
(13 ต.ค. 2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเวที "Thai MOF Flagship Event: Building Resilience in a Fragmented World" ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ
นายเอกนิติ กล่าวว่า โลกที่แบ่งขั้วมากขึ้นกำลังเปลี่ยนแนวคิดทางเศรษฐกิจจากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดไปสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคง และ ส่งผลกระทบต่อ 3 ช่องทางหลักของเศรษฐกิจ ได้แก่ การค้า การเงิน และการลงทุน โดยด้านการค้า
แม้จะเผชิญอุปสรรคมากขึ้น แต่การค้ายังคงสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางได้ เช่นเดียวกับน้ำที่ไหลผ่านรอยแยก ขณะที่ด้านการเงินต้องเผชิญความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินให้เข้มแข็ง
ด้านการลงทุน ความไม่แน่นอนของโลกทำให้นักลงทุนมองหาฐานการลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยไทยได้รับประโยชน์จากการกระจายห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนจาก ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในครึ่งแรกของปี 2569 ที่เพิ่มขึ้น 80% มูลค่ากว่า 1.37 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลมุ่งลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง พร้อมย้ำว่าการลงทุนต้องนำไปสู่การสร้างงาน พัฒนาทักษะ และยกระดับขีดความสามารถของคนไทยและภาคธุรกิจ
ดร.เอกนิติ ยังชี้ว่า โลกที่แบ่งขั้วส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ไม่เท่ากัน เกิดความแตกต่างในลักษณะ K-shaped โดยประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบมากกว่า ประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางจึงควรมีบทบาทเป็น "ผู้เชื่อมที่น่าเชื่อถือ" (Trusted Connector) เพื่อลดช่องว่างดังกล่าว ผ่านการสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา (rules-based international order) พร้อมเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ตลอดจนขยายความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ (Turning Capital into Capabilities) เพื่อยกระดับประชาชน การจ้างงาน และบริการ
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ เน้นย้ำว่า การสร้างความไว้วางใจต้องเกิดขึ้นทั้งระหว่างประเทศและภายในสังคมของแต่ละประเทศ โดยยกตัวอย่างการนำผ้าทอพื้นถิ่น 37 ลวดลายจาก 26 ชุมชนทั่วประเทศไทยมาใช้ตกแต่งแผงดูดซับเสียงภายในห้องประชุม เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในเวทีระดับโลก สะท้อนว่าการสร้างความร่วมมือและความเชื่อมั่นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล แต่ต้องเชื่อมโยงถึงประชาชนและชุมชนด้วย เพราะ ความไว้วางใจที่เข้มแข็งทั้งในระดับโลกและระดับสังคม คือรากฐานสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในโลกที่แบ่งขั้ว
บนเวทีดังกล่าวมีผู้นำเศรษฐกิจโลกเข้าร่วม ได้แก่ นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก และนางรีอิกกา ปูร์รา รัฐมนตรีคลังฟินแลนด์ โดยบนเวทีได้เปิดประเด็นตรงมาที่ประเทศไทย ถึงการรับมือเศรษฐกิจโลกที่กำลังแยกส่วน
นายเอกนิติ กล่าวว่า โลกธุรกิจเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยต้นทุนและประสิทธิภาพ ไปสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความปลอดภัยมากขึ้น ไทยจึงต้องรับแรงกระแทกผ่าน 3 ช่องทางสำคัญ ทั้งการค้า ตลาดการเงิน และการลงทุน พร้อมปรับตัวให้เร็วกว่าเดิม
ด้านการค้า ไทยซึ่งนำเข้าพลังงานสุทธิและเคยพึ่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่า 50% ได้กระจายแหล่งนำเข้าไปยังแอฟริกาตะวันตกและละตินอเมริกาในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา ช่วยลดความเสี่ยงและรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานภายในประเทศ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในส่วนตลาดการเงิน ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นเพียง 60 basis points ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 120 basis points สะท้อนมุมมองเชิงบวกของตลาดต่อวินัยการคลังไทย
ด้านการลงทุน ถือว่าไทยได้รับประโยชน์จากกระแสกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนต่างชาติ โดยคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้นถึง 47% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวมากกว่า 10% ต่อเนื่อง 2 ไตรมาส หลังรัฐเร่งลดขั้นตอนอนุมัติให้นักลงทุนได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น
นายเอกนิติ ได้ย้ำถึงบทบาทไทยในการเป็น Trusted Connecto หรือตัวเชื่อมที่ได้รับความไว้วางใจ เชื่อมประเทศใหญ่กับประเทศเล็ก ยึดระบบพหุภาคีและกติกาสากล พร้อมใช้ความหลากหลายของอาเซียนสร้างความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจภูมิภาค
ตัวอย่างหนึ่งคือการเชื่อมระบบสายส่งไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ผ่านไทยและมาเลเซียไปสิงคโปร์ เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะที่ในประเทศ ไทยเดินหน้าโครงการ Skill Bridge เชื่อมภาคเอกชนกับมหาวิทยาลัย เพื่อผลิตแรงงานรองรับ AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคต
นายเอกนิติ กล่าวว่า การลงทุนใหม่จากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทยจะไม่หยุดอยู่ที่เม็ดเงิน แต่จะนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับทักษะคนไทย เปลี่ยน FDI ให้กลายเป็นขีดความสามารถของประเทศ และทำให้แรงงานไทยได้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมใหม่ในระยะยาว
นอกจากนี้ การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปี IMF- World Bank 2026 ได้ถูกใช้สะท้อนภาพการเป็นเจ้าภาพที่กระจายประโยชน์ลงสู่ฐานราก โดยไทยดึงชุมชนกว่า 37 แห่งทั่วประเทศมาร่วมจัดทำสิ่งทอประดับห้องประชุม เชื่อมงานระดับโลกกับฝีมือและรายได้ของชุมชนในประเทศ
ทั้งนี้ นางกอร์เกียวา ได้กล่าวถึงผ้าทอในห้องประชุมว่า เป็นภาพสะท้อนการนำประชาชนฐานรากเข้ามาอยู่ในศูนย์กลางของอำนาจทางเศรษฐกิจ พร้อมย้ำว่าความร่วมมือระหว่างประเทศต้องเดินหน้าเพื่อสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้ประชาชนทุกคน
นายเอกนิติ กล่าวในช่วงท้ายว่า ไทยต้องสร้างความเชื่อมั่นทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น พร้อมร่วมมือกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศและประเทศต่างๆ เพื่อยกระดับผลิตภาพ และพาเศรษฐกิจไทยก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
Advertisement