Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เดือนกันยาหุ้นไทยโดนเทยับเยิน ต่างชาติขาย 7 วัน 30,000 ล้านบาท
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เดือนกันยาหุ้นไทยโดนเทยับเยิน ต่างชาติขาย 7 วัน 30,000 ล้านบาท

1 ต.ค. 69
13:21 น.
แชร์

แม้ว่าปี 2569 เป็นปีที่ตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัว และทำผลงานได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ในเดือนกันยายนตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญแรงขายจากนักลงทุนเกือบทุกกลุ่ม โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนที่แรงขายของต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในช่วง 7 วันทำการสุดท้ายของเดือน (22-30 กันยายน) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยสูงถึง 30,572 ล้านบาท

ภาพรวมในช่วงวันที่ 1-30 กันยายน 2569 ข้อมูลบนเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ระบุว่า นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิหุ้นไทย (SET) 1,649.68 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 2,150.98 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 26,258.77 ล้านบาท มีเพียงนักลงทุนในประเทศที่ซื้อสุทธิ โดยมียอดซื้อสุทธิ 30,059.43 ล้านบาท

ตามข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส แรงขายของลงทุนต่างชาติที่ขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยสูงถึง 30,572 ล้านบาทใน 7 วันทำการสุดท้ายของเดือน เป็นแรงขายที่กระจายไปในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม และเกิดขึ้นพร้อมกับปัจจัยกดดันทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ

เอเซีย พลัสชี้ Bond Yield แรงกดดันสำคัญ

บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยปัจจัยสำคัญจากต่างประเทศ คือ การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (bond yield) อายุ 10 ปี ซึ่งแตะระดับ 5.30% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 และทำให้ส่วนต่างกับผลตอบแทนพันธบัตรไทยกว้างขึ้น

ในจังหวะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (risk-off) และเทขายหุ้นไทยอย่างหนักในช่วง 7 วันทำการท้ายเดือน โดยแรงขายที่เกิดขึ้นทำให้มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นเกิน 100,000 ล้านบาท และหุ้นในกลุ่ม SET100 ปรับตัวลดลงเกือบทั้งหมด โดยมีหุ้นที่ปิดบวกได้เพียง 4 บริษัท

3 ปัจจัยในประเทศกดดันซ้ำ

นอกจากแรงขายจากต่างชาติที่เกิดขึ้นท่ามกลาง bond yield สหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้น เอเซีย พลัสมองว่า ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญปัจจัยลบในประเทศหลายด้านที่เข้ามากระทบพร้อมกันในช่วงต้นไตรมาส 4/2569 โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีเวลาเตรียมตัวค่อนข้างจำกัด

เอเซีย พลัสประเมินว่า การระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบกับมวลน้ำเหนือจากนครสวรรค์ที่คาดว่าจะไหลลงมาแตะระดับ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันที่ 2 ตุลาคม และการเตือนฝนตกหนักใน 11 จังหวัดรวมกรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 5-10 ตุลาคม ทำให้ความเสียหายจากน้ำท่วมในช่วง 1 สัปดาห์อาจอยู่ที่ 5,000-10,000 ล้านบาท และอาจกดดัน GDP ไตรมาส 3/2569 ให้ชะลอลงเหลือ 2.1-2.2%

ขณะเดียวกัน สถานการณ์น้ำท่วมยังเกิดขึ้นตรงกับช่วง Golden Week ของจีนระหว่างวันที่ 1-7 ตุลาคม ซึ่งเป็น high season สำคัญของนักท่องเที่ยวจีน เอเซีย พลัส มองว่าเหตุการณ์น้ำท่วม รวมถึงประเด็นความไม่สะดวกในการจัดการกระเป๋าสัมภาระในระบบสนามบิน อาจกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และส่งผลต่อความเชื่อมั่น การใช้จ่ายต่อหัว และระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว

อีกประเด็น คือ ข้อจำกัดด้านวินัยการคลัง โดยเอเซีย พลัสระบุว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ 67.45% เข้าใกล้เพดานวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ทำให้พื้นที่ในการกู้เงินเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเยียวยาขนาดใหญ่มีจำกัด และภาครัฐจำเป็นต้องบริหารจัดการงบประมาณอย่างระมัดระวัง

บัวหลวงชี้น้ำท่วมเป็นความเสี่ยงที่ตลาดต้องจับตา

บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงก็ให้น้ำหนักกับความเสี่ยงจากอุทกภัยเช่นกัน โดยมองว่าฤดูน้ำหลากอาจกระทบพื้นที่ลุ่ม รวมถึงพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ ระยอง ชลบุรี และกาญจนบุรี จนกลายเป็นปัจจัยที่ตลาดหุ้นไทยต้องกลับมาเฝ้าระวัง

บัวหลวงระบุว่า หากสถานการณ์น้ำท่วมไม่สามารถบริหารจัดการได้ดี อาจเกิดความเสียหายคล้ายเหตุการณ์ในปี 2554 ซึ่งเคยส่งผลให้ระบบขนส่ง พื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และเขตเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ ชะงักงัน โดยมองว่าประเด็นนี้อาจมีน้ำหนักต่อการปรับลงของตลาดหุ้นไทยมากที่สุดในช่วง 1-2 สัปดาห์

ปัจจัยที่บัวหลวงระบุว่าต้องติดตาม ได้แก่ ปริมาณน้ำฝนที่จะเติมเข้ามาในช่วงฤดูมรสุม การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน และระดับน้ำทะเลหนุน โดยหากสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงขึ้น บัวหลวงระบุว่าจะติดตามพัฒนาการและส่งสัญญาณเพื่อลดพอร์ตหากเกิดภาวะ panic sell หรือสถานการณ์น้ำท่วมไม่น่าไว้วางใจ

บล.พายมองต่างชาติแค่ขายล็อกกำไร

บล.พายให้มุมมองต่อแรงขายต่างชาติในอีกด้าน โดยย้อนกลับไปดู fund flow ตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งไทยเคยเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดในเอเชียที่เห็นต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ หลังความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง และ SET ยังอยู่บริเวณประมาณ 1,200 จุด ก่อนที่เงินต่างชาติจะทยอยไหลเข้าต่อเนื่อง

บล.พายระบุว่า เงินต่างชาติบางส่วนมีต้นทุนอยู่บริเวณ 1,200-1,400 จุด เมื่อเทียบกับระดับตลาดในช่วงที่ผ่านมา จึงมีผลกำไรสะสมอยู่พอสมควร ดังนั้น จึงมองว่าแรงขายรอบนี้ส่วนหนึ่งถูกมองว่าเป็นการล็อกกำไร โดยเฉพาะหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมามากอย่างกลุ่มธนาคารและพลังงาน

อย่างไรก็ตาม พลังงานยังมีแรงหนุนจากราคาน้ำมัน ทำให้แรงขายในช่วงนี้กระจุกตัวในหุ้นธนาคารอย่าง KBANK, KKP, KTB และ SCB มากกว่า

นอกจากนั้น บล.พายยังมองว่า ในภาวะที่ตลาดโลกมีปัจจัยให้ลดความเสี่ยงพร้อมกัน ทั้ง bond yield สหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง ปัญหาหนี้ ราคาน้ำมัน ความกังวลเงินเฟ้อ ความไม่ชัดเจนของทิศทางดอกเบี้ย และดอลลาร์ที่แข็งค่า นักลงทุนจึงมีจังหวะที่จะล็อกกำไรและพักเงินออกไปก่อน

แนวโน้มต่อไป โบรกแนะลงทุนอย่างไร

สำหรับแนวโน้มและกลยุทธ์การลงทุนต่อจากนี้ เอเซีย พลัสแนะนำให้นักลงทุนปรับกลยุทธ์จากการค้นหาหุ้นขาขึ้นมาเป็นการค้นหาหุ้นที่ทนทานต่อแรงขาย พร้อมเพิ่มสัดส่วนเงินสดเป็น 30-40% ของพอร์ต และมองหาหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า รวมถึงหุ้นที่มีความผันผวนต่ำและเข้าสู่ช่วง high season

ขณะที่บัวหลวงยังให้น้ำหนักกับสถานการณ์น้ำท่วมและทิศทาง bond yield สหรัฐฯ โดยระบุว่า หาก bond yield ผ่านจุดสูงสุดในเดือนตุลาคมตามมุมมองเชิงสถิติ ก็มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ช่วงปรับฐาน และบัวหลวงยังคงคำแนะนำให้เริ่มสะสมหุ้นที่เคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับ bond yield เช่น BGRIM และ GPSC

ด้าน บล.พายมองว่า แรงขายรอบนี้ส่วนหนึ่งเป็นการบริหารกำไรและความเสี่ยงมากกว่าการเปลี่ยนมุมมองต่อพื้นฐานหุ้นไทยทั้งหมด จึงมองว่าการปรับลงยังเป็นโอกาสทยอยสะสมมากกว่าการไล่ขายตาม panic โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงต้นปีที่ประเด็นเงินปันผลมีโอกาสกลับมาหนุนหุ้นหลายกลุ่ม และระบุว่า หุ้นที่กำไรค่อนข้างสม่ำเสมอหรือมีปัจจัยเฉพาะตัว เช่น ADVANC, BCH, PR9, BDMS, ITC, TU, CK, STECON, AMATA และ WHA อาจช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้

แชร์
เดือนกันยาหุ้นไทยโดนเทยับเยิน ต่างชาติขาย 7 วัน 30,000 ล้านบาท