
เป็นเวลา 35 ปี นับจากที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาสผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings) ครั้งแรกในปี 1991 (พ.ศ. 2534) สู่ปี 2026 ที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุมสำคัญนี้อีกครั้ง ในช่วงเวลา 35 ปีนั้น เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากประเทศที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลักเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคการผลิต
ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งรายได้ที่เพิ่มขึ้น ความยากจนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้มูลค่าการผลิตและบริการขยายตัว ประเทศไทยยกระดับตัวเองขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาคในด้านการผลิต การค้า และการท่องเที่ยว ซึ่ง IMF มองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มีไม่กี่ประเทศสามารถทำได้ภายในช่วงชีวิตของคนเพียงรุ่นเดียว
ความสำเร็จนี้มีรากฐานจากหลายปัจจัย ทั้งสถาบันที่เข้มแข็ง กรอบนโยบายการคลังที่น่าเชื่อถือ และการลงทุนในทุนมนุษย์ ขณะเดียวกัน บทเรียนจากวิกฤตการณ์การเงินเอเชียยังทำให้ไทยตระหนักถึงความสำคัญของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค แต่ความแข็งแกร่งที่สร้างขึ้นไม่ได้หมายความว่าไทยปราศจากความท้าทาย โดยเฉพาะสังคมสูงวัยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หนี้ครัวเรือนระดับสูง ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ และเศรษฐกิจโลกที่แตกแยกมากขึ้น
ในงานสัมมนา “Bangkok 1991-2026: Thailand’s Path to Resilient and Inclusive Growth” ภายในการประชุม 2026 IMF-World Bank Annual Meetings ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ผู้กำหนดนโยบาย และนักเศรษฐศาสตร์ จึงร่วมกันถอดบทเรียนจากอดีต เพื่อมองหาแนวทางที่ประเทศไทยจะเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและทั่วถึง โดยโจทย์ไม่ใช่เพียงการทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตเร็วขึ้น แต่ต้องยกระดับผลิตภาพ พัฒนาทักษะแรงงาน เปิดรับการลงทุนระลอกใหม่ และทำให้ประชาชนกับธุรกิจไทยมีโอกาสร่วมเติบโตไปกับเศรษฐกิจแห่งอนาคต ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมความพร้อมรับมือความเสี่ยงและแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมองว่า ความสำเร็จสำคัญของประเทศไทยในอดีต คือ การใช้ประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกเพื่อเปลี่ยนผ่านจากประเทศเกษตรกรรมไปสู่ประเทศที่มีภาคการผลิตเป็นเครื่องยนต์สำคัญ
ในช่วงทศวรรษ 1980 ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ ยุโรป กับปุ่น นำไปสู่ข้อตกลง Plaza Accord ในปี 1985 ซึ่งมีส่วนทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นและเพิ่มแรงจูงใจให้บริษัทญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นในเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุนนี้ และสามารถใช้โอกาสดังกล่าวยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของตัวเอง
ทั้งนี้ การประชุม IMF-World Bank Annual Meetings ที่กรุงเทพฯ ในปี 1991 เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อดังกล่าว
เอกนิติมองว่า แม้บริบทภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันจะแตกต่างจากเมื่อ 35 ปีก่อน แต่ไทยกำลังมีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอีกครั้ง จากบริษัทที่ต้องการกระจายฐานการผลิตและตลาดท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
การเปลี่ยนผ่านในอดีตช่วยให้แรงงานจำนวนมากย้ายจากภาคเกษตรกรรมเข้าสู่ภาคการผลิต มีรายได้เพิ่มขึ้น และทำให้ความยากจนลดลงอย่างมาก โดยเอกนิติระบุว่า อัตราความยากจนของไทยลดลงจากเกือบ 50% เหลือประมาณ 5%
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตสูงยังมาพร้อมบทเรียนราคาแพง ไทยเคยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า 8% และบางช่วงใกล้ 10% จนเกิดความเชื่อมั่นว่าไทยกำลังจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเสือเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ แต่การเร่งขยายตัวโดยละเลยเสถียรภาพและพึ่งพาการกู้ยืมมากเกินไป กลับเป็นปัจจัยที่นำไปสู่วิกฤตการณ์การเงินปี 1997 ซึ่งวิกฤตครั้งนั้นสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและทำให้คนจำนวนมากตกงาน
บทเรียนที่เอกนิติเน้นย้ำ คือ การเติบโตอย่างรวดเร็วเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคและภาคการเงิน ดังนั้น หลังวิกฤต ประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งของระบบการเงิน ปัจจุบัน เงินสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ในระดับเกือบ 3 เท่าของหนี้ต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนความสามารถในการรองรับแรงกระแทกจากภายนอกที่เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต
แม้ไทยจะมีเสถียรภาพทางการเงินดีขึ้น แต่โจทย์ในระยะต่อไปแตกต่างจากเมื่อ 35 ปีก่อนอย่างมาก เพราะไทยไม่สามารถพึ่งพาแรงงานจำนวนมากเพื่อขยายภาคการผลิตได้เหมือนเดิมอีกต่อไป ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนแรงงานที่ลดลง
เอกนิติมองว่า การเติบโตระลอกใหม่ต้องมุ่งเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาทุนมนุษย์ และการยกระดับอุตสาหกรรมเดิมให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น ควบคู่กับการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อให้ไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลกได้มากกว่าเดิม
เอกนิติมองว่า การเปิดรับการลงทุนและการมีส่วนร่วมจากต่างชาติจะช่วยให้ไทยใช้ประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้ดีขึ้น โดยจากสถานการณ์ปัจจุบัน บริษัทจำนวนมากกำลังมองหาพื้นที่ใหม่เพื่อกระจายฐานการผลิตและตลาด ทำให้ไทยมีโอกาสดึงดูด FDI ระลอกใหม่ เห็นได้จากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มีเข้ามาเป็นจำนวนมาก
รมว.คลังเปรียบโอกาสระลอกใหม่นี้เหมือนรถไฟความเร็วสูงที่กำลังจอดเทียบชานชาลาในประเทศไทย แต่มีที่นั่งจำกัดและเปิดประตูให้ขึ้นได้เพียงช่วงเวลาหนึ่ง ขณะที่มีคนจำนวนมากรออยู่บนชานชาลา ความท้าทายของรัฐบาลไทย คือ ต้องทำให้แรงงานไทยมีทักษะเพียงพอที่จะขึ้นรถไฟไปด้วยกัน และเปิดทางให้ผู้ประกอบการ SME เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในเศรษฐกิจใหม่
อย่างไรก็ตาม รมว.คลังย้ำว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญและเป็นพื้นฐานของการเติบโต ทั้งเสถียรภาพจากภายนอกและภายในประเทศ เพราะหากขาดฐานที่แข็งแกร่ง ไทยก็จะมีความสามารถในการรับมือกับวิกฤตครั้งต่อไปได้ยากขึ้น โดยเปรียบเทียบว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นเหมือนกองหลังที่ช่วยให้ประเทศรับมือกับความผันผวนจากภายนอก
“เราเรียนรู้จากวิกฤตในอดีต และเราไม่ต้องการให้เกิดวิกฤติขึ้นอีกเหมือนที่เกิดขึ้นในปี 2540” รองนายกฯ และ รมว.คลังกล่าว
รองนายกฯ และ รมว.คลังอธิบายว่า ไทยต้องไม่หยุดอยู่เพียงการดึงดูดเงินลงทุน แต่ต้องทำให้การลงทุนช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ ยกระดับทักษะแรงงาน และเชื่อมโยงกับธุรกิจในประเทศด้วย ไทยยังต้องใช้ประโยชน์จาก กระแสการลงทุนที่บริษัทต่างชาติกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ เพื่อพัฒนาทักษะคนไทย โดยเชื่อมโยงการลงทุนเข้ากับการถ่ายทอดความรู้และการพัฒนาทักษะแรงงานไทย เช่น การเชื่อมบริษัทกับมหาวิทยาลัยผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อให้การเข้ามาของเงินลงทุนสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
นอกจากนั้น เอกนิติเห็นตรงกันกับหลายฝ่ายว่า การพัฒนาไม่จำเป็นต้องกระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ โดยมองว่า การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมกับมหาวิทยาลัยและชุมชนในแต่ละพื้นที่จะช่วยให้แรงงานมีทักษะตรงกับความต้องการของธุรกิจ โดยยกตัวอย่างลำพูนในฐานะพื้นที่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของภาคเหนือ และนครราชสีมาซึ่งมีบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนและสามารถเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ส่วนจังหวัดสงขลามีศักยภาพในการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
ขณะเดียวกัน ก็เห็นว่า การผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น ขั้นตอนการขออนุญาตทำงานในประเทศไทย ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การลงทุนเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานมูลนิธิสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มองว่า การพัฒนาเศรษฐกิจไทยตลอด 35 ปีที่ผ่านมา มี 4 ด้านสำคัญที่ไทยได้ทำ ซึ่งช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจและเป็นรากฐานในการสร้างความรุ่งเรืองในอนาคต
ด้านแรก คือ ในทศวรรษ 1990 การเปิดเสรีทางการค้าตามคำแนะนำของธนาคารโลก และขยายความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ผ่านกรอบระดับภูมิภาคและระดับโลก เช่น ASEAN, APEC และ WTO ทำให้การค้าและการส่งออกแข็งแกร่ง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย
ณรงค์ชัยยกตัวอย่างว่า ในปี 1997 ขณะที่ตัวเขาเองดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อยู่นั้น ไทยมีมูลค่าการส่งออกบรรลุเป้าหมายประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาถึงปัจจุบัน มูลค่าการส่งออกของไทยเข้าใกล้ 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการขยายตัวของภาคการค้าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ด้านที่สอง คือ การเปิดเสรีทางการเงินตามที่ IMF แนะนำ ไทยพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุน มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในปี 1992 รวมถึงดำเนินมาตรการเปิดรับเงินทุนจากต่างประเทศ และตั้งธนาคารระหว่างประเทศกรุงเทพฯ (BIBF) ในปี 1992
อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีโดยขาดความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราแลกเปลี่ยน การเคลื่อนย้ายเงินทุน และนโยบายการเงิน กลับสร้างความเปราะบางให้เศรษฐกิจไทยในเวลาต่อมา โดยเฉพาะเมื่อประเทศพยายามรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่ พร้อมเปิดรับเงินทุนเคลื่อนย้ายและดำเนินนโยบายการเงินของตนเอง ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่รู้จักกันในชื่อ Impossible Trinity (ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่า ธนาคารกลางไม่สามารถดำเนินนโยบายการเงิน 3 ด้านพร้อมกันได้)
วิกฤตปี 1997 จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า การเปิดรับเงินทุนต้องดำเนินควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงและสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบการเงิน หลังจากนั้น ไทยจึงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากการกู้ยืมและการสร้างความมั่นคงของสถาบันการเงินมากขึ้น
ด้านที่สาม คือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการคมนาคม โทรคมนาคม และพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของภาคการผลิตและการขนส่ง โดยในอดีตรัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการลงทุน ขณะที่ปัจจุบันมีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนมากขึ้น
ด้านที่ 4 คือ การลงทุนในระบบสาธารณสุข ทั้งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การผลิตแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้ดีขึ้น ณรงค์ชัยมองว่า การพัฒนาระบบสาธารณสุขเป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญที่ไทยสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และจะดำเนินต่อไป
ณรงค์ชัยชี้ว่า หากต้องการยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจไทย ประเทศจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าการพัฒนา AI เพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล (digital transformation) ในภาพรวม ซึ่งครอบคลุมทั้งอินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีทางการเงิน และ Web3 โดย AI เป็นเพียงหนึ่งในเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความเร็วและขยายขีดความสามารถของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล
การพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ณรงค์ชัยจึงเสนอให้ไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานควบคู่กันไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการผลิตและการกระจายพลังงาน โดยมองว่า หากไทยพัฒนาด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานไปพร้อมกัน จะช่วยสนับสนุนการยกระดับผลิตภาพและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตามแนวทางที่ธนาคารโลกเสนอ รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและธุรกิจแห่งอนาคตที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น
อีกประเด็นที่ณรงค์ชัยหยิบยกขึ้นมาพูดบนเวที คือ การช่วยเหลือ SME ไม่ควรพยายามรักษาธุรกิจ SME ทุกรายให้อยู่รอด โดยตั้งข้อสังเกตว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตของ SME ไทยอยู่ที่ประมาณ 60% สะท้อนว่าธุรกิจบางส่วนมีเครื่องจักรและกำลังการผลิตที่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ ซึ่งการใช้กำลังการผลิตเพียง 60% นั้นยากที่จะอยู่รอด
ณรงค์ชัยเสนอว่า ประเทศจำเป็นต้องมีกระบวนการให้ธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ออกจากตลาดอย่างเหมาะสม พร้อมเปิดทางให้ธุรกิจที่มีศักยภาพพัฒนาต่อไปเป็นบริษัทแห่งอนาคต และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้แรงงานควบคู่กัน
นอกจากนี้ ณรงค์ชัยยังเสนอให้ผ่อนคลายกฎระเบียบการนำแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในไทย เพื่อให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงบุคลากรที่มีทักษะหลากหลาย ซึ่งจำเป็นต่ออุตสาหกรรมใหม่
ขณะเดียวกัน ยังเน้นถึงการพัฒนาเมืองนอกกรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งอนาคต ตามที่ธนาคารโลกแนะนำ โดยยกตัวอย่างจังหวัดขอนแก่นที่มีทั้งมหาวิทยาลัยและการใช้ระบบอัตโนมัติในภาคธุรกิจ พร้อมเสนอให้รัฐบาลปล่อยให้จังหวัดที่มีศักยภาพมีอิสระในการบริหารจัดการและพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองมากขึ้น
กฤษณะ ศรีนิวาสัน (Krishna Srinivasan) ผู้อำนวยการแผนกเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียทั้งภูมิภาค โดยในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา เอเชียมีสัดส่วนต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1 ใน 3 เป็น 68%
สำหรับประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคการผลิตและบริการช่วยผลักดันรายได้เฉลี่ยต่อหัวจากประมาณ 1,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เป็น 8,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ถือเป็นพัฒนาการที่มีนัยสำคัญ
สำหรับ IMF กฤษณะกล่าวว่า IMF ได้เรียนรู้หลายอย่างจากวิกฤตการณ์การเงินเอเชีย หลังจากนั้น IMF พัฒนากรอบการทำงานและเครื่องมือสนับสนุนประเทศสมาชิก ทั้งการประเมินภาคการเงิน (Financial Sector Assessment Program) การติดตามความเสี่ยง การให้คำแนะนำด้านนโยบาย การสนับสนุนทางการเงินเมื่อประเทศเผชิญปัญหา และอีกบทบาทสำคัญของ IIMF คือ การพัฒนาขีดความสามารถของประเทศต่าง ๆ ผ่านการให้ความรู้และสนับสนุนการออกแบบนโยบาย เพื่อให้ประเทศเหล่านั้นสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า วิกฤตการณ์การเงินปี 1997 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเงินไทย หลังจากนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงกรอบนโยบายหลายด้าน ทั้งระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ และการสร้างกันชนเพื่อรองรับแรงกระแทก
ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าวว่า พัฒนาการเหล่านี้ทำให้สถาบันการเงินและระบบการเงินไทยมีความแข็งแกร่งกว่าก่อนวิกฤตอย่างมาก แต่หากพิจารณาเศรษฐกิจในภาพรวม “ยังมีงานอีกมากที่ต้องทำ” โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการเติบโต
วิทัยระบุว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเผชิญกับแรงกระแทกครั้งใหญ่ จากที่เคยเติบโตมากกว่า 7% ก่อนวิกฤตการณ์การเงินปี 1997 ลดลงเหลือประมาณ 5% หลังวิกฤต และอยู่ที่ราว 3.5% หลังวิกฤตการเงินโลก ก่อนจะชะลอลงอีกในช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 โดยอัตราการเติบโตเฉลี่ยในช่วงหลังโควิด-19 อยู่ที่ประมาณ 2.4% และปีนี้อยู่ที่ประมาณ 2.1-2.3%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ความสามารถในการรับมือกับวิกฤตทางการเงินไม่ได้รับประกันว่าภาคเศรษฐกิจจริงจะเติบโตได้ดีในระยะยาว หากยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่จำกัดผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน
วิทัยจึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประสานนโยบายการเงินและการคลังให้สนับสนุนกันไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมรักษาความน่าเชื่อถือของนโยบาย ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และพื้นที่ทางการคลังกับนโยบายการเงิน เพื่อให้ประเทศยังมีเครื่องมือเพียงพอสำหรับรับมือกับแรงกระแทกในอนาคต
ในภาคการเงิน วินัยกล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของ SME และการพัฒนาบริการทางการเงิน เพื่อแก้ข้อจำกัดที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะการทำให้เงินทุนเข้าถึงธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต
เมื่อพูดถึงเรื่องการรักษาความน่าเชื่อถือของนโยบายท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ วิทัยมองว่า นโยบายการเงินและนโยบายการคลังจำเป็นต้องทำงานประสานกัน โดยนโยบายการคลังควรให้ความสำคัญกับประชาชนกลุ่มเปราะบางและการปฏิรูปเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายการเงินต้องรักษาเสถียรภาพด้านราคาและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน การรักษาวินัยทางการคลังและการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะเป็นส่วนสำคัญของการสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ไทยยังมีพื้นที่ทางนโยบายเพียงพอสำหรับรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต
สำหรับธุรกิจ SME วิทัยเห็นด้วยกับณรงค์ชัยว่า ไทยไม่สามารถช่วยเหลือธุรกิจทุกรายได้ด้วยการให้สินเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าธุรกิจใดมีศักยภาพในการแข่งขันและสามารถยกระดับผลิตภาพได้
ผู้ว่าฯ ธปท. ยกข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ว่า SME 30% ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% สะท้อนข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน แม้แต่ในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพ จึงเสนอให้ให้ความสำคัญกับ SME ที่มีความสามารถในการแข่งขันและสามารถสร้างผลิตภาพได้ เช่น ธุรกิจอาหารและการแปรรูปสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมยานยนต์ สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจเวลเนส
นอกจากนี้ วินัยยังเปิดเผยว่า สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องมาแล้ว 16 ไตรมาส โดยไตรมาสล่าสุดลดลง 4.4% ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 6% ความแตกต่างนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการแก้ปัญหาการเข้าถึงเงินทุนของธุรกิจขนาดเล็กอย่างตรงจุด
สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ประสบการณ์ของไทยให้บทเรียนสำคัญแก่ประเทศตลาดเกิดใหม่ 3 ประการ ได้แก่ การบูรณาการทางเศรษฐกิจ (integration) ความสามารถในการปรับตัว (adaptability) และการพัฒนาขีดความสามารถ (capability) ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้เชื่อมโยงกัน และช่วยบรรเทาแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้น
สุทธิพันธ์กล่าวว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ยังเป็นภูมิภาคที่มีความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจสูง ทั้งด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรม อาเซียนดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ราว 15% ของ FDI ทั่วโลกในปี 2025 อย่างไรก็ตาม แม้อาเซียนจะมีศักยภาพสูง แต่ไทยกลับยังใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวได้ไม่เต็มที่ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนามสามารถยกระดับบทบาทของตนในห่วงโซ่อุปทานโลกและสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่รองรับอุตสาหกรรมใหม่ได้มากขึ้น
สุทธิพันธ์มองว่า ไทยไม่สามารถพึ่งพาความสำเร็จจากภาคการผลิตแบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องยกระดับอุตสาหกรรมที่มีอยู่ให้สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งในภาคการผลิตและบริการ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคืออุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งโจทย์อยู่ที่ว่าไทยมีความสามารถในการเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ได้มากน้อยเพียงใด
สุทธิพันธ์แสดงความเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านนี้ต้องเกิดขึ้นอย่างทั่วถึง โดยเปิดโอกาสให้ SME สตาร์ตอัป และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั่วประเทศเข้าถึงเทคโนโลยี เงินทุน และตลาดที่ใหญ่ขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ
อีกด้านหนึ่ง สุทธิพันธ์กล่าวว่า ไทยจำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถของสถาบันและธรรมาภิบาล เพื่อให้สามารถเปลี่ยนนโยบายและแผนพัฒนาให้เกิดผลจริง พร้อมสร้างความไว้วางใจระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
สุทธิพันธ์ยกตัวอย่างการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมว่า การศึกษาของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเมินว่า แรงงานในภูมิภาค ASEAN เกือบ 18 ล้านคนอาจได้รับผลกระทบจาก Generative AI ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอาจสร้างงานสีเขียวในอาเซียนได้ถึง 30 ล้านตำแหน่งภายในปี 2030
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกสร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาสใหม่ แต่การที่จะคว้าโอกาสไว้ได้จำเป็นต้องอาศัยทั้งทักษะแรงงาน ระบบสถาบันที่มีประสิทธิภาพ และความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจ
สุทธิพันธ์มองว่า อุปสรรคสำคัญของประเทศไทยไม่ใช่การขาดแผนพัฒนา เพราะไทยมีทั้งแผนยุทธศาสตร์ ทุนมนุษย์ และโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่อุปสรรคสำคัญอยู่ที่ความสามารถของสถาบันในการผลักดันการปฏิรูปให้เกิดผลอย่างต่อเนื่อง
สุทธิพันธ์กล่าวว่า หลังวิกฤตปี 2540 ไทยเคยแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงทางการเมืองในการปฏิรูป แต่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างต้องอาศัยการดำเนินการต่อเนื่องหลายปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยยังทำได้ไม่ดีพอ ผลที่ตามมาคือ แม้ประเทศจะมีโอกาสใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้กลายเป็นการเติบโตของผลิตภาพอย่างยั่งยืนได้เต็มที่
สำหรับเรื่องการมาของ AI สุทธิพันธ์กล่าวว่า ในยุคที่ AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน บทบาทของรัฐบาลจึงยิ่งสำคัญ ทั้งการลงทุนพัฒนาทักษะเพื่อช่วยให้แรงงานเปลี่ยนผ่านไปสู่งานรูปแบบใหม่ และการทำให้ธุรกิจสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพได้จริง โดยเน้นย้ำถึงการนำ AI ไปใช้ในวงกว้าง โดยเฉพาะการทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ผลประโยชน์จากการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วย AI กระจุกตัวอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่หรือแรงงานที่มีทักษะสูงเท่านั้น
นอกจากนั้น สุทธิพันธ์แสดงความเห็นว่า การพัฒนาคุณภาพของสถาบันและความสามารถในการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ช่วยให้ไทยยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้
กฤษณะจาก IMF ให้ความเห็นประเด็นการดึงดูเงินลงทุนเข้าประเทศไทยว่า การรักษาความน่าเชื่อถือของนโยบายยังมีความสำคัญต่อการดึงดูดเงินลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นและนักลงทุนมีทางเลือกที่จะนำเงินกลับไปลงทุนในตลาดที่คุ้นเคยมากกว่า
ดังนั้น ประเทศตลาดเกิดใหม่จึงจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่ามีนโยบายที่เหมาะสมและคาดการณ์ได้ ทั้งการรักษาเสถียรภาพด้านราคาของธนาคารกลางที่เป็นอิสระ และการรักษาวินัยทางการคลังของรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
ในประเด็นที่ว่าเศรษฐกิจจะทำอย่างไรให้ทั้งแรงงานและธุรกิจได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ AI
กฤษณะอธิบายว่า ผลการศึกษาบางส่วนของ IMF พบว่า ในบางพื้นที่ของเอเชียที่มีการเปิดรับ AI สูงกว่าพื้นที่อื่น และความต้องการแรงงานลดลงประมาณ 10% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขไม่ได้หมายความว่า AI จะเข้ามาทำลายตำแหน่งงานทั้งหมด แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดแรงงานและทักษะที่นายจ้างต้องการ
หากแรงงานมีความพร้อมและเต็มใจเรียนรู้ที่จะใช้ AI ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี นายจ้างก็มีแนวโน้มที่จะจ้างงานคนเหล่านั้น AI จึงอาจเป็นทั้งแรงกดดันต่อแรงงานบางกลุ่มและเป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพที่ช่วยสร้างโอกาสการจ้างงานในรูปแบบใหม่
กฤษณะเน้นย้ำว่า การพัฒนาทักษะไม่ควรสิ้นสุดลงเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่ต้องเป็นกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้แรงงานสามารถปรับตัวตามความต้องการของตลาดงานที่เปลี่ยนแปลงไป และทำให้ประโยชน์จาก AI กระจายไปสู่คนในวงกว้างมากขึ้น
ด้านวิทัยเสริมว่า AI ยังเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและเพิ่มศักยภาพการส่งออก โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยอย่างไทย การนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านการ upskill และ reskill จะช่วยเพิ่มผลิตภาพของแรงงานที่มีอยู่ และลดข้อจำกัดจากจำนวนแรงงานที่ลดลง