม่ได้เท่ากับ Relationship หรือการพัฒนาความสัมพันธ์ นี่จึงอาจเป็นเหตุผลที่คนจำนวนหนึ่งเริ่มกลับไปหา Connection ในโลกจริง

จาก “ไปเดตกันไหม?” สู่ “ไปทำอะไรด้วยกันไหม?”

ตรงนี้คือจุดที่ Run Club และ Social Club น่าสนใจ เพราะ Dating Journey กำลังเปลี่ยนจาก

หาแฟน → นัดเดต → แล้วค่อยหาว่าชอบอะไรเหมือนกัน ไปเป็น ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ → เจอคนที่ชอบเหมือนกัน → แล้วค่อยดูว่าจะพัฒนาเป็นอะไร

ลองคิดง่ายๆถ้าคุณไป Run Club เช้าวันเสาร์แล้วเจอใครสักคน อย่างน้อยก่อนจะรู้ชื่อกันเสียอีก คุณก็รู้แล้วว่า

“คนนี้ตื่นเช้ามาวิ่งเหมือนเรา”ถ้าเจอกันที่ Book Club อย่างน้อยก็มีหนังสือเป็นเรื่องเริ่มต้นบทสนทนา ถ้าเจอกันที่ Pickleball อย่างน้อยก็รู้ว่ามี Lifestyle บางอย่างร่วมกัน

นี่คือสิ่งที่ Dating App แบบดั้งเดิมทำได้ยากกว่า เพราะ Community ไม่ได้ Filter คนด้วยแค่ อายุ ระยะทาง หรือหน้าตา แต่ Filter ด้วย Lifestyle และความชื่นชอบคล้ายๆกัน

ทำไม Run Club ถึงกลายเป็น “Dating App แห่งใหม่”?

อีกเหตุผลสำคัญคือ การเจอกันผ่านกิจกรรมมีความกดดันน้อยกว่า First Date

ลองเปรียบเทียบระหว่าง Dinner กับคนแปลกหน้าสองคน ซึ่งต่างฝ่ายต่างรู้ว่า วันนี้กำลังมาดูว่า “เราจะไปต่อกันไหม?”กับไปวิ่งกับคนอีก 30 คน แล้วบังเอิญได้คุยกับใครบางคนระหว่างกินกาแฟหลังวิ่ง

แบบหลังมี “กิจกรรม” เป็นตัวกลาง ไม่รู้จะคุยอะไร? คุยเรื่องวิ่งคุยไม่ถูกคอ? กลับไปวิ่ง สุดท้ายไม่ได้ชอบกัน? อย่างน้อยก็ได้ออกกำลังกาย

นั่นทำให้การสร้าง Connection เกิดขึ้นโดยไม่ต้องเริ่มต้นด้วยแรงกดดันว่า “เรากำลัง Dating กันอยู่”

และอาจอธิบายว่าทำไมพื้นที่อย่าง Run Club, Pickleball, Pilates, Book Club, Workshop หรือ Social Club จึงกลายเป็นพื้นที่ Social Discovery ของคนรุ่นใหม่ไปพร้อม ๆ กับการเป็นกิจกรรม Lifestyle

Tinder เองก็กำลังพาคนออกจาก Tinder

และนี่คือความย้อนแย้งที่น่าสนใจที่สุด เพราะแม้แต่ Dating App เองก็เริ่มเห็นพฤติกรรมนี้ Tinder เปิดตัวฟีเจอร์ “Events” ในประเทศไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนโสดออกไปพบกันนอกหน้าจอ ผ่านกิจกรรมในชีวิตจริง

แทนที่จะเปิด Tinder แล้วเห็นเพียง Profile ของคนอื่น ผู้ใช้สามารถเลือก Event ที่สนใจ กด Interested ซื้อตั๋ว และ Check-in เมื่อไปถึงงาน

ก่อนงานยังสามารถเห็น Profile ของคนที่สนใจกิจกรรมเดียวกัน ส่วนเมื่อไปถึงหน้างาน ก็สามารถรู้ได้ว่ามีคนโสดคนไหน Check-in อยู่ในพื้นที่ และเปิดโอกาสให้ Match กันได้ตั้งแต่ในงาน หลังงานจบ ผู้เข้าร่วมยังได้รับตรา “Attended” บน Profile ซึ่งกลายเป็น Conversation Starter ได้ว่า

“เธอก็ไปงานนี้มาเหมือนกันเหรอ?” เท่ากับว่า Tinder กำลังขยับจากคำถามเดิม“คุณชอบหน้าคนนี้ไหม?” ไปสู่คำถามใหม่ว่า “คุณกับคนนี้ชอบทำอะไรเหมือนกันหรือเปล่า?”

สิ่งที่น่าสนใจคือ Event ที่ Tinder เลือกไม่ได้มีแค่กิจกรรมที่ดูเป็น “Dating Event” แต่มีตั้งแต่ Run Club, กินหมูกระทะ, เพ้นท์เซรามิก, กอล์ฟ, Pickleball, Pilates, Ice Bath, ดูหนัง, Board Game, Social Club ไปจนถึง Concert

เพราะคนรุ่นใหม่อาจไม่ได้ต้องการกิจกรรมที่ติดป้ายใหญ่ ๆ ว่า “มาหาแฟนกันเถอะ” แต่ต้องการพื้นที่ที่สามารถไปทำสิ่งที่ตัวเองสนใจ และเปิดโอกาสให้ Connection เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ต่อให้กลับบ้านโดยไม่ได้เบอร์ใคร อย่างน้อยก็ยังได้วิ่ง ได้เล่นกีฬา ได้ดูหนัง หรือได้ลองอะไรใหม่ ๆ

แต่ถ้าบังเอิญเจอคนที่ถูกใจ กิจกรรมนั้นก็ทำหน้าที่เป็น Icebreaker ให้เรียบร้อยแล้ว

กรุงเทพฯ ขึ้นอันดับ 2 ของโลกสำหรับ Tinder Events

หลังเริ่มเปิด Events ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 Tinder ระบุว่า มีการจัดกิจกรรมให้เข้าร่วมผ่านแพลตฟอร์มแล้วมากกว่า 25 ครั้ง

กรุงเทพฯ กลายเป็น เมืองอันดับ 2 ของโลกสำหรับ Tinder Events เมื่อวัดจากจำนวนผู้เข้าชมหน้ารายละเอียดกิจกรรมต่อวัน

12% ของผู้เข้าชมหน้ากิจกรรมกดแสดงความสนใจ และอัตราการ Check-in เข้าร่วมกิจกรรมจริงเฉลี่ยในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 44%

กิจกรรม Ice Bath และ Breathwork เพียงงานเดียวมียอดเข้าชมหน้ากิจกรรมมากกว่า 11,000 ครั้ง ขณะที่ Run Club, Pickleball, หนังกลางแจ้ง, Workshop เครื่องปั้นดินเผา และ Book Club ก็ได้รับความสนใจสูง

จาก Post-event Survey ของ Tinder เอง 92% ของผู้ตอบให้คะแนนกิจกรรมในเชิงบวก และ 85% ระบุว่าจะเข้าร่วมอีก

แน่นอนว่าตัวเลขเหล่านี้มาจาก Tinder และกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมของแพลตฟอร์ม จึงไม่สามารถใช้แทนพฤติกรรมของคนโสดไทยทั้งหมดได้ แต่เป็น Signal ที่น่าสนใจว่า Shared Experience อาจกำลังกลายเป็นอีกช่องทางสำคัญของการสร้าง Connection

ถ้ามองเรื่องนี้ในมุมธุรกิจ ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังอาจกำลังสร้างตลาดใหม่รอบ “คนโสด” เพราะคนโสดไม่ได้ใช้เงินเฉพาะกับ Dating App แต่ยังใช้เงินกับ ประสบการณ์ที่สร้างโอกาสให้ได้พบผู้คนใหม่

ตั้งแต่ Run Club, Fitness Class, Pickleball, Workshop, Dinner Event, Concert, Social Club ไปจนถึงร้านอาหารและคาเฟ่หลังจบกิจกรรม

ดังนั้น Singles Economy ยุคใหม่อาจไม่ได้ขายตรง ๆ ว่า “จ่ายเงินเพื่อหาแฟน” แต่ขายสิ่งที่กว้างกว่านั้นคือ“จ่ายเพื่อออกไปใช้ชีวิต และเพิ่มโอกาสในการเจอใครสักคนระหว่างทาง”

และนั่นทำให้ Community กลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าทางธุรกิจ เพราะธุรกิจที่สามารถสร้างพื้นที่ให้คนซึ่งมี Lifestyle ใกล้เคียงกันมาเจอกันได้ ไม่ได้ขายเพียงสินค้า บริการ หรือ Event

แต่กำลังขาย Belonging + Connection + Possibility เพราะสุดท้าย เราอาจเจอกันครั้งแรกบนโลกออนไลน์ แต่โลกจริงต่างหากที่จะบอกว่า เราอยาก “รู้จักกันต่อ” หรือเปล่า

 

 

แชร์
Gen Z ขอรักนอกจอ Match ออนไลน์ยังไม่พอ Tinder ต้องพาเจอตัวจริง!