
เศรษฐกิจไทยกำลังก้าวพ้นภาวะเงินฝืด แต่การฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 2.1% ในปี 2569 และทรงตัวที่ระดับเดิมในปี 2570 ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568 ขณะที่เงินเฟ้อซึ่งติดลบ 0.1% ในปีก่อนจะกลับมาอยู่ที่ 2.1% ในปีนี้ ก่อนลดลงเหลือ 1.7% ในปีหน้า
อัตราการเติบโตดังกล่าวทำให้ไทยอยู่ท้ายกลุ่ม ASEAN-5 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มซึ่งคาดว่าจะขยายตัว 4.4% ในปี 2569 และ 4.3% ในปี 2570 อย่างชัดเจน โดยในปีนี้ เวียดนามมีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 8.4% ตามด้วยมาเลเซีย 5.2% อินโดนีเซีย 5.1% สิงคโปร์ 5.0% และฟิลิปปินส์ 3.4% สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจอาเซียนโดยรวมยังมีแรงส่ง แต่ประโยชน์จากการค้า การลงทุน และวัฏจักรเทคโนโลยีกระจายตัวไม่เท่ากัน
IMF มองว่าไทยรับมือแรงกระแทกจากราคาพลังงานได้ค่อนข้างดี แม้เป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ และได้รับแรงหนุนบางส่วนจากกระแสลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในเอเชีย อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน AI น้อยกว่าประเทศที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย แรงส่งจากเทคโนโลยีจึงยังไม่มากพอที่จะยกระดับการเติบโตของไทยให้ทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน
แนวโน้มการเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังประคองตัวได้ แต่ความสามารถในการรับมือแรงกระแทกกำลังถูกทดสอบหนักขึ้น IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.1% ในปี 2569 ก่อนเร่งขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2570 โดยมีสองปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางพร้อมกัน
ปัจจัยแรกคือสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งผลักดันราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ให้สูงขึ้น กระทบกำลังซื้อและฉุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่วนอีกปัจจัยคือกระแสลงทุนใน AI ที่ช่วยหนุนทั้งการค้าและการลงทุน แต่ขณะเดียวกันก็เร่งความต้องการพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และเงินทุน จนอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย
IMF ระบุว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะเงินฝืดในปี 2568 โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเฉลี่ยลดลง 0.1% ก่อนที่เงินเฟ้อจะกลับมาอยู่ที่ 2.1% ในปี 2569 และชะลอลงเหลือ 1.7% ในปี 2570
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยกำลังออกจากภาวะเงินฝืด แต่แรงกดดันด้านราคายังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค โดย IMF คาดว่าเงินเฟ้อปี 2569 ของมาเลเซียจะอยู่ที่ 2.2% สิงคโปร์ 2.3% อินโดนีเซีย 3.3% เวียดนาม 4.7% ฟิลิปปินส์และกัมพูชา 5.6% ขณะที่ลาวและเมียนมามีเงินเฟ้อสูงถึง 9.2% และ 20% ตามลำดับ
ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย IMF คาดว่าจะพลิกจากเกินดุล 3.0% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2568 เป็นขาดดุล 1.2% ในปี 2569 ก่อนกลับมาเกินดุล 1.4% ในปี 2570 ส่วนอัตราว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ 1.0% ตลอดช่วงปี 2568-2570
IMF มองว่าไทยรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอกได้ค่อนข้างดี แม้เป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ โดยกระแสลงทุนด้าน AI ในเอเชียช่วยหักล้างแรงกดดันจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม ไทยยังเชื่อมโยงกับวัฏจักร AI น้อยกว่าประเทศที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ทำให้เศรษฐกิจยังไม่สามารถรับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างเต็มที่
เมื่อเปรียบเทียบภายใน ASEAN-5 ไทยมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดทั้งในปี 2569 และ 2570
สำหรับปี 2569 IMF คาดว่าเวียดนามจะขยายตัวสูงถึง 8.4% ตามด้วยมาเลเซีย 5.2% อินโดนีเซีย 5.1% สิงคโปร์ 5.0% และฟิลิปปินส์ 3.4% ขณะที่ไทยเติบโตเพียง 2.1%
ในปี 2570 เวียดนามยังมีแนวโน้มเติบโตสูงสุดที่ 7.5% ส่วนอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์อยู่ที่ 5.1% มาเลเซีย 4.6% และสิงคโปร์ 3.0% ขณะที่ไทยยังคงเติบโต 2.1%
สำหรับประเทศอื่นในภูมิภาค IMF คาดว่าเศรษฐกิจลาวจะเติบโต 4.5% ทั้งในปี 2569 และ 2570 ขณะที่กัมพูชาจะขยายตัวจาก 3.0% เป็น 4.0% และติมอร์-เลสเตจะเติบโต 4.0% และ 3.7% ตามลำดับ ส่วนเมียนมาคาดว่าจะโต 2.0% ทั้งสองปี และบรูไนจะชะลอจาก 1.9% เหลือ 1.3%
ภาพรวมของ ASEAN-5 ในปี 2569 ถูกปรับเพิ่มขึ้น 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์จากประมาณการทั้งเดือนเมษายนและเดือนกรกฎาคม สะท้อนว่าเศรษฐกิจหลักในภูมิภาคยังมีแรงส่งค่อนข้างดี แต่การฟื้นตัวกระจายตัวไม่เท่ากัน โดยไทยยังตามหลังประเทศส่วนใหญ่ของกลุ่มอย่างชัดเจน
IMF ประเมินว่าเอเชียยังเป็นภูมิภาคที่เติบโตสูงที่สุด โดยเศรษฐกิจเอเชียโดยรวมคาดว่าจะขยายตัว 4.8% ในปี 2569 และ 4.4% ในปี 2570 ส่วนกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนาในเอเชียจะเติบโต 5.1% และ 4.9% ตามลำดับ
เครื่องยนต์หลักยังมาจากจีนและอินเดีย โดยจีนมีแนวโน้มเติบโต 4.5% ในปี 2569 ก่อนชะลอลงเหลือ 4.0% ในปี 2570 ขณะที่อินเดียคาดว่าจะขยายตัว 7.0% ทั้งสองปี
อีกแรงขับเคลื่อนสำคัญคือกลุ่มประเทศที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI โดยเฉพาะเกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย รวมถึงไทยในระดับหนึ่ง ประเทศเหล่านี้ได้รับประโยชน์จากความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และบริการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างศูนย์ข้อมูลและการพัฒนา AI
อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์จากวัฏจักรดังกล่าวยังกระจุกตัวสูง ไต้หวันและเกาหลีใต้มีสัดส่วนรวมกันถึง 62% ของการส่งออกสุทธิอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่จีนและสหรัฐมีสัดส่วนมากกว่า 75% ของการนำเข้าสุทธิอุปกรณ์เหล่านี้ในปี 2568 และคิดเป็น 57% ของศูนย์ข้อมูลที่สร้างขึ้นใหม่นับตั้งแต่ปี 2567
โครงสร้างดังกล่าวทำให้ประเทศที่อยู่ใกล้กับศูนย์กลางการผลิตชิป อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มีโอกาสได้รับอานิสงส์ผ่านห่วงโซ่มูลค่า แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกพึ่งพาประเทศ อุตสาหกรรม และบริษัทเพียงไม่กี่แห่งมากขึ้น
ในภาพรวม IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.1% ในปี 2569 ลดลงจาก 3.5% ในปี 2568 ก่อนฟื้นตัวเป็น 3.4% ในปี 2570
เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วคาดว่าจะเติบโต 2.1% ในปี 2569 และชะลอลงเหลือ 1.8% ในปี 2570 ขณะที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนาจะขยายตัว 3.7% และ 4.4% ตามลำดับ
ปริมาณการค้าโลกทั้งสินค้าและบริการคาดว่าจะเติบโต 4.6% ในปี 2569 และ 4.7% ในปี 2570 โดยยังได้รับแรงหนุนจากการค้าสินค้าเทคโนโลยี แม้เผชิญผลกระทบจากกำแพงภาษี การปรับโครงสร้างห่วงโซ่การผลิต และต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น
IMF ระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเกิดจากแรงขับเคลื่อนหลักสองด้าน แรงแรกคือราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นจากสงคราม ซึ่งมีลักษณะเป็นแรงกระแทกด้านอุปทาน ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น เงินเฟ้อเร่งตัว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอ่อนแรง
IMF ตั้งสมมติฐานว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 95.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2569 เพิ่มขึ้น 41.3% จากปีก่อน ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 87.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2570 ส่วนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 17.3% และ 2.6% ตามลำดับ
ต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่สูงขึ้น รวมถึงค่าขนส่งและประกันภัยที่แพงขึ้น ยังมีแนวโน้มทำให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้น 5% ในปี 2569 ขณะที่ราคาปุ๋ยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10%
แรงที่สองคือการลงทุนใน AI ซึ่งทำหน้าที่เป็นแรงกระตุ้นด้านอุปสงค์ ช่วยเพิ่มการลงทุน การค้า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ในช่วงที่ผลิตภาพจาก AI ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ การลงทุนดังกล่าวก็อาจเพิ่มความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล ระบบคลาวด์ โรงไฟฟ้า โครงข่ายไฟฟ้า ระบบทำความเย็น อสังหาริมทรัพย์เฉพาะทาง และแรงงานทักษะสูง จนทำให้เกิดข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตและแรงกดดันด้านราคา
ด้วยเหตุนี้ IMF จึงคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปของโลกจะเพิ่มจาก 4.1% ในปี 2568 เป็น 4.7% ในปี 2569 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 4.1% ในปี 2570 ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 3.9% และ 3.7% ตามลำดับ
ข้อมูลของ IMF สะท้อนว่า AI มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของการค้าโลก ระหว่างปี 2566-2568 การค้าโลกขยายตัวสะสม 8.3% ขณะที่การค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เพิ่มขึ้นถึง 29%
หากไม่นับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI การค้าโลกในช่วงเดียวกันจะเติบโตเพียง 4.6% แสดงให้เห็นว่ากระแสลงทุนด้านเทคโนโลยีกลายเป็นหนึ่งในแรงพยุงสำคัญของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางผลกระทบจากราคาพลังงานและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม IMF จัดทำฉากทัศน์เพื่อสะท้อนว่าอนาคตของ AI ยังเดินไปได้หลายทาง โดยตัวเลขในฉากทัศน์เป็นการเปลี่ยนแปลงของระดับ GDP เมื่อเทียบกับกรณีฐาน ไม่ใช่อัตราการเติบโตในแต่ละปี
ในกรณีที่การลงทุน AI ดำเนินต่อเนื่องและนำไปสู่ผลิตภาพที่สูงขึ้น ระดับ GDP โลกอาจสูงกว่ากรณีฐาน 0.6% ภายในปี 2572 โดยเอเชียนอกจีนจะได้รับประโยชน์จากอุปสงค์ภายนอกที่เพิ่มขึ้น และระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจสูงกว่ากรณีฐาน 0.8% ในปีเดียวกัน
แต่หากการลงทุนยังร้อนแรง ขณะที่กำลังการผลิตในเอเชียปรับเพิ่มไม่ทันและผลิตภาพเกิดขึ้นช้า ระดับ GDP โลกอาจสูงกว่ากรณีฐานเพียง 0.2% ในปี 2572 พร้อมกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่มากกว่าเดิม เพราะราคาสินค้าเทคโนโลยีและต้นทุนการนำเข้าจะสูงขึ้น
ในกรณีเลวร้าย หากผลตอบแทนด้านผลิตภาพจาก AI ไม่เกิดขึ้นตามคาดและตลาดปรับลดการประเมินความสามารถในการทำกำไร อาจเกิดการถอนการลงทุนและการปรับฐานของตลาดหุ้น โดยฉากทัศน์ของ IMF สมมติให้ราคาหุ้นสหรัฐลดลง 20% และตลาดอื่นลดลง 15%
เมื่อรวมผลจากการลงทุนที่ลดลง ราคาสินทรัพย์ที่ปรับฐาน และภาวะการเงินที่ตึงตัว ระดับ GDP โลกอาจต่ำกว่ากรณีฐาน 1.1% ภายในปี 2571 ขณะที่สหรัฐอาจต่ำลง 1.8% และเอเชียต่ำลง 1.7% สะท้อนว่าประเทศที่ได้ประโยชน์มากจากวัฏจักร AI ก็อาจได้รับผลกระทบมากเช่นกันหากกระแสดังกล่าวกลับทิศ
ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกสามารถรับมือแรงกระแทกจากพลังงานได้ดีกว่าที่คาด ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง การเพิ่มกำลังผลิตจากประเทศอื่น การนำสินค้าคงคลังออกมาใช้ การหันไปใช้พลังงานชนิดอื่น และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
รายงานระบุว่า ก่อนเกิดสงคราม ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราวหนึ่งในสี่ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก เมื่อเส้นทางดังกล่าวได้รับผลกระทบ ประเทศนอกอ่าวเปอร์เซียเพิ่มกำลังผลิตประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่การนำสินค้าคงคลังโลกออกมาใช้ช่วยเพิ่มน้ำมันเข้าสู่ตลาดอีกประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
นอกจากนี้ ปริมาณพลังงานที่ใช้ต่อมูลค่า GDP โลกลดลงประมาณ 32% ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่พลังงานหมุนเวียนคิดเป็น 60% ของกำลังผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกนับตั้งแต่ปี 2553 จึงช่วยลดความอ่อนไหวของเศรษฐกิจต่อราคาน้ำมันเมื่อเทียบกับวิกฤตในอดีต
หากไม่มีกลไกการปรับตัวเหล่านี้ IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 อาจเติบโตเพียง 2.5% แทนที่จะเป็น 3.1% อย่างไรก็ตาม กันชนบางส่วน โดยเฉพาะสินค้าคงคลังและผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน กำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูล AI อาจเพิ่มแรงกดดันต่อระบบพลังงานอีกทางหนึ่ง
ในฉากทัศน์ความเสี่ยง IMF สมมติให้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2570 ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซและบับเอลมันเดบยังไม่สามารถกลับมาใช้ขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ได้ตามปกติ รวมถึงทำให้การฟื้นตัวของกำลังผลิตน้ำมันล่าช้าไปจนถึงปลายปี 2570
ภายใต้ฉากทัศน์ดังกล่าว ราคาน้ำมันอาจเพิ่มขึ้นถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2569 ถึงไตรมาสแรกปี 2570 โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยจะสูงกว่ากรณีฐาน 17% ในปี 2569 และ 40% ในปี 2570 ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติในเอเชียและยุโรปจะสูงกว่ากรณีฐาน 17% และ 26% ตามลำดับ
หากเกิดขึ้นพร้อมกับส่วนชดเชยความเสี่ยงในตลาดพันธบัตรและการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้น อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจต่ำกว่ากรณีฐาน 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ในปี 2569 และ 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ในปี 2570 ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปอาจสูงกว่ากรณีฐาน 0.4 และ 1.1 จุดเปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
ประมาณสองในสามของผลกระทบต่อการเติบโตในฉากทัศน์ดังกล่าวมาจากความปั่นป่วนในตลาดน้ำมันและก๊าซ เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นลดกำลังซื้อของครัวเรือนและผลตอบแทนจากการลงทุน
IMF ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่เพิ่มขึ้นมีที่มาจากสามปัจจัยสำคัญ ได้แก่ อุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุน AI และการใช้จ่ายภาครัฐ ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผลักดันเงินเฟ้อ ตลอดจนส่วนชดเชยความเสี่ยงที่นักลงทุนเรียกร้องเพิ่มขึ้นจากภาระหนี้สาธารณะระดับสูง
แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศมีหนี้อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว โดยหนี้สาธารณะของประเทศพัฒนาแล้วคาดว่าจะเพิ่มจาก 108% ของ GDP ในปี 2568 เป็น 115% ในปี 2574 ส่วนประเทศตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนาจะเพิ่มจาก 74% เป็น 84%
ต้นทุนการกู้ยืมและภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจึงอาจเบียดบังงบประมาณสำหรับรายจ่ายสำคัญ ลดพื้นที่ทางการคลังสำหรับรับมือวิกฤตในอนาคต และเพิ่มความเชื่อมโยงด้านความเสี่ยงระหว่างรัฐบาลกับภาคธนาคาร
IMF เสนอให้ประเทศที่มีหนี้และขาดดุลสูงเริ่มปรับฐานะการคลังอย่างจริงจัง เพื่อให้งบประมาณขาดดุลและหนี้สาธารณะกลับเข้าสู่ทิศทางขาลง หากจำเป็นต้องออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน ควรเป็นมาตรการชั่วคราว เจาะจงไปยังกลุ่มเปราะบาง และรักษาสัญญาณราคาไว้
ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางควรรักษาจุดยืนที่เข้มงวดเพียงพอเพื่อป้องกันผลกระทบรอบสองและไม่ให้การคาดการณ์เงินเฟ้อหลุดจากกรอบ แต่ระดับความเข้มงวดที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปตามภาวะเงินเฟ้อ ความตึงตัวของตลาดแรงงาน และระดับการรับผลกระทบจากเทคโนโลยีและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของแต่ละประเทศ
สำหรับไทย IMF ไม่ได้ระบุตัวเลขเฉพาะว่ามีพื้นที่ทางนโยบายเหลืออยู่เท่าใด แต่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยสามารถรับมือแรงกระแทกได้ค่อนข้างดีจนถึงขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปสำคัญของรายงานคือทุกประเทศต้องเปลี่ยนจากการ “ประคอง” เศรษฐกิจผ่านวิกฤต ไปสู่การ “สร้างใหม่” ทั้งพื้นที่ทางการคลัง ความแข็งแกร่งด้านอุปทาน เสถียรภาพทางการเงิน และความสามารถในการรองรับแรงกระแทกครั้งต่อไป