
ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และภายใต้กรอบสังคมทั้งหมด นักเขียนหญิงในวงการหนังสือต้องเผชิญกับการถูกตีกรอบด้านการเขียนเพียงเพราะตนเป็น ‘ผู้หญิง’ แม้ว่าตนจะเขียนดีมากแค่ไหน แต่หากหน้าปกหนังสือปรากฏชื่อผู้เขียนเป็นผู้หญิง หนังสือเล่นนั้นก็สามารถถูกตีกรอบ และถูกจำกัดได้ในทันที
นามแฝงจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญของนักเขียนหญิง เพื่อปกปิดตัวตน รวมถึงยังเป็นกลยุทธ์ในการขายหนังสือของตนให้กับสำนักพิมพ์ตลอดมา แต่ในวันนี้ ชื่อของนักเขียนหญิงไม่จำเป็นต้องถูกซ่อนอีกต่อไป เพราะนักหญิงมีพื้นที่ที่จะได้รับการมองเห็น และการฟังเรื่องราวของพวกเธอมากขึ้นแล้วในสังคม
Spotlight ได้รับโอกาสสุดพิเศษในการพาทุกคนมาเปิดโลกกับพื้นที่ดังกล่าวบนเวทีเสวนา “Women’s Voices Across Borders: Chommanard International Women’s Literary Award” ที่จัดขึ้นภายในงาน Indonesia International Book Fair 2026 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
และเมื่อมองย้อนกลับไปยังเส้นทางของรางวัลชมนาด พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อมอบรางวัล แต่ค่อย ๆ ขยายไปสู่พื้นที่ที่ทำให้นักเขียนหญิงจากหลายประเทศได้พบกัน แลกเปลี่ยนเรื่องราว และค้นพบความรู้สึกร่วมที่ข้ามพรมแดน
คุณธีรภัทร เจริญสุข ผู้อำนวยการโครงการรางวัลวรรณกรรมสตรีนานาชาติชมนาด เล่าถึงจุดเริ่มต้นของรางวัลว่า Chommanard International Women’s Literary Award พัฒนามาจาก “รางวัลชมนาด” ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น และธนาคารกรุงเทพ เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนนักเขียนหญิงไทย
หลังดำเนินโครงการมาเกือบ 20 ปี คุณอาทร เตชะธาดา กรรมการที่ปรึกษาสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จึงเกิดแนวคิดขยายรางวัลจากประเทศไทยไปสู่ระดับนานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเขียนจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงภูมิภาคจีนได้เข้ามามีส่วนร่วม
ปี 2568 จึงเป็นปีแรกของการจัด Chommanard International Women’s Literary Award โดยมีผลงานส่งเข้าประกวดเกือบ 70 เรื่อง จากกว่า 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย และจีน
การเปลี่ยนแปลงนี้จึงไม่ใช่เพียงการขยายขอบเขตของรางวัล แต่คือการเปลี่ยน “พื้นที่” จากเวทีสำหรับนักเขียนหญิงไทย ไปสู่พื้นที่ที่นักเขียนหญิงจากเอเชียสามารถเข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวร่วมกันได้
แม้ผู้หญิงในปัจจุบันจะสามารถเป็นนักเขียนได้อย่างเปิดเผยมากขึ้น แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า สังคมมองงานเขียนของผู้หญิงอย่างไร?
Leila S. Chudori นักเขียนชาวอินโดนีเซีย เจ้าของผลงาน The Sea Speaks His Name มองว่า รางวัลสำหรับนักเขียนหญิงโดยเฉพาะยังมีไม่มากนักในเอเชีย และที่สำคัญคือ ผู้หญิงมักถูกมองผ่านกรอบบางอย่างเมื่อเขียนหนังสือ
งานเขียนของผู้หญิงอาจถูกคาดหวังว่าจะต้องพูดถึง “เรื่องของผู้หญิง” ขณะที่เมื่อผู้ชายเขียนหนังสือ เพศของผู้เขียนกลับไม่ได้ถูกนำมาเป็นกรอบในการตัดสินงานมากเท่ากับนักเขียนหญิง
สำหรับ Isna Marifa นักเขียนชาวอินโดนีเซีย เจ้าของผลงาน Mountains More Ancient เธอมองว่า พื้นที่สำหรับนักเขียนหญิงมีความสำคัญมาก เพราะยังมีประสบการณ์ และมุมมองของผู้หญิงอีกจำนวนมากที่ต้องการพื้นที่ในการเติบโต และการถูกรับฟัง
เธอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของตัวเองว่า เธอเองรู้จักนักเขียนชายชาวมาเลเซียหลายคน แต่กลับไม่รู้จักนักเขียนหญิงชาวมาเลเซียเลย
จึงนำมาซึ่งที่มาของรางวัลชมนาดที่ต้องการสร้างพื้นที่ และโอกาสให้นักเขียนหญิงได้รับการมองเห็น และสามารถถ่ายทอดเรื่องราวที่หลากหลายมากขึ้นในสังคม
สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นจากรางวัลชมนาดไม่ใช่เพียงการคัดเลือกผลงาน แต่คือการที่นักเขียนจากหลายประเทศได้มาเจอกันจริง ๆ
Isna Marifa เล่าว่า “การได้เข้าร่วมรางวัลชมนาด ทำให้ฉันได้พบกับนักเขียนหญิงเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ รวมถึงได้เรียนรู้เส้นทางการทำงาน และการตีพิมพ์ของนักเขียนแต่ละคนด้วย”
ขณะที่ Leila S. Chudori ก็เผยมุมมองเพิ่มเติมว่า “การได้พบกับนักเขียนจากประเทศต่าง ๆ ทำให้เกิดมิตรภาพใหม่ ๆ จากคนที่ก่อนหน้านี้เราอาจรู้จักกันเพียงผ่านชื่อบนหน้าปกหนังสือเท่านั้น หรือในโซเชียลมีเดีย”
ซึ่งทั้งคู่กล่าวตรงกันว่า แม้แต่ข้อจำกัดด้านภาษาก็ไม่สามารถหยุดความสัมพันธ์เหล่านี้ เพราะหลังจากกิจกรรมจบลง นักเขียนหลายคนยังคงติดต่อกันต่อ และนี่จึงเป็นอีกความหมายหนึ่งของคำว่า “พื้นที่”
พื้นที่ไม่ได้ทำให้เพียงเสียงของนักเขียนถูกได้ยิน แต่ยังทำให้นักเขียนที่มีประสบการณ์แตกต่างกันได้พบว่า พวกเธอไม่ได้กำลังเดินอยู่เพียงลำพัง
เมื่อเรื่องราวจากหลายประเทศถูกนำมาวางไว้ในพื้นที่เดียวกัน ความแตกต่างกลับนำไปสู่การค้นพบความทรงจำร่วม
Isna Marifa ได้เสนอแนวคิด “Emotional Archive of Asia” หรือ “คลังความทรงจำทางอารมณ์ของเอเชีย” เพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นจากการพบกันของนักเขียนเหล่านี้
เธอกล่าวว่า “แม้แต่ละคนจะเขียนถึงประวัติศาสตร์ และสังคมของประเทศตัวเอง แต่กลับมีบางสิ่งร่วมกัน ทั้งความเจ็บปวด วัฒนธรรม ภาษา อาหาร และความสามารถของมนุษย์ในการยืนหยัด และฟื้นคืนจากความสูญเสีย”
Leila S. Chudori เองก็พบว่า เมื่อพูดคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์ และกระบวนการค้นคว้าเพื่อเขียนหนังสือ บทสนทนามักย้อนกลับไปสู่ “ความเจ็บปวดร่วม” ของผู้คนในแต่ละประเทศ
เพราะแม้ประวัติศาสตร์จะเป็นตัวบอกว่า เกิดอะไรขึ้น แต่เรื่องเล่าต่างหากที่ ความรู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้น
และเมื่อความรู้สึกเหล่านั้นถูกบันทึกผ่านตัวอักษร เรื่องราวส่วนตัวของใครคนหนึ่งจึงสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำร่วมของผู้คนอีกประเทศหนึ่งได้
การที่นักเขียนจากอินโดนีเซียเดินทางมาพบกับนักเขียนจากประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เห็นว่า แม้แต่ละประเทศจะมีประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่ก็มีหลายสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงกันได้
คุณธีรภัทรมองว่า ไทยกับอินโดนีเซียอยู่ไม่ไกลกัน แต่คนของทั้งสองประเทศกลับยังรู้จักกันไม่มากนัก ทั้งที่มีความคล้ายคลึงกันหลายด้าน
วรรณกรรมจึงสามารถเป็นอีกหนึ่งสะพานที่ทำให้ผู้คนรู้จักกันมากขึ้น ไม่ใช่เพียงผ่านการเดินทาง หรือการท่องเที่ยว แต่ผ่านเรื่องราวของผู้คน
การแปลจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะทำให้หนังสือสามารถเดินทางออกจากภาษาต้นทางไปสู่ผู้อ่านในประเทศอื่นได้
จากหนังสือของนักเขียนอินโดนีเซียที่ถูกนำมาอ่านในไทย ไปจนถึงเรื่องราวของนักเขียนไทยที่สามารถเดินทางออกไปสู่ประเทศอื่น วรรณกรรมจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างตลาดหนังสือ แต่ยังสร้างความเข้าใจระหว่างผู้คน
และในระดับภูมิภาค นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้ประเทศในอาเซียนรู้จักกันมากขึ้น ผ่านเรื่องเล่าที่ไม่ได้เริ่มจากนโยบาย หรือการเมือง แต่เริ่มจากชีวิตของมนุษย์
จากนักเขียนหญิงที่ครั้งหนึ่งอาจต้องซ่อนชื่อของตัวเองไว้หลังนามแฝง มาถึงนักเขียนหญิงจากหลายประเทศที่สามารถขึ้นเวทีเดียวกัน และเล่าเรื่องของตัวเองได้อย่างเปิดเผย
เส้นทางของ Chommanard International Women’s Literary Award ไม่ได้สะท้อนเพียงการเติบโตของรางวัล แต่สะท้อนการขยายตัวของ “พื้นที่”
จากพื้นที่สำหรับนักเขียนหญิงในประเทศไทย สู่พื้นที่สำหรับนักเขียนหญิงจากเอเชีย จากนักเขียนที่ไม่รู้จักกัน สู่ชุมชน และมิตรภาพ จากเรื่องราวของแต่ละประเทศ สู่ความทรงจำร่วม และจากภาษาหนึ่ง สู่เรื่องราวที่เดินทางข้ามพรมแดนผ่านการแปล
เพราะท้ายที่สุด การสร้างพื้นที่ให้กับนักเขียนหญิงไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเล่าเรื่องเดียวกัน แต่คือการทำให้เราได้ยินเรื่องราวที่ก่อนหน้านี้อาจไม่เคยมีโอกาสได้ยิน
และบางที สิ่งสำคัญที่สุดของวรรณกรรมข้ามพรมแดนอาจไม่ใช่การทำให้เราเห็นว่าแต่ละประเทศแตกต่างกันแค่ไหน แต่คือการทำให้เราเห็นว่า
แม้เราจะมาจากคนละประเทศ พูดคนละภาษา และมีประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนกัน แต่ในบางเรื่อง เราอาจรู้สึกเหมือนกันมากกว่าที่คิด
เพราะวรรณกรรมไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบันทึกว่า “โลกเคยเกิดอะไรขึ้น” แต่ทำหน้าที่บันทึกด้วยว่า “ผู้คนต่างรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น”