Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ไทยเบฟตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม 928 บริษัท พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ไทยเบฟตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม 928 บริษัท พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ

10 เม.ย. 69
19:56 น.
แชร์

หลายปีที่ผ่านมา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือไทยเบฟ มุ่งมั่นพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้กับชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการจัดตั้ง บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด) ดำเนินงานในระดับประเทศและในทุกจังหวัด

ในปีนี้ไทยเบฟได้ขยายการดำเนินงานเพื่อชุมชนผ่านการริเริ่ม โครงการด้วยจงรักและภักดี สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เนื่องในปีมหามงคล พุทธศักราช 2569–2570 ผ่านการจัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด เพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 928 บริษัท

ในการดำเนินโครงการดังกล่าว บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ประสานความร่วมมือ เชื่อมโยงกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเพื่อให้ชุมชนเข้มแข็งขึ้น ด้วยความเชื่อว่าชุมชนที่เข้มแข็งจะทำให้ประเทศชาติแข็งแรง

ไทยเบฟขอความร่วมมือ กปร.ถ่ายทอดองค์ความรู้

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการโดยขอความร่วมมือและความอนุเคราะห์จากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในระดับอำเภอ โดยไทยเบฟและ กปร. มีการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ” ในวันที่ 10 เมษายน 2569 ณ ห้องหนุมาน 1 สำนักงาน กปร.

พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือจัดขึ้นโดยมี นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และนายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจฯ โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโส มูลนิธิชัยพัฒนา ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงาน กปร. และไทยเบฟ ผู้แทนจากเครือข่ายพันธมิตร และ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมงาน

กปร.ถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการพระราชดำริ

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า ความร่วมมือนี้นับเป็นมิติสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กปร. และภาคเอกชน โดยมุ่งเน้นการนำองค์ความรู้และผลสำเร็จจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการสนับสนุนข้อมูลให้แก่พื้นที่ที่มีการดำเนินการของโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ โดยสำนักงาน กปร. พร้อมสนับสนุนการให้ความรู้ และการอบรมเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทั้ง 6 ศูนย์ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสำนักงาน กปร. ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“ขอขอบคุณ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริไปขยายผล เพื่อเสริมศักยภาพของชุมชนให้สามารถแข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชนในมิติต่าง ๆ ให้เกิดความต่อเนื่องอย่างยั่งยืน”

เทิดพระเกียรติและสร้างประโยชน์ให้ชุมชน

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยเบฟ น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ โดยมุ่งหมายเพื่อ “สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข”

นายฐาปนบอกรายละเอียดว่า ไทยเบฟได้ดำเนิน ‘โครงการด้วยจงรักและภักดี สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข’ ผ่านการจัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด เพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 928 บริษัท โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานใน 3 ภาคส่วน ประกอบด้วย การผลิต การค้า และการบริการ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ระดับอำเภอและสร้างประโยชน์ในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกันพัฒนาและยกระดับท้องถิ่นสู่สากล ควบคู่กับการนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาท้องถิ่น (Drive Local to Global and Bring Global Back Locally)

“การผสานความร่วมมือกับ สำนักงาน กปร. ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อน้อมนำองค์ความรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในทุกภูมิภาคของประเทศ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนต่าง ๆ ตามภูมิสังคมอย่างเหมาะสมครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพของคนในชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตของชุมชนได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยเบฟ กล่าว

ตั้งบริษัทระดับอำเภอ ขยายผลบวกให้กว้างขึ้น

นายฐาปนอธิบายลงรายละเอียดว่า เหตุผลที่ดำเนินโครงการในรูปแบบการจัดตั้งบริษัทจำนวนมากถึง 928 บริษัทนั้นเพื่อสร้างความต่อเนื่องและเพื่อความเป็นระบบของการบริหารจัดการ เนื่องจากในการทำงานโครงการต่าง ๆ ที่ผ่านมา พบว่าแม้จะดำเนินงานต่อเนื่องทุกปี แต่ลักษณะงานมักเป็นเพียงกิจกรรมที่ “ทำเสร็จแล้วก็วางไว้” และในปีถัดไปต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ไม่เคยปรับให้กิจกรรมเหล่านั้นพัฒนาไปสู่การเป็นกิจการที่มีการทำงานเป็นระบบ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงปรับรูปแบบการดำเนินโครงการให้เป็นนิติบุคคล ซึ่งประโยชน์สำคัญของการดำเนินงานในลักษณะนิติบุคคล คือ การสร้างความเชื่อมโยงโดยไม่ยึดติดกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การดำเนินงานสามารถส่งต่อและต่อยอดได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายฐาปนกล่าวต่อถึงด้านการสร้างแพลตฟอร์มเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อประโยชน์ของชุมชนว่า บริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด จะช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงในระดับท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐเข้ามาร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้ การดำเนินงานเป็นแนวคิดการทำงานแบบ ‘stakeholder-centric’ มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมโยงมากกว่าการบริหารจัดการแบบสั่งการ โดยให้ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันเพื่อรวมพลังกัน

เสริมศักยภาพคนในพื้นที่ – ยกระดับสู่สากล

ในส่วนของการเสริมศักยภาพคนในพื้นที่นั้น นายฐาปนกล่าวว่า องค์ความรู้ของชุมชนถือว่ามีความลึกซึ้งอยู่แล้ว สิ่งที่สามารถเพิ่มเติมได้คือองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ เช่น การตลาด เนื่องจากชุมชนไม่ได้ต้องการเพียงพื้นที่ในการจำหน่ายสินค้า แต่ต้องการให้สินค้าสามารถจำหน่ายได้จริงและตรงกับความต้องการของตลาด

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยเบฟ กล่าวอีกว่า การเสริมศักยภาพคนในพื้นที่นั้นเชื่อมโยงกับด้านวิชาการและสถาบันการศึกษา ซึ่งโครงการมีการเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาในแต่ละภูมิภาคด้วย โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนได้รับฟังความคิดเห็นจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาคเอกชนและภาควิชาการ แล้วให้ชุมชนสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับตนเองได้ ทั้งนี้ มองว่าการพัฒนาในลักษณะนี้เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและแทบไม่มีจุดสิ้นสุด เนื่องจากเมื่อเกิดการพัฒนาแล้ว ย่อมก่อให้เกิดแนวคิดใหม่และการต่อยอดในมิติที่หลากหลาย

นอกจากนั้น นายฐาปนกล่าวถึงด้านการเชื่อมโยงและยกระดับสู่ระดับสากล โดยกล่าวถึงตัวอย่างกรณีภูเก็ตล็อบสเตอร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการพัฒนาที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี จนได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และกลายเป็นตัวอย่างของกระบวนการการเรียนรู้และการพัฒนาเป็นลำดับขั้นที่เรียกว่า การเชื่อมโยงจากท้องถิ่นสู่ระดับโลกและจากระดับโลกกลับสู่ท้องถิ่น

“เรื่องราวที่ดีของสังคมไทยยังมีอยู่อีกมาก ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่ระดับโลกได้ และถ้าสามารถทำให้เป็น global back to local ได้ เช่น ดึงคนที่ชอบอาหารหรือวัฒนธรรมไทยมาเที่ยวในท้องถิ่นของไทย ก็จะช่วยสร้างโอกาสให้กับชุมชนได้ในหลายมิติ

“ไทยเบฟเป็นตัวแทนจากภาคเอกชนรายหนึ่ง และหวังว่าจะมีเอกชนอีกหลายรายที่มารวมพลังกัน ทุกคนจะได้มีโอกาสสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่และชุมชน ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน กปร. และเครือข่ายต่าง ๆ ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทยอย่างยั่งยืนตลอดไป” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไทยเบฟกล่าวปิดท้าย

แชร์
ไทยเบฟตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม 928 บริษัท พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ