
สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการพลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์โลกครั้งใหญ่ เมื่อปลัดกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยตัวเลขสำคัญว่า สหรัฐฯ กำลังกวาดนำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาไปมากถึงเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตทั้งหมดของประเทศ โดยความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียง 7 เดือนหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้จับตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร เพื่อไปดำเนินคดี และจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมาทำหน้าที่แทนในกรุงการากัส
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ไคล์ เฮาสต์เวต ปลัดกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ เปิดเผยภายในงานสัมมนาอุตสาหกรรมในเมืองฮิวสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังนำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาในปริมาณที่สูงกว่า 500,000 บาร์เรลต่อวันจากกำลังการผลิตรวมของประเทศที่ประมาณ 1.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในช่วงสิ้นปี 2567 ที่มีเพียงประมาณ 135,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น โดยน้ำมันดิบหนัก และมีกำมะถันสูงเหล่านี้จะถูกส่งตรงไปแปรรูปในโรงกลั่นบริเวณอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกลั่นน้ำมันดิบประเภทนี้โดยเฉพาะ โดยเวเนซุเอลานั้นครองแชมป์ประเทศที่มีแหล่งน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วสูงที่สุดในโลกถึง 303,000 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นร้อยละ 17 ของปริมาณน้ำมันสำรองทั้งหมดในโลก
สถานการณ์นี้ทำให้เกิดมุมมอง และการวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรงจากหน่วยงานนโยบาย และสถาบันวิจัยความมั่นคง โดยสามารถแบ่งความเห็นออกเป็น 2 ฝ่ายดังนี้
ฝ่ายที่มองว่าเป็น "หุ้นส่วนพลังงาน"
ทางด้านไคล์ เฮาสต์เวต ได้ยกย่องความร่วมมือทางพลังงานในครั้งนี้ว่า เป็น "หุ้นส่วนพลังงานที่สวยงาม" ที่สามารถสร้างมูลค่า และประโยชน์ให้แก่ทั้งสองประเทศจริง ๆ โดยสหรัฐฯ ได้ช่วยเหลือทางการเทคนิคด้วยการส่งแนฟทาซึ่งเป็นตัวทำละลายสำคัญมากกว่า 100,000 บาร์เรลต่อวันกลับไปยังเวเนซุเอลาเพื่อใช้ผสมกับน้ำมันดิบที่มีความเหนียวเข้มข้นสูง
ในขณะเดียวกัน โฮวานนี มาร์ติเนซ รองประธานบริษัทน้ำมันแห่งรัฐเวเนซุเอลาก็ได้เผยว่ายอดการผลิตน้ำมันจะทะยานแตะ 1.245 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิรูปพลังงานของประเทศที่กระตุ้นยอดส่งออกให้เพิ่มขึ้นถึง 19.7% และเพิ่มกำลังการผลิตเชื้อเพลิงภายในประเทศอีก 12.9% ในปีนี้
ฝ่ายที่กังวลเรื่องการขาดความโปร่งใส และการอุ้มระบอบเผด็จการใหม่
ในทางกลับกัน สถาบันวิจัยความมั่นคง และฝ่ายนิติบัญญัติกลับแสดงความกังวลอย่างหนักต่อมาตรการกุมอำนาจที่ไร้การตรวจสอบของสหรัฐฯ โดยหลังจากมาดูโรถูกถอดถอน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะเป็นผู้เข้ามาบริหารประเทศ และขุดเจาะทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลาเองทั้งหมด โดยลั่นว่า "เงินเหล่านี้จะถูกควบคุมโดยผม" เพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้คนของทั้งสองประเทศ
สิ่งนี้สอดคล้องกับมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เผยว่าเงินรายได้จากการขายน้ำมันทั้งหมดจะถูกโอนเข้าบัญชีที่สหรัฐฯ เป็นผู้ดูแลควบคุม โดยรัฐบาลเฉพาะกาลของเวเนซุเอลาจะต้องยื่นคำขออนุมัติงบประมาณเป็นรายเดือน
แม้จะมีรายงานจาก Financial Times ว่าสหรัฐฯ สามารถเก็บรายได้จากการขายน้ำมันเวเนซุเอลาไปได้สูงถึงกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ และทรัมป์ก็ยอมรับว่า ยอดจริงสูงกว่านั้น แต่จนถึงปัจจุบัน ทำเนียบขาวกลับแทบไม่เคยชี้แจงต่อสาธารณชนเลยว่า เงินเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในเรื่องใดบ้าง ทำให้สถาบันคลังสมองชั้นนำอย่าง Council on Foreign Relations (CFR) ได้ออกมาเตือนถึงความไม่โปร่งใสทางการเงินนี้ รวมทั้งอุตสาหกรรมทองคำ และเหมืองแร่ที่สหรัฐฯ เข้าไปควบคุมด้วย
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลสหรัฐฯ กีดกันกลุ่มพันธมิตรฝ่ายค้าน และภาคประชาสังคมของเวเนซุเอลาออกจากข้อตกลง แล้วหันไปเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลเฉพาะกาลที่นำโดยเดคลิ โรดริเกซ อดีตรองประธานาธิบดีในระบอบมาดูโรแทนนั้น เสี่ยงอย่างยิ่งที่จะทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นผู้เข้าไปค้ำจุนระบอบเผด็จการฉ้อฉลชุดใหม่ที่ฝังรากลึกแทนที่ระบอบเดิม
ท้ายที่สุด อนาคตทางการเมืองของเวเนซุเอลายังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย ท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องการจัดสรรรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ แม้ว่าในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา ซึ่งรวมถึงมาเรีย โครินา มาชาโด เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จะได้ตกลงยอมรับแผนที่นำทางใหม่ที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี และการเจรจาเพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชนแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงปิดบังตัวเลขรายได้ และปฏิเสธกลไกการรับผิดชอบทางการเงินที่เป็นระบบ ความพยายามฟื้นฟูประเทศ และการทวงคืนเสรีภาพของประชาชนเวเนซุเอลาอาจกลายเป็นเพียงการเปลี่ยนขั้วผู้ถืออำนาจโดยที่ประชาชนยังคงไร้สิทธิ์ไร้เสียงเช่นเดิม