
ภาพจำของ “มหกรรมหนังสือ” ในประเทศไทย อาจเป็นภาพของนักอ่านจากทั่วประเทศที่มารวมตัวกันเพื่อเลือกซื้อหนังสือเล่มโปรด เดินชมบูธสำนักพิมพ์ ร่วมกิจกรรม และต่อคิวพบปะนักเขียนคนดัง แต่ที่อีกฟากหนึ่งของอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย งาน Indonesia International Book Fair 2026 หรือ IIBF 2026 กลับมีอีกมุมที่น่าสนใจ เมื่อมหกรรมหนังสือไม่ได้มีเพียงพื้นที่สำหรับนักอ่าน แต่ยังเป็นเวทีให้คนในอุตสาหกรรมหนังสือจากหลายประเทศได้มาพบกันเพื่อมองหาโอกาสทางธุรกิจ
สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาคือหนังสือเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ซึ่งมีตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ชีวประวัติบุคคลสำคัญ ไปจนถึงคำสอนและแนวทางปฏิบัติทางศาสนา แต่แทนที่จะนำเสนอด้วยรูปแบบตำราแบบเดิม หนังสือหลายเล่มกลับออกแบบปกและภาพประกอบอย่างสวยงาม บางเล่มนำเสนอในสไตล์คอมิกหรือมังงะที่ดูทันสมัยและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่าย จนเรื่องราวทางศาสนากลายเป็นหนังสือที่ดูน่าหยิบขึ้นมาเปิดอ่านได้ไม่ต่างจากหนังสือภาพหรือการ์ตูนที่คุ้นเคย
ภายในงานยังมีบูธจากประเทศมุสลิมด้วยกันอย่างมาเลเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และตุรกี ซึ่งอาจเป็นอีกกลุ่มตลาดที่มีความสนใจในเนื้อหาบางประเภทใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือท่ามกลางหนังสือที่เชื่อมโยงกับศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่น กลับมี “บูธจากประเทศไทย” ตั้งอยู่กลางงาน พร้อมผลงานที่ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอิสลามโดยตรง คำถามจึงอยู่ที่ว่า หนังสือภาษาไทยเหล่านี้เดินทางมาถึงจาการ์ตาได้อย่างไร และอะไรจะทำให้สำนักพิมพ์หรือผู้ซื้อสิทธิในอินโดนีเซียมองเห็นโอกาสจากเรื่องราวที่แตกต่างออกไป
SPOTLIGHT มีโอกาสติดตามภารกิจ “ทีมไทยแลนด์” ในมหกรรมหนังสือระดับนานาชาติที่กรุงจาการ์ตาในครั้งนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยนักเขียนไทย เจ้าของรางวัล The Chommanard International Women's Literary Award ตัวแทนจากสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น (Praphansarn Publishing) รวมถึงผู้พัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายลิขสิทธิ์อย่าง VIRF และบริษัท Elite Creative เพื่อสำรวจอีกด้านของอุตสาหกรรมหนังสือที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นในภาพงานมหกรรมทั่วไป
ไฮไลต์ครั้งนี้คือห้องเจรจาธุรกิจที่บรรยากาศคล้าย Speed Dating! เมื่อสำนักพิมพ์ นักเขียน และตัวแทนลิขสิทธิ์ทยอยเข้ามาทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนข้อมูล หยิบหนังสือขึ้นมานำเสนอ พลิกดูปกและภาพประกอบ ก่อนพูดคุยถึงเนื้อหาและความเป็นไปได้ในการนำผลงานไปต่อยอดในตลาดใหม่ เป้าหมายของการพบกันเหล่านี้ไม่ใช่แค่การขายหนังสือหนึ่งเล่มให้ผู้อ่านตรงหน้า แต่คือการค้นหาเรื่องราวที่อาจเดินทางข้ามภาษาและพรมแดน เพื่อเปลี่ยน “งานเขียน” ให้กลายเป็น “งานขาย” ในตลาดต่างประเทศ
ชวนอ่านแง่มุมธุรกิจและสินค้าลิขสิทธิ์ของไทย ในบทความฉบับเต็ม
การซื้อขายลิขสิทธิ์หนังสือระหว่างประเทศไม่ได้จบลงแค่การค้นพบหนังสือที่น่าสนใจ แต่ยังมีขั้นตอนตั้งแต่การค้นหาผลงานที่ตรงกับความต้องการ การนัดหมายเพื่อเจรจา การแลกเปลี่ยนข้อมูล ไปจนถึงการติดตามผลหลังการพบปะทางธุรกิจ กระบวนการเหล่านี้ต้องอาศัยทั้งเวลา การประสานงาน และโอกาสที่คู่เจรจาจะได้พบกัน
ดร.วรวิทย์ กิติกุศล ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งมีบทบาทในการพัฒนาและดูแลระบบ VIRF (Virtual International Rights Fair) มองว่า การเจรจาซื้อขายลิขสิทธิ์ในรูปแบบเดิมที่อาศัยการพบปะกันโดยตรงมีข้อจำกัด โดยเฉพาะต้นทุนการเดินทางและความยุ่งยากในการนัดหมายระหว่างผู้ประกอบการจากหลายประเทศ
VIRF จึงถูกนำเสนอในฐานะแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุนกระบวนการทำงานตลอดเส้นทางของการเจรจาธุรกิจ ไม่ใช่เพียงพื้นที่นำเสนอหนังสือให้คนอื่นเข้ามาค้นหาเท่านั้น แต่ยังช่วยจัดการการนัดหมาย การกำหนดตารางประชุม และการจับคู่ระหว่างผู้ที่มีผลงานกับผู้ที่กำลังมองหาผลงานเพื่อนำไปต่อยอด
ตัวอย่างเช่น สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งอาจกำลังมองหาหนังสือประเภทที่เหมาะกับตลาดอินโดนีเซีย ขณะที่อีกฝ่ายมีผลงานที่ตรงกับความต้องการ แต่ทั้งสองฝ่ายอาจไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ระบบจับคู่จึงมีบทบาทในการช่วยให้ผู้ประกอบการค้นพบโอกาสที่อาจไม่เกิดขึ้น หากต้องรอพบกันเฉพาะในงานหนังสือหรือการนัดหมายแบบเดิม
อีกส่วนสำคัญคือการติดตามความคืบหน้าหลังการจับคู่ทางธุรกิจ เพื่อให้เห็นว่าการพบปะครั้งนั้นนำไปสู่การพูดคุยต่อหรือมีโอกาสพัฒนาไปสู่ข้อตกลงได้มากน้อยเพียงใด หัวใจของ VIRF จึงอยู่ที่การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการกระบวนการทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน ระหว่างการเจรจา ไปจนถึงการติดตามผล ซึ่งอาจช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทางและเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการที่มีขนาดแตกต่างกันเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจระหว่างประเทศได้สะดวกขึ้น
เมื่อหนังสือมีโอกาสเดินทางข้ามภาษาและพรมแดน ผลงานเขียนก็ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวที่นักเขียนอยากถ่ายทอดอีกต่อไป แต่ยังเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถต่อยอดเป็นธุรกิจได้ ดร.ลดาวัลย์ ใยมณี เจ้าของนามปากกา Ruk21us ผู้ชนะรางวัล Chommanard Women’s Literary Award ครั้งที่ 12 จากนวนิยายเรื่อง แมวขาวชะตาฟ้า จึงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสิทธิในผลงาน ท่ามกลางโอกาสในการนำหนังสือไปสู่ตลาดใหม่
สำหรับนักเขียนที่ต้องการเสนอผลงานให้สำนักพิมพ์หรือผู้ซื้อลิขสิทธิ์ในต่างประเทศ ดร.ลดาวัลย์แนะนำให้เตรียมข้อมูลเบื้องต้นเพื่อให้คู่เจรจาเข้าใจเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว เริ่มจาก Logline หรือแนวคิดหลักของเรื่องใน 2–3 ประโยค, Synopsis หรือเรื่องย่อประมาณ 1–2 หน้า และตัวอย่างงานเขียนบางส่วน เช่น ผลงานสั้น ๆ จำนวน 2–5 ชิ้น แทนการส่งต้นฉบับฉบับเต็มไปให้ผู้ที่ยังไม่รู้จักกัน
วิธีนี้ช่วยให้นักเขียนนำเสนอศักยภาพของผลงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยเนื้อหาทั้งหมดตั้งแต่ต้น หากสำนักพิมพ์สนใจ ก็สามารถติดต่อกลับเพื่อพูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ตาม การเจรจาธุรกิจเกี่ยวกับผลงานสร้างสรรค์ยังมีความเสี่ยงเรื่องข้อพิพาทด้านสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา นักเขียนจึงควรตรวจสอบคู่เจรจาให้รอบคอบ และเก็บหลักฐานการติดต่อหรือข้อตกลงต่าง ๆ ไว้เป็นหลักฐาน
คุณสาร์ทิกา ไดแอน นูร์ ไอนี (Sartika Dian Nur Aini) ผู้จัดการฝ่ายลิขสิทธิ์ต่างประเทศของ Elite Creative Co., Ltd. ซึ่งทำงานคลุกคลีในวงการหนังสือไทยมานานหลายปี มองว่า สำนักพิมพ์ไทยจำนวนมากจัดพิมพ์หนังสือแปลจากต่างประเทศ ทำให้ผู้อ่านคุ้นเคยกับผลงานจากภาษาและวัฒนธรรมอื่น มุมมองนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปิดรับเรื่องราวจากหลากหลายสังคม และชวนให้มองกลับว่า แล้วผลงานของนักเขียนไทยจะมีโอกาสเดินทางไปหาผู้อ่านในตลาดอื่นได้อย่างไร
ตัวอย่างหนึ่งที่คุณสาร์ทิกาเลือกนำเสนอคือหนังสือ ด้วยรัก คะนึงหา และอาดูร (Love, Longing, and Grief) จากสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ซึ่งรวบรวมเรื่องราวของผู้หญิงจาก 5 ประเทศในอาเซียน เธอมองว่าหนังสือเล่มนี้ช่วยสร้างความเข้าอกเข้าใจและทำให้ผู้อ่านเห็นชีวิตของผู้หญิงในสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
นอกจากเนื้อหาที่เชื่อมโยงผู้คนในภูมิภาคแล้ว คุณสาร์ทิกายังประทับใจวิธีการเขียนที่กระชับและชัดเจน รวมถึงความสามารถของผู้เขียนในการสังเกตและถ่ายทอดรายละเอียดของชีวิตประจำวันได้อย่างคมชัด ราวกับมีสายตาที่บันทึกภาพไว้ได้ นี่จึงเป็นตัวอย่างของหนังสือที่ไม่ได้มีคุณค่าเพียงในแง่เนื้อหา แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านทำความเข้าใจผู้คนต่างวัฒนธรรมผ่านประสบการณ์ร่วมของมนุษย์
ในมุมของคุณสาร์ทิกา การที่สำนักพิมพ์ไทยนำหนังสือจากต่างประเทศมาแปลและเผยแพร่ เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดรับเสียงและมุมมองที่หลากหลายจากทั่วโลก เช่นเดียวกับที่สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นเลือกแปลและจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ให้ผู้อ่านไทยได้เข้าถึงเรื่องราวจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน การที่ผลงานได้รับการคัดเลือกไปนำเสนอในเวทีนานาชาติ ก็สะท้อนให้เห็นว่าการจับคู่หนังสือกับตลาดที่เหมาะสมเริ่มต้นได้จากการมองเห็นคุณค่าของเรื่องราว
อย่างไรก็ตาม โอกาสเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หัวใจสำคัญคือการทำให้ผู้จัดพิมพ์หรือตัวแทนลิขสิทธิ์ในตลาดเป้าหมายค้นพบผลงาน เข้าใจเนื้อหา และมองเห็นความเป็นไปได้ในการนำไปเผยแพร่ต่อ พร้อมเจรจาเงื่อนไขด้านลิขสิทธิ์ให้ชัดเจน
ทั้งนี้ การเดินทางร่วมงาน IIBF 2026 ครั้งนี้ มีผู้สนับสนุนอย่าง ธนาคารกรุงเทพ (Bangkok Bank) และธนาคารเพอร์มาตา (Permata Bank) ประเทศอินโดนีเซีย อยู่เบื้องหลังเพื่อให้เรื่องราวจากนักเขียนไทยมีโอกาสเดินทางไปถึงผู้อ่านกลุ่มใหม่ได้จริง นี่จึงเป็นอีกก้าวของการเปิดตลาดหนังสือไทยสู่ต่างประเทศ เพราะเมื่อเรื่องราวมีโอกาสพบผู้จัดพิมพ์ที่ใช่ “งานเขียน” ก็อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่หนังสือหนึ่งเล่ม แต่ต่อยอดเป็น “งานขาย” ที่พาผลงานไทยไปไกลกว่าพรมแดนภาษา