
เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่ประเทศและภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับ “ประสิทธิภาพ” เป็นอันดับแรก ไปสู่ยุคที่ “ความมั่นคง” กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้า การลงทุน และการจัดวางห่วงโซ่อุปทาน บริษัทต่าง ๆ ไม่ได้พิจารณาเพียงว่าควรผลิตสินค้าที่ใดจึงจะมีต้นทุนต่ำที่สุด แต่ยังต้องประเมินว่าจะกระจายตลาด แหล่งพลังงาน และฐานการผลิตอย่างไร เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจสะดุดเมื่อเกิดวิกฤต
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสร้างแรงกดดันผ่านอย่างน้อย 3 ช่องทาง ได้แก่ การค้า ตลาดการเงิน และการลงทุน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความพยายามกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลกก็กำลังเปิดโอกาสให้ไทยดึงดูดเงินลงทุนและยกระดับบทบาทในห่วงโซ่อุปทานใหม่
ในช่วงครึ่งแรกของปี คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้น 47% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวมากกว่า 10% ติดต่อกัน 2 ไตรมาส และการส่งออกของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เติบโต 40%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าไทยอาจอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการย้ายและกระจายฐานการลงทุน แต่โจทย์สำคัญกว่าปริมาณเงินทุน คือไทยจะเปลี่ยนเม็ดเงินเหล่านี้ให้กลายเป็นเทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และขีดความสามารถของผู้ประกอบการในประเทศได้มากเพียงใด
มุมมองดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารือบนเวทีเสวนาหัวข้อ “Building Resilience in a Fragmented World” ภายในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ครั้งที่ 81 โดยมีทั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย คริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF อาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก และรีกกา ปูร์รา (Riikka Purra) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์ ร่วมถอดบทเรียนว่า ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กควรรับมือกับโลกที่แบ่งขั้วอย่างไร โดยไม่ปิดกั้นตัวเองออกจากเศรษฐกิจโลก
เอกนิติระบุว่า โลกที่แบ่งขั้วกำลังเปลี่ยนวิธีดำเนินธุรกิจของทั้งประเทศและบริษัทต่าง ๆ อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มุ่งลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ไปสู่การกระจายตลาดและฐานการผลิตเพื่อสร้างความมั่นคงและความสามารถในการรับมือกับความผันผวน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ช่องทางแรกคือการค้า โดยเฉพาะการนำเข้าพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ และพลังงานนำเข้าราว 50% มาจากตะวันออกกลาง ไทยจึงมีความเสี่ยงโดยตรงจากความขัดแย้งและราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา ไทยเริ่มกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานไปยังประเทศในแอฟริกาตะวันตกและลาตินอเมริกามากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป
เอกนิติเปรียบเทียบว่า การค้าเปรียบเสมือนน้ำ เมื่อเผชิญกำแพงย่อมหาทางไหลผ่าน ประเทศต่าง ๆ จึงต้องสร้าง “สะพาน” เชื่อมต่อกับตลาดและแหล่งทรัพยากรใหม่ แทนที่จะปล่อยให้กำแพงการค้าหรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ตัดขาดเศรษฐกิจออกจากกัน
ช่องทางที่สองคือตลาดการเงิน ซึ่งกำลังเผชิญทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่ผลกระทบจะแตกต่างกันตามเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือของนโยบายในแต่ละประเทศ
ในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นประมาณ 60 เบสิสพอยต์ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุเท่ากันเพิ่มขึ้น 120 เบสิสพอยต์ เอกนิติมองว่า ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนการตอบสนองของตลาดต่อการรักษาวินัยทางการคลังของไทย และตอกย้ำว่าเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคยังเป็นกันชนสำคัญในช่วงที่ตลาดโลกผันผวน
ช่องทางสุดท้ายคือการลงทุน เมื่อบริษัททั่วโลกไม่ต้องการกระจุกเงินลงทุนไว้ในตลาดหรือฐานการผลิตเพียงแห่งเดียว ไทยจึงได้รับประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยงดังกล่าว เห็นได้จากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น 47% ในช่วงครึ่งแรกของปี
อย่างไรก็ตาม คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนยังไม่ใช่เม็ดเงินจริงทั้งหมด ภาครัฐจึงต้องลดขั้นตอนและอุปสรรคทางกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนคำขอเหล่านี้ให้เป็นโครงการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนซึ่งขยายตัวมากกว่า 10% ติดต่อกัน 2 ไตรมาส เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่เอกนิติใช้สะท้อนผลจากการดึงดูดและอำนวยความสะดวกให้การลงทุนเดินหน้าได้
แม้ไทยจะอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการกระจายห่วงโซ่อุปทาน แต่ผลจากโลกแบ่งขั้วไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม เอกนิติอธิบายว่า ผลกระทบมีลักษณะคล้ายตัวอักษร K โดยประเทศ บริษัท และประชาชนที่มีขนาดใหญ่หรือมีความพร้อมสามารถอยู่บนแขนด้านบนและคว้าโอกาสจากความเปลี่ยนแปลงได้ ขณะที่ประเทศขนาดเล็ก ธุรกิจ SMEs และประชาชนที่มีทรัพยากรจำกัดอาจอยู่บนแขนด้านล่างและปรับตัวได้ยากกว่า
ไทยซึ่งอยู่ระหว่างประเทศขนาดใหญ่กับเศรษฐกิจขนาดเล็กจึงเสนอวางบทบาทตัวเองเป็น “Trusted Connector” หรือตัวเชื่อมที่ได้รับความไว้วางใจ เพื่อเชื่อมประเทศและธุรกิจขนาดใหญ่เข้ากับเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ และประชาชนที่อาจเข้าถึงโอกาสได้ยากกว่า
การทำหน้าที่ดังกล่าวต้องเริ่มจากการสร้างความน่าเชื่อถือในระดับโลก ไทยยังคงให้ความสำคัญกับระเบียบระหว่างประเทศและระบบที่ตั้งอยู่บนกติกา แม้ประเทศขนาดใหญ่บางส่วนอาจลดความเชื่อมั่นต่อระบบเดิมลงก็ตาม เพราะสำหรับประเทศขนาดกลาง การมีกติกาที่คาดการณ์ได้ยังมีความสำคัญต่อการค้า การลงทุน และการสร้างความสัมพันธ์กับหลายฝ่าย
แต่อีกด้านหนึ่ง การสร้างความไว้วางใจในระดับโลกจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากประชาชนภายในประเทศไม่เชื่อมั่นว่าการเปิดรับการค้าและเงินลงทุนจากต่างประเทศจะทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น ไทยจึงต้องเชื่อมผลประโยชน์จากการลงทุนเข้ากับแรงงาน มหาวิทยาลัย SMEs และชุมชนในประเทศ
เป้าหมายจึงต้องขยับจากการ “ดึงเงินทุน” ไปสู่การ “เปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ” ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะ และการเชื่อมห่วงโซ่อุปทานในประเทศเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก
หนึ่งในแนวทางที่ไทยกำลังดำเนินการคือโครงการ Skill Bridge ซึ่งเชื่อมความต้องการแรงงานของนักลงทุนต่างชาติเข้ากับมหาวิทยาลัยในประเทศ เพื่อให้การพัฒนาหลักสูตรและทักษะตอบโจทย์ตำแหน่งงานที่กำลังเกิดขึ้นจริง
ภายใต้มาตรการส่งเสริมการลงทุน ไทยยังกำหนดให้โครงการลงทุนใหม่ถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อฝึกอบรมแรงงานไทย แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายทำให้การลงทุนจากต่างประเทศไม่ได้จบลงเพียงการสร้างโรงงานหรือเพิ่มตัวเลขเงินลงทุน แต่ต้องช่วยยกระดับผลิตภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และโอกาสของคนในประเทศด้วย
การส่งออกของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งเติบโต 40% ในช่วงครึ่งแรกของปี เป็นตัวอย่างของโอกาสที่ไทยกำลังได้รับจากห่วงโซ่อุปทานใหม่ แต่หากไทยไม่สามารถพัฒนาคนและธุรกิจท้องถิ่นให้เข้าไปมีส่วนร่วมได้ ประโยชน์จากการขยายตัวดังกล่าวก็อาจกระจุกอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือผู้ลงทุนจากต่างประเทศ
บทบาท Trusted Connector ของไทยสามารถขยายไปสู่ระดับภูมิภาค โดยใช้ความแตกต่างของประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นจุดแข็งในการสร้างความยืดหยุ่นร่วมกัน
ด้านพลังงาน สปป.ลาวมีทรัพยากรไฟฟ้าพลังน้ำจำนวนมาก ขณะที่สิงคโปร์มีความต้องการใช้พลังงานสูง ไทยและมาเลเซียจึงสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างแหล่งผลิตกับตลาดที่มีความต้องการ ช่วยให้อาเซียนใช้ทรัพยากรภายในภูมิภาคได้มีประสิทธิภาพขึ้น และลดความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก
เอกนิติมองว่า ความหลากหลายของอาเซียนไม่จำเป็นต้องเป็นอุปสรรคเสมอไป หากประเทศสมาชิกสามารถเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานและสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน ความแตกต่างด้านทรัพยากร ความต้องการ และโครงสร้างเศรษฐกิจสามารถถูกเปลี่ยนให้เป็นความยืดหยุ่นของภูมิภาคได้
นอกเหนือจากพลังงาน อาเซียนยังต้องเพิ่มการค้าระหว่างกัน เอกนิติระบุว่า การค้าภายในอาเซียนอยู่ที่ประมาณ 22% เทียบกับยุโรปราว 60% สะท้อนว่ายังมีพื้นที่อีกมากสำหรับการลดอุปสรรค เพิ่มการลงทุนข้ามพรมแดน และเชื่อมห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาคให้แน่นแฟ้นขึ้น
อาเจย์ บังกามองในทิศทางเดียวกันว่า ประเทศกำลังพัฒนายังมีโอกาสขยายการค้าภายในภูมิภาคได้อีกมาก โดยปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อตกลงทางการค้า เพราะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีการลงนามข้อตกลงระดับภูมิภาคและทวิภาคีประมาณ 100 ฉบับ แต่ข้อจำกัดสำคัญคือการนำข้อตกลงเหล่านั้นไปปฏิบัติจริง
สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการจึงรวมถึงการลดกำแพงภาษี ลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ทำให้กระบวนการศุลกากรง่ายขึ้น และอำนวยความสะดวกให้สินค้าและบริการสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้สะดวกกว่าเดิม
กิออร์กิเอวาระบุว่า งานศึกษาของ IMF ประเมินว่า หากเอเชียสามารถลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีได้ ภูมิภาคอาจได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจคิดเป็น 1.8% ของ GDP ในระยะต่อไป ความร่วมมือและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจจึงไม่ควรถูกลดความสำคัญลงในโลกที่กำลังแบ่งขั้ว แต่กลับต้องได้รับการผลักดันมากขึ้น
เอกนิติยังมองว่า ความร่วมมือภายในอาเซียนไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะการค้าสินค้าและพลังงาน แต่ต้องขยายไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะการเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะระหว่างประเทศสมาชิก
เอกนิติระบุว่า การขยายตัวของ AI อาจสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะปรับฐานหรือการชะลอตัวอย่างรุนแรงในอนาคต อาเซียนจึงต้องมีกรอบทำงานร่วมกันเพื่อเตรียมรับทั้งช่วงขาขึ้นและแรงกระแทกที่อาจตามมา
กรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลที่อาเซียนเพิ่งเปิดตัวจึงสามารถเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความยืดหยุ่นของภูมิภาค ทั้งในด้านการเชื่อมต่อ การกำหนดแนวทางร่วม และการเตรียมรับความเสี่ยงจากเทคโนโลยีใหม่
อย่างไรก็ตาม อาเซียนไม่ควรจำกัดความร่วมมืออยู่เฉพาะภายในกลุ่ม แต่ต้องเชื่อมต่อกับยุโรปและภูมิภาคอื่น รวมถึงทำงานร่วมกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่าง IMF และกลุ่มธนาคารโลก เพื่อเสริมทั้งเงินทุน ความรู้ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
เอกนิติเปรียบเทียบว่า หากอาเซียนกำลังสร้างสะพานข้ามกำแพงที่บางประเทศสร้างขึ้น ภูมิภาคก็ต้องการทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงและการสนับสนุนจากสถาบันระหว่างประเทศ เพื่อให้สะพานดังกล่าวเชื่อมไปได้ไกลกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และรองรับการค้า การลงทุน ตลอดจนความร่วมมือกับภูมิภาคอื่นได้จริง
บังกากล่าวว่า ตลอดช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนาได้รับประโยชน์จากรูปแบบเศรษฐกิจที่ประเทศพัฒนาแล้วเป็นตลาดบริโภค ขณะที่ฐานการผลิตตั้งอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา รูปแบบดังกล่าวช่วยสร้างงาน ขีดความสามารถ องค์ความรู้ และชนชั้นกลางในประเทศผู้ผลิต ก่อนจะนำไปสู่การบริโภคที่เพิ่มขึ้นภายในประเทศเหล่านั้น
แต่ความสัมพันธ์รูปแบบเดิมกำลังเปลี่ยนไป เมื่อประเทศกำลังพัฒนาเริ่มค้าขายและสร้างห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันมากขึ้น ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าโลกเพิ่มขึ้น 4 เท่า ขณะที่ส่วนแบ่งของประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มจาก 20% เป็น 40% และครึ่งหนึ่งของส่วนแบ่งดังกล่าวเป็นการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน
แนวโน้มนี้สะท้อนว่า โลกไม่ได้กำลังแยกออกเป็นเพียงประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาอีกต่อไป แต่กำลังเกิดเครือข่ายการค้าและห่วงโซ่อุปทานใหม่ระหว่างเศรษฐกิจเกิดใหม่ด้วยกันเอง
การแบ่งขั้วจึงเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส ด้านหนึ่ง ความไว้เนื้อเชื่อใจและการเคลื่อนย้ายเงินทุนแบบเดิมลดลง แต่อีกด้านหนึ่ง นักลงทุนกำลังมองหาประเทศและตลาดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงและแสวงหาสัดส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่เหมาะสม
บังกากล่าวว่า การระดมเงินทุนเอกชนสำหรับตลาดเกิดใหม่ของธนาคารโลกเพิ่มจาก 32,000 ล้านดอลลาร์เมื่อ 3 ปีก่อน เป็น 112,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าเงินทุนยังพร้อมไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนา หากประเทศเหล่านั้นสามารถสร้างความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงให้แก่นักลงทุนได้
บังกามองว่า เงินทุนภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับรองรับความต้องการด้านการพัฒนา ประเทศต่าง ๆ จึงต้องอาศัยเงินทุน 3 ส่วนทำงานร่วมกัน ได้แก่ เงินทุนสาธารณะ เงินทุนเอกชน และเงินทุนเพื่อการกุศล
อย่างไรก็ตาม เงินทุนเอกชนจะเข้าสู่ประเทศหนึ่งได้ต้องมีเงื่อนไขอย่างน้อย 3 ด้าน ด้านแรกคือโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงถนน สะพาน สนามบิน ระบบไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์ เช่น การศึกษา การพัฒนาทักษะ และบริการสุขภาพ
หากนักลงทุนต้องเลือกระหว่างประเทศที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานกับประเทศที่ยังขาดแคลน เงินทุนย่อมมีแนวโน้มไหลไปยังประเทศที่มีความพร้อมมากกว่า
ด้านที่สองคือธรรมาภิบาลและคุณภาพของกติกา ตั้งแต่หลักนิติธรรม กฎหมายแรงงาน กฎหมายที่ดิน กฎหมายล้มละลาย ไปจนถึงความสะดวกในการจัดตั้งธุรกิจ บังกายกตัวอย่างว่า หากการเปิดโรงแรมในประเทศหนึ่งต้องขอใบอนุญาต 61 ฉบับ ขณะที่อีกประเทศใช้เพียง 7 ฉบับ นักลงทุนย่อมพิจารณาได้ไม่ยากว่าควรนำเงินไปลงทุนที่ใด
ขั้นตอนที่ซับซ้อน คุณภาพการกำกับดูแลที่ต่ำ และนโยบายที่คาดการณ์ไม่ได้ ล้วนลดความเชื่อมั่นและกลายเป็นอุปสรรคต่อการไหลเข้าของเงินทุนเอกชน
ด้านสุดท้ายคือการลดความเสี่ยงของการลงทุน ผ่านความแน่นอนด้านกฎระเบียบ การประกันความเสี่ยง การจัดหาเงินทุนในสกุลเงินท้องถิ่น ตลอดจนการที่สถาบันพัฒนาเข้ารับความเสี่ยงในลำดับแรก นอกจากนี้ ยังมีความพยายามสร้างสินทรัพย์เพื่อการลงทุนในตลาดเกิดใหม่สำหรับกองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกัน
มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายทำให้โครงการในประเทศกำลังพัฒนาไม่ถูกมองว่าเสี่ยงเกินกว่าที่นักลงทุนสถาบันจะเข้าถึง และช่วยเพิ่มช่องทางนำเงินออมระยะยาวเข้าสู่การลงทุนที่สร้างงานและโครงสร้างพื้นฐาน
แม้การระดมเงินทุนเอกชนเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่จะเพิ่มขึ้น แต่เงินทุนเหล่านี้ไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม บังกากล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เงินทุนที่ระดมเข้าสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับบน เช่น อาร์เจนตินา อินเดีย และกาบอง เพิ่มขึ้น 4 เท่า ขณะที่ประเทศรายได้ปานกลางหรือรายได้ปานกลางระดับล่าง เช่น บังกลาเทศและแองโกลา เพิ่มขึ้น 3 เท่า ส่วนเงินทุนที่เข้าสู่แอฟริกาเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า
ตรงกันข้าม เงินทุนสำหรับประเทศรายได้น้อย รวมถึงประเทศที่เผชิญความเปราะบาง ความขัดแย้ง และความรุนแรง แทบไม่ขยายตัว สะท้อนว่าตลาดยังไม่สามารถนำเงินทุนไปยังพื้นที่ซึ่งมีความต้องการสูงที่สุดได้อย่างเพียงพอ
แนวทางสำคัญสำหรับประเทศเหล่านี้คือการสนับสนุนธุรกิจรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง เพราะกิจการกลุ่มนี้เป็นแหล่งสร้างงานสำคัญ บังกาประเมินว่า ธุรกิจขนาดดังกล่าวสร้างงานประมาณ 75% ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา
หากธุรกิจกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงเงินทุน ไม่สามารถแข่งขัน หรือไม่มีโอกาสเติบโต เศรษฐกิจก็เสี่ยงสูญเสียแรงส่ง แม้จะมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาก็ตาม
กิออร์กิเอวาระบุว่า IMF เคยประเมินว่าต้นทุนจากการแบ่งขั้วของเศรษฐกิจโลกอาจสูงถึง 7% ของ GDP โลก แม้ปัจจุบันผลกระทบยังไม่รุนแรงถึงระดับดังกล่าว แต่ต้นทุนยังคงเพิ่มสูงขึ้น
ต้นทุนที่มักถูกมองข้ามไม่ได้มีเพียงรายได้และการค้าที่สูญเสียไป แต่ยังรวมถึง “ต้นทุนค่าเสียโอกาสจากความร่วมมือที่หายไป” ซึ่งเกิดขึ้นอย่างน้อย 3 รูปแบบ
รูปแบบแรกคือความซ้ำซ้อน สิ่งที่เคยทำเพียงครั้งเดียวเพื่อรองรับหลายประเทศ อาจต้องถูกสร้างขึ้นใหม่ในหลายพื้นที่ รูปแบบที่สองคือนวัตกรรมและการค้นพบที่เกิดช้าลง เมื่อทีมนักวิจัยไม่สามารถทำงานร่วมกันหรือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ได้อย่างคล่องตัวเหมือนเดิม
รูปแบบสุดท้ายคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่ลดลง และความไว้วางใจซึ่งเป็นพื้นฐานของความร่วมมือระหว่างประเทศค่อย ๆ ถูกกัดกร่อน ต้นทุนส่วนนี้อาจวัดเป็นตัวเลขได้ยาก แต่ส่งผลต่อความสามารถของโลกในการรับมือกับปัญหาที่ไม่มีประเทศใดแก้ไขได้เพียงลำพัง
กิออร์กิเอวาย้ำว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคและการเงินต้องเป็น “แนวป้องกันด่านแรก” ของทุกประเทศ หากฐานะการคลังสั่นคลอน เงินเฟ้อไม่อยู่ภายใต้การควบคุม และต้นทุนชำระหนี้เพิ่มสูงขึ้น มาตรการด้านความมั่นคงอื่น ๆ ก็อาจไม่เพียงพอที่จะปกป้องเศรษฐกิจ
ประเทศตลาดเกิดใหม่จำนวนมากสามารถรับมือกับวิกฤตหลายระลอกได้ เพราะใช้เวลาหลายทศวรรษสร้างความเข้มแข็งให้แก่นโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และระบบการเงิน ขณะที่ภาคเอกชนซึ่งมีความคล่องตัวกว่าภาครัฐสามารถปรับตัวเมื่อเส้นทางการค้าและพลังงานถูกปิดกั้น
อย่างไรก็ตาม การที่เศรษฐกิจรับมือกับแรงกระแทกในช่วงที่ผ่านมาได้ ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านพ้นวิกฤตครั้งต่อไปได้เสมอไป การผ่านวิกฤตหลายครั้งโดยไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือวิกฤตครั้งใหญ่ในประเทศตลาดเกิดใหม่ อาจทำให้รัฐบาล นักลงทุน และภาคธุรกิจชะล่าใจจนประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป
ในโลกที่ความมั่นคงมีน้ำหนักมากขึ้น ประเทศต่าง ๆ มีทางเลือกระหว่างการกระจายความเสี่ยงกับการพยายามพึ่งพาตัวเองทั้งหมด กิออร์กิเอวามองว่า การกระจายแหล่งพลังงาน ตลาด และห่วงโซ่อุปทานเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เพราะยังช่วยรักษาประโยชน์จากความร่วมมือและการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจไว้ได้
แนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองของปูร์รา ซึ่งเห็นว่า นโยบายความมั่นคงทางเศรษฐกิจควรมุ่งลดความเสี่ยงที่ประเทศจะถูกบีบบังคับทางเศรษฐกิจ รวมถึงลดความเสี่ยงที่ภาคส่วนสำคัญจะหยุดชะงัก เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้ประเทศพึ่งพาตนเองได้ทุกด้านโดยไม่ต้องพึ่งพาประเทศอื่นเลย เพราะแนวทางดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพและแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
มาตรการลดความเสี่ยงจึงควรมีเป้าหมายชัดเจน ใช้อย่างเลือกสรร และไม่ทำลายการเติบโตหรือความเปิดกว้างของระบบเศรษฐกิจ การให้น้ำหนักกับความมั่นคงมากเกินไปอาจย้อนกลับมาทำลายรูปแบบเศรษฐกิจเปิดที่ประเทศขนาดเล็กพึ่งพาอยู่
ฟินแลนด์เป็นตัวอย่างของประเทศขนาดเล็กและเศรษฐกิจเปิดที่พยายามสร้างความยืดหยุ่นบนฐานความเชี่ยวชาญของตัวเอง ทั้งเทคโนโลยีอาร์กติก เรือทำลายน้ำแข็ง โทรคมนาคม แร่สำคัญ การทำเหมืองและการกลั่น เทคโนโลยีอวกาศ ควอนตัมคอมพิวติ้ง และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
ปูร์รายังระบุว่า ไฟฟ้าของฟินแลนด์ประมาณ 95% มาจากแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำหรือไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ประเทศขนาดเล็กยังต้องระวังการแข่งขันด้านเงินอุดหนุนหรือการจัดซื้อร่วมที่อาจเอื้อประโยชน์ให้ประเทศและบริษัทขนาดใหญ่มากกว่า
ในระดับยุโรป กิออร์กิเอวามองว่า การเชื่อมโครงข่ายพลังงานเข้าด้วยกันและทำให้ตลาดเดียวสมบูรณ์ขึ้นอาจช่วยลดราคาพลังงานได้มากกว่า 10% สะท้อนว่าแม้ในโลกที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง การรวมกลุ่มและเชื่อมโยงตลาดยังสามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้
บังกามองว่า ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาในประเทศกำลังพัฒนามักเข้ามาอย่างกระจัดกระจาย องค์กรการกุศลแต่ละแห่งให้ความสำคัญกับประเด็นต่างกัน ขณะที่สถาบันพัฒนาแต่ละแห่งก็มีเป้าหมายและกระบวนการของตัวเอง ภาระจึงตกอยู่กับรัฐมนตรีสาธารณสุขหรือรัฐมนตรีคลังของประเทศผู้รับ ซึ่งต้องพยายามประสานโครงการจำนวนมากให้ทำงานร่วมกัน
แนวทางของกลุ่มธนาคารโลกจึงเป็นการสร้างภารกิจร่วมขนาดใหญ่ เพื่อให้สถาบันพหุภาคีทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ตัวอย่างเช่น เป้าหมายเชื่อมประชาชน 300 ล้านคนในแอฟริกาเข้ากับไฟฟ้าที่สามารถใช้สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเชื่อมประชาชน 1.5 พันล้านคนเข้ากับบริการสุขภาพ และการสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ประชาชน 1 พันล้านคน
สำหรับประเทศไทย กลุ่มธนาคารโลกกำลังทำงานร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชียในบางโครงการผ่านกรอบการพึ่งพากระบวนการของกันและกัน หากสถาบันหนึ่งเป็นผู้นำ อีกสถาบันสามารถยอมรับผลการตรวจสอบสถานะ มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ตลอดจนกระบวนการควบคุมการจัดซื้อจัดจ้างของอีกฝ่ายได้
แนวทางดังกล่าวช่วยลดการทำงานซ้ำซ้อนและทำให้โครงการเดินหน้าเร็วขึ้น ซึ่งบังกาสรุปว่า ในโลกที่กำลังแยกส่วน สถาบันที่ยังสามารถสร้างความร่วมมือได้ต้องทำให้ผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันมีค่ามากกว่าผลรวมของแต่ละฝ่าย หรือทำให้ “หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสาม”
ในช่วง 12-15 ปีข้างหน้า คนหนุ่มสาวในตลาดเกิดใหม่ประมาณ 1.2 พันล้านคนจะมีอายุครบ 18 ปี บังกามองว่า คนกลุ่มนี้จะกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หากพวกเขาเติบโตขึ้นท่ามกลางอากาศและน้ำสะอาด เข้าถึงบริการสุขภาพ การศึกษา และการพัฒนาทักษะอย่างเพียงพอ
แต่เมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน พวกเขาต้องมีงานทำ ซึ่งไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเป็นพนักงานของบริษัทขนาดใหญ่เสมอไป แต่อาจเป็นเกษตรกรรายย่อยที่สามารถทำการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ แข่งขันได้ และดำรงชีวิตอยู่บนที่ดินของตัวเอง สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องสามารถเป็นกำลังการผลิตและมีบทบาทในสังคมได้
นอกจากการเปิดโอกาสให้เงินทุนเคลื่อนย้ายแล้ว โลกยังต้องเปิดโอกาสให้คนที่มีความสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่สามารถใช้ศักยภาพของตัวเองได้ บังกามองว่า ความสามารถมีอยู่ทั่วโลก แต่โอกาสไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงต้องครอบคลุมทั้งการค้า เงินทุน และทรัพยากรมนุษย์
ท้ายที่สุด การสร้างความยืดหยุ่นในโลกแบ่งขั้วจึงไม่ใช่เพียงการกระจายแหล่งนำเข้า ดึงโรงงานใหม่ หรือรักษาเสถียรภาพตลาดการเงิน แต่คือการทำให้เงินทุน การค้า เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างประเทศส่งผ่านประโยชน์ไปถึงแรงงาน ผู้ประกอบการ และชุมชน
สำหรับไทย แนวทางดังกล่าวสรุปได้ด้วยการสร้างความไว้วางใจสองระดับ คือสร้างความเชื่อมั่นกับโลก เพื่อรักษาการค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันต้องสร้างความไว้วางใจภายในประเทศ ด้วยการทำให้ประชาชนมั่นใจว่าการเปิดรับโลกจะช่วยยกระดับทักษะ สร้างงาน และทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นจริง
การที่ไทยนำผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากชุมชนหลายสิบแห่งทั่วประเทศมาใช้ในพื้นที่จัดการประชุม เป็นภาพสะท้อนของความพยายามนำประชาชนธรรมดาเข้ามาเชื่อมกับเวทีเศรษฐกิจระดับโลก แต่ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อการเป็นเจ้าภาพและการเปิดรับเงินลงทุนสามารถสร้างประโยชน์กลับไปถึงชุมชนเหล่านั้นได้
เพราะในวันที่หลายประเทศเลือกสร้างกำแพง ไทยอาจเลือกสร้างสะพานได้ แต่สะพานดังกล่าวจะมีความหมายก็ต่อเมื่อไม่ได้เชื่อมเฉพาะตลาด เงินทุน และประเทศต่าง ๆ เข้าหากันเท่านั้น หากยังต้องเชื่อมโอกาสจากเศรษฐกิจโลกกลับมาถึงคนในประเทศด้วย