
ปัญหาธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัยกำลังซับซ้อนขึ้นตามรูปแบบการเคลื่อนย้ายเงินที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เงินส่วนใหญ่ไหลผ่านบัญชีธนาคาร ปัจจุบันเส้นทางเงินสามารถถูกกระจายผ่านบัญชีหลายทอด ถอนออกมาเป็นเงินสด หรือเปลี่ยนรูปเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ และเงินตราต่างประเทศ ก่อนเคลื่อนออกนอกประเทศภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ขณะที่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องยังกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ และการประสานงานระหว่างกันยังต้องอาศัยคนเป็นหลัก ทำให้ความเร็วในการเคลื่อนย้ายเงินอาจเร็วกว่ากระบวนการติดตามตรวจสอบ
จากปัญหาดังกล่าว ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยแนวทางยกระดับการป้องกันและปราบปรามธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย โดยคณะอนุกรรมการฯ ในการประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ได้พิจารณาแนวทางดำเนินการ 2 ส่วนหลัก
ส่วนที่ 1 คือ การยกระดับมาตรฐานกระบวนการรู้จักลูกค้า (KYC) การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า หรือ CDD และการตรวจสอบอย่างเข้มงวด หรือ EDD ซึ่งเป็นข้อมูลต้นทางสำคัญในการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จะพิจารณาแนวทางยกระดับมาตรฐาน KYC, CDD และ EDD ของประเทศไทยให้เทียบเท่าศูนย์กลางทางการเงินในต่างประเทศ
ส่วนที่ 2 คือ การจัดทำแผนแม่บทระบบการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (National Anti-Fraud Master Plan) ซึ่งจะนำไปสู่การจัดทำระบบกลางระดับชาติ 4 ระบบ เพื่อให้การเชื่อมต่อและรวบรวมข้อมูล การแจ้งและบันทึกเหตุ การระงับเส้นทางเงิน และคำสั่งปฏิบัติการส่งต่อถึงกันได้เป็นกระบวนการเดียว โดยมีหลายหน่วยงานร่วมกันวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลให้ครอบคลุม ปลอดภัย และตรวจสอบย้อนหลังได้
สำหรับประชาชนที่ได้รับความเสียหาย การแจ้งเหตุเพียงครั้งเดียวจะนำไปสู่การไล่เส้นทางเงินและการอายัดได้เร็วขึ้น เพิ่มโอกาสได้รับเงินคืน ขณะที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับประโยชน์จากการที่ภาคส่วนต่าง ๆ เห็นสัญญาณความเสี่ยงชุดเดียวกัน ช่วยสกัดธุรกรรมเสี่ยงตั้งแต่ต้นทางและลดจำนวนผู้เสียหายรายใหม่ ส่วนในระดับประเทศจะมีโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่เป็นมาตรฐานและมีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างรัดกุม โดยในระยะต่อไประบบดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น เช่น การยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion)
สำหรับระบบกลางระดับชาติทั้ง 4 ระบบที่เสนอ แต่ละระบบมีหน้าที่และกระบวนการทำงานแตกต่างกัน ตั้งแต่การเชื่อมโยงข้อมูลความเสี่ยง การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรม การรับแจ้งเหตุ ไปจนถึงการติดตามและอายัดเส้นทางเงิน
1. ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงภายใต้ความยินยอม (Data Sharing with Consent)
ทำหน้าที่เป็นช่องทางในการเชื่อมและตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ โดยอาจเป็นข้อมูลตัวตน บัญชี ธุรกรรม หมายเลขโทรศัพท์ และบัญชีบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลการรับแจ้งเหตุ นำมาเชื่อมโยงกันภายใต้อำนาจตามกฎหมายหรือการให้ความยินยอม เพื่อจัดทำระดับความเสี่ยงรายบุคคล โดยมีหลักการสำคัญ คือ “หนึ่งตัวตน หนึ่งระดับความเสี่ยง” เพื่อให้สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล หรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเห็นความเสี่ยงชุดเดียวกันและสามารถตรวจสอบข้อมูลความเสี่ยงแบบทันที (Real-time API) เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจอนุมัติ ทบทวน หรือปฏิเสธการทำธุรกรรมได้
2. ระบบศูนย์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินแบบไม่ระบุตัวตน (Anonymous Financial Data Bureau)
ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลธุรกรรมที่ไม่ระบุข้อมูลส่วนบุคคลและจัดเก็บในคลังข้อมูลที่ปลอดภัย เพื่อวิเคราะห์รูปแบบและโครงสร้างเครือข่ายอาชญากรรม รวมถึงพัฒนาและทดสอบแบบจำลองความเสี่ยงตามรูปแบบและความต้องการของแต่ละหน่วยงาน ดังนั้น ระบบนี้จะทำให้ “วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อรู้เท่าทัน” การหลอกลวงรูปแบบใหม่และกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันได้อย่างเหมาะสม
3. ระบบบริหารจัดการแจ้งเหตุระดับชาติ (Case Management)
รับผิดขอบโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำหน้าที่ภายใต้หลัก “แจ้งครั้งเดียว เส้นทางเดียว” โดยรับแจ้งเหตุจากทุกช่องทางเข้าสู่จุดเดียว ทั้งจากประชาชน สายด่วน AOC 1441 สถาบันการเงิน ตำรวจ และระบบมีการส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยอัตโนมัติ โดยใช้เลขอ้างอิงเดียวกันตลอดกระบวนการ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนไม่ต้องแจ้งข้อมูลซ้ำหลายที่ และทำให้การอายัดเงินเริ่มต้นได้เร็วขึ้นก่อนที่จะออกไปสู่สินทรัพย์ประเภทอื่นซึ่งตามเส้นทางเงินได้ยากขึ้น
4. ระบบเชื่อมโยงข้อมูลและอายัดเส้นทางเงิน (Financial Investigation and Account Action)
ทำหน้าที่ไล่เส้นทางเงินอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เงินกำลังเคลื่อนที่ โดยเชื่อมระบบบริหารจัดการแจ้งเหตุระดับชาติเข้ากับระบบอายัดเส้นเงินนี้ และเมื่อมีการแจ้งเหตุแล้วจะสามารถตรวจสอบยอดเงินคงเหลือที่ยังสามารถอายัดได้ของแต่ละสถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการทางการเงิน และส่งคำสั่งอายัดตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด ทุกคำสั่งมีการเก็บหลักฐานและร่องรอยการตรวจสอบ พร้อมกระบวนการคืนเงินให้ผู้เสียหายหรือปลดอายัดตามผลของคดี โดยมีเป้าหมายคือ “ไล่ให้ทัน อายัดให้เร็ว”
ทั้ง 4 ระบบจะทำงานร่วมกัน โดยระบบแรกทำให้ทุกภาคส่วนเห็นความเสี่ยงชุดเดียวกันก่อนเกิดเหตุ ระบบที่สองรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์รูปแบบการหลอกลวง ระบบที่สามทำให้การแจ้งเหตุจากช่องทางต่าง ๆ เข้าสู่กระบวนการเดียวกัน และระบบที่สี่เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อไล่เส้นทางและอายัดเงิน
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหารือเพื่อออกแบบระบบทั้ง 4 ระบบ ทั้งรายละเอียดโครงสร้างข้อมูลและระบบงาน แนวทางการเชื่อมต่อของแต่ละระบบ การกำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมถึงการวางกติกาและมาตรฐานข้อมูล โดยกำหนดให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และนำเสนอคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาต่อไป