
“ตอนนี้คนกินสุกี้บ่อยเทียบเท่ากับเมนูผัดกะเพราแล้ว” คำพูดนี้คือคำพูดคุณเฟิร์น แม่ทัพแห่งสุกี้ตี๋น้อย พร้อมได้เปิดเผยจำนวนลูกค้ากว่า 10.28 ล้านคนมากินสุกี้ตี๋น้อย แค่ในช่วง Q1/69 ซึ่งถือว่าจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 2.7 ล้านคน หรือ 36% เมื่อเทียบกันช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 7.55 ล้านคน
สงครามหม้อเดือดที่ไม่เคยได้พัก เราได้เห็นแบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่กระโดดเข้ามาในสมรภูมินี้ ด้วยกลยุทธ์และกระบวนท่าที่แตกต่างกันไป ส่งผลให้ตลาดสุกี้ในประเทศไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการเติบโตถึง 11% ก้าวเข้าสู่มูลค่า 31,000 ล้านบาท ส่วนสุกี้ตี๋น้อยเป็นผู้เล่นใหญ่เบอร์ 2 ครอง Market Share ประมาณ 32-35% ด้วยจุดเด่น “ประสบการณ์ที่คุ้มค่า”
ปัจจุบันสุกี้ตี๋น้อย 73 สาขาครอบคลุม 35 จังหวัด และแบรนด์ในเครือ 4-5 แบรนด์ ยอดขายในปี 2567 ทะลุ 7,028ล้านบาท และกำไรกว่า 1,169 ล้านบาท ส่วนในปี 2568 สุกี้ตี๋น้อยทำยอดขายเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 9,147 ล้านบาท แต่กำไรกลับอยู่ที่ 64 ล้านบาท ซึ่งกำไรลดลงถึง -26%
ทำให้หลายๆคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับแบรนด์สุกี้ตี๋น้อย วันนี้ทีม SPOTLIGHT ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณเฟิร์น - นัทธมน พิศาลกิจวนิช แม่ทัพใหญ่ของสุกี้ตี๋น้อย ที่ได้เชิญสื่อมวลชนมาเปิดใจ พร้อมเปิดกลยุทธ์ในปี 2569 ของสุกี้ตี๋น้อยกับการตั้งเป้าโกยรายได้ 1,300 ล้านบาท เร่งเปิดสาขากว่า 60 แห่งทั่วประเทศ อีกทั้งยืนยันว่า 5 ปีสุกี้ตี๋น้อยไม่ขึ้นราคาแน่นอน
คุณเฟิร์น ได้เปิดใจว่า สาเหตุที่ทำให้กำไร Q4/68 ของสุกี้ตี๋น้อยลดลงเพราะการอัดโปรโมชั่น คืนกำไรให้ลูกค้า เปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำ และการบริจาคช่วยเหลือสังคมอย่างตอนน้ำท่วมหาดใหญ๋ที่ผ่านมา โดยทั้งหมดทุ่มเงินไปกว่า 388 ล้านบาท
คุณเฟิร์นได้แชร์มุมมองว่าตั้งแต่วันแรกในการเปิดสุกี้ตี๋น้อย คืออยากเป็นร้านอาหารที่คุ้มค่าคุ้มราคา ทุกคนเข้าถึงได้ เด็กๆนักศึกษาไม่ต้องคิดเยอะ โดยปกติแล้วเวลาที่เรากินสุกี้ตี๋น้อย ค่าบุฟเฟต์ 219 บาท/ท่าน + ค่าเครื่องดื่มรีฟิล 39 บาท/ท่าน (ลดราคาตรงนี้ไป) +Vat 7% 18.06 บาท/ท่าน = 276.06 บาท/ท่าน
ซึ่งปกติแล้วลูกค้าจะต้องจ่ายเพิ่ม อย่างเช่น กุ้งแก้ว 29 บาท/ท่าน เป็ดและหมูกรอบก็จะอยู่ในร้านสุกี้ตี๋น้อย Gold เท่านั้น
3.บริจาคให้น้ำท่วมหาดใหญ่ และได้ส่งคนไปทำอาหารแจกจ่ายชาวบ้านที่เดือดร้อน โดยทุ่มเงินกว่า 20 ล้านบาท
คุณเฟิร์นได้แชร์มุมมองว่า การที่ตี๋น้อยอัดโปรโมชั่น เพื่อต้องการสร้าง Brand Love มาสู่ยอดลูกค้าทีเลือกใช้บริการซ้ำ และยอดสมาชิกที่เพิ่มขึ้น (การที่ลูกค้าจะได้โปรโมชั่น = ต้องเป็นสมาชิก)
โดยคุณเฟิร์นได้เล่าต่อว่าหากเทียบระยะเวลาในการทำโปรโมชั่น และ ยอดสมาชิกที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นมา 3 ล้านคน ตรงนี้ถือว่าบริษัททำได้ตรงเป้า เฉลี่ยแล้วคนมากินสุกี้ตี๋น้อย 150,000 คน/วัน เป็นจำนวนสมาชิกกว่า 39,887 คน
เมื่อทีม SPOTLIGHT ได้ถามถึงสถานการณ์และความตึงเครียดของสงครามตะวันออกกลาง ที่เริ่มส่งผลต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ ราคาวัตถุดิบ และราคาน้ำมัน
เรื่องนี้คุณเฟิร์นได้เล่าว่า สำหรับร้านอาหารโดยเฉพาะบุฟเฟ่ต์ ต้องยอมรับว่าวัตถุดิบอาหารกินไปแล้วกว่า 50% ซึ่งยอมรับว่าปีที่แล้วราคาวัตถุดิบแพงมากไม่ว่าจะเป็น ราคาเนื้อ (นำเข้าจากออสเตรเลีย) ไข่ ไก่ ผัก พยายามล็อคราคาสินค้า โดยมีการเซ็นสัญญา 6-12 เดือน
ส่วน ‘ราคาหมู’ เป็นต้นทุนที่ล็อคราคาได้ยาก โดยราคาจะผันผวนตาม Market Price ซึ่งคุณเฟิร์นได้เล่าต่อว่า “ในช่วงหลังโควิด ราคาหมูแพงมาก สูงถึง 230-240 บาท/โล ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าตอนนั้นแพงสุด และวิกฤตมากส่วนตอนนี้ราคาประมาณ 150-160 บาท/โล โดยส่วนตัวคิดว่า แม้ว่าสงครามจะยืดเยื้อและอาจส่งผลบ้าง แต่ก็ไม่คิดว่าจะพุ่งสูงขนาดที่เคยผ่านมาแล้ว”
โดยอยากให้ลูกค้ามั่นใจได้เลยว่า “การขึ้นราคา จะเป็นทางเลือกสุดท้ายชองสุกี้ตี๋น้อย อย่างน้อยในอีก 3-5 ปีแน่นอน”
คุณเฟิร์น ได้เปิดผยว่า “ตลาดในปัจจุบัน เป็นตลาดของผู้บริโภค ซึ่งไม่ได้มองหาเพียงความอิ่ม แต่ต้องการ ‘ประสบการณ์ที่คุ้มค่า’ โมเดล ‘ตี๋น้อย PLUS+’ จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว โดยยังคงจุดแข็งด้านราคาที่เข้าถึงง่าย ควบคู่กับการเพิ่มคุณภาพและความหลากหลายของเมนู เพื่อสร้างการเติบโตทั้งในด้านรายได้และฐานลูกค้าในระยะยาว”
โดยบริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ “ขยายสาขา – แตกแบรนด์ – เพิ่มความคุ้มค่า” ควบคู่กับการรักษาจุดแข็งด้านราคาที่เข้าถึงง่าย โดยในส่วนของ Product Strategy ภายใต้โมเดล “ตี๋น้อย PLUS+” ราคา 299 บาท ได้เพิ่มความหลากหลายของเมนูและยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภค ผ่านหม้อน้ำซุป 3 ช่อง พร้อมตัวเลือกซุปหลากหลาย อาทิ หม่าล่าเข้มข้น และหม่าล่านม ที่ได้ “เชฟโฮ” (Mr. Kwok Hing Ho) เจ้าของ HO KITCHEN SEAFOOD เข้ามาร่วมพัฒนาเมนูน้ำซุปให้มีเอกลักษณ์และรสชาติที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทได้ยกระดับไลน์อาหารด้วยเมนู Sushi ภายใต้การดูแลของ “เชฟน้อย” ในรูปแบบ Omakase เพื่อสร้างประสบการณ์และคุณภาพวัตถุดิบระดับพรีเมียม เสริมด้วยน้ำจิ้มสูตรเฉพาะ รวมถึงเมนูใหม่อย่าง Soft Serve และอาหารทานเล่น เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้ผู้บริโภค
นั้นทำให้แผนธุรกิจปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 42% หรือแตะระดับ 13,000 ล้านบาท พร้อมเร่งขยายสาขากว่า 60 แห่งทั่วประเทศ ผ่านแบรนด์ Suki Teenoi และ Teenoi PLUS+ , Teenoi BBQ, Teenoi Gold และแบรนด์ใหม่ๆ จากปัจจุบันมีสาขาครอบคลุม 35 จังหวัด และมีแผนขยายเพิ่มเติมอีก 22 จังหวัด หรือคาดสิ้นปี 2569 บริษัทจะมีสาขารวมทั้งสิ้น 133 สาขา ครอบคลุม 57 จังหวัด เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว