
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อ 7 เดือน กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาเซียนแค่ไหน? เพราะถึงแม้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศในอาเซียนยังคงแข็งแกร่ง จากการได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของ AI แต่ปากท้อง และเงินกระเป๋าของประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนจน กลับได้รับผลกระทบอย่างหนัก
สำนักข่าว CNA รายงานอ้างบทความของเจยันต์ เมนอน (Jayant Menon) นักวิจัยอาวุโสในโครงการศึกษาระดับภูมิภาคของสถาบัน ISEAS ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรานั้นพึ่งพาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอ่าวอาหรับมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณนำเข้าทั้งหมด โดยฟิลิปปินส์และเวียดนามพึ่งพาแหล่งน้ำมันจากภูมิภาคนี้มากกว่า 90% เมื่อวิกฤตยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 7 และยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย จึงจำเป็นต้องประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงประสิทธิภาพของมาตรการที่รัฐบาลใช้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
สำหรับประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ยกเว้นบรูไนและมาเลเซีย ราคานำเข้าพลังงานที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้จากการส่งออก ส่งผลให้ฐานะการค้าระหว่างประเทศและดุลการชำระเงินเผชิญแรงกดดัน รวมถึงอาจกระทบต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งจากการนำเข้าพลังงานและการอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเปราะบางอย่างกัมพูชา ลาว เมียนมา และติมอร์-เลสเต ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุดในภูมิภาค กำลังเผชิญความเสี่ยงจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดลง ทำให้มีข้อจำกัดในการนำเข้าสินค้าจำเป็น
นอกจากนี้ ค่าเงินที่อ่อนค่าลงยังทำให้สินค้านำเข้ามีราคาแพงขึ้นและซ้ำเติมเงินเฟ้อ หากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป อาจทำให้เศรษฐกิจเผชิญภาวะชะงักงันควบคู่กับเงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตชะลอตัว ขณะที่ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นและการว่างงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากกระแสการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมหาศาลให้แก่ประเทศที่มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะมาเลเซีย ไทย สิงคโปร์ และเวียดนาม
นอกจากนี้ ประเทศเหล่านี้ยังได้รับประโยชน์จากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการย้ายฐานห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ปัจจัยบวกที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตเหล่านี้ เมื่อประกอบกับปัจจัยลบ เช่น ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญต่อภาคเกษตรกรรม ทำให้การประเมินผลกระทบที่แท้จริงของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) เคยคาดการณ์เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคจะเติบโต 4.4% ในปี 2026 แต่ล่าสุดได้ปรับเพิ่มประมาณการเป็น 4.7%
การปรับเพิ่มคาดการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กระแสการเติบโตของ AI สามารถชดเชยผลกระทบเชิงลบจากความขัดแย้งและปรากฏการณ์เอลนีโญได้มากกว่าที่คาดไว้
ขณะเดียวกัน สถานการณ์นี้ยังชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนมากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยตรง โดยเงินเฟ้อทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย และยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยไม่รวมสิงคโปร์ ระหว่างปี 2025 กับประมาณการปี 2026 พบว่าอัตราการเติบโตคาดว่าจะเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แม้เงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมากก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ฟิลิปปินส์และประเทศพัฒนาน้อยที่สุดในภูมิภาคอาจเผชิญสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่า โดยต้องรับมือกับผลกระทบทั้งสองด้านพร้อมกัน ได้แก่ เศรษฐกิจเติบโตชะลอตัวลงและเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น
เงินเฟ้อส่งผลกระทบต่อคนยากจนอย่างไม่เป็นธรรม เนื่องจากทำให้รายได้ที่เหลือไว้ใช้จ่ายลดลง ทั้งที่คนกลุ่มนี้ต้องพึ่งพารายได้ดังกล่าวเพื่อซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีพอยู่แล้ว ผลกระทบยิ่งรุนแรงขึ้นในประเทศยากจนที่มีระบบสวัสดิการและมาตรการรองรับทางสังคมอย่างจำกัด
รัฐบาลหลายประเทศพยายามรับมือกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจ แต่การเลือกใช้มาตรการบางอย่างอาจยิ่งซ้ำเติมผลกระทบทางสังคม หนึ่งในแนวทางที่นิยมใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนคือ การเพิ่มเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อควบคุมราคาขายปลีกน้ำมันไม่ให้สูงเกินไป อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวกลับเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลังของรัฐบาล
อินโดนีเซียและมาเลเซียยังคงใช้มาตรการตรึงราคา ส่งผลให้ภาระเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณมากขึ้น
ส่วนไทยและเวียดนามยอมให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นบางส่วน แต่เพิ่มความเข้มข้นของมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันควบคู่กับการลดภาษีเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม เงินอุดหนุนและการลดภาษีในประเทศเหล่านี้ยังขาดการกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสม ทำให้มาตรการช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนที่ยากจนที่สุดได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ขณะที่รัฐบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณสูงขึ้น
ฟิลิปปินส์พยายามกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเน้นแรงงานรายได้น้อยในภาคขนส่ง เกษตรกรรม และประมง อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือที่มอบให้ยังมีวงเงินจำกัดและไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากราคาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงได้ทั้งหมด
การลดการแทรกแซงกลไกราคาให้น้อยที่สุดยังสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน โดยกรณีของฟิลิปปินส์สะท้อนให้เห็นว่า การไม่ใช้เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลมีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวมากกว่า