
โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid ของไทยกำลังขยับเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน จากเดิมที่เน้นการศึกษาและวางแผนระยะยาว ไปสู่การกำหนดกฎเกณฑ์ การทำโครงการนำร่อง และการเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
Smart Grid ไม่ได้หมายถึงเพียงการเปลี่ยนมิเตอร์หรือยกระดับสายส่ง แต่เป็นการพัฒนาระบบไฟฟ้าให้สามารถติดตามสถานะของระบบได้เกือบแบบเรียลไทม์ รวมถึงพยากรณ์และควบคุมทั้งการผลิตและการใช้ไฟฟ้า เพื่อรองรับระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานหมุนเวียนและ EV เพิ่มขึ้น
แผนการขับเคลื่อน Smart Grid ของประเทศไทย ปี 2565-2574 ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่ DR & EMS, RE Forecasting, Microgrid & Prosumer, ESS และ EV Integration
Demand Response (DR) คือการจูงใจให้โรงงาน อาคาร หรือครัวเรือนลดหรือเลื่อนการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ระบบมีความต้องการสูง ส่วน Energy Management System (EMS) ทำหน้าที่วัด วิเคราะห์ และควบคุมการใช้พลังงาน
แนวทางนี้ช่วยลดความต้องการไฟฟ้าช่วงพีก และทำให้โหลดที่สามารถควบคุมได้กลายเป็นเสมือน “กำลังสำรอง” ของระบบ โดยการลงทุนครอบคลุม Smart Meter, เซนเซอร์ ระบบควบคุม แพลตฟอร์ม DR และระบบตรวจสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์ หุ้นที่อาจได้รับประโยชน์: SKY, PIS, FORTH, PCC และ ALT
การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลมขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ จึงไม่สามารถควบคุมการผลิตได้เหมือนโรงไฟฟ้าทั่วไป การพยากรณ์ที่แม่นยำจึงช่วยให้ผู้ควบคุมระบบวางแผนการเดินเครื่องและกำลังสำรองได้ดีขึ้น
การลงทุนเน้นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เช่น ข้อมูลสภาพอากาศ เซนเซอร์ ระบบโทรมาตร รวมถึงซอฟต์แวร์ AI/ML และการเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับระบบบริหารจัดการไฟฟ้า
หุ้นที่อาจได้รับประโยชน์: TKC และ SAMART
Microgrid คือระบบไฟฟ้าขนาดเล็กที่รวมแหล่งผลิตไฟฟ้า แบตเตอรี่ และผู้ใช้ไฟฟ้าไว้ในพื้นที่เดียวกัน เช่น เกาะ โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และนิคมอุตสาหกรรม โดยบางระบบสามารถแยกออกจากโครงข่ายหลักและยังจ่ายไฟให้โหลดสำคัญได้เมื่อเกิดไฟฟ้าดับ
ขณะที่ Prosumer คือผู้ใช้ที่สามารถผลิตและใช้ไฟฟ้าได้เอง เช่น บ้านหรือโรงงานที่ติดตั้ง Solar Rooftop โดยภาคเอกชนสามารถมีส่วนร่วมตั้งแต่การพัฒนาโครงการ งาน EPC การจัดหาอุปกรณ์ ไปจนถึงระบบควบคุมและบริการด้านพลังงาน
หุ้นที่อาจได้รับประโยชน์: BGRIM
ระบบกักเก็บพลังงาน หรือ ESS โดยเฉพาะ BESS สามารถเก็บไฟฟ้าในช่วงที่มีไฟฟ้าเหลือหรือความต้องการใช้ต่ำ และนำกลับมาใช้ในช่วงที่ความต้องการสูง ช่วยรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน ลดการจำกัดการผลิตไฟฟ้า และช่วยพยุงระบบไฟฟ้า
โอกาสการลงทุนไม่ได้มีเพียงแบตเตอรี่ แต่ครอบคลุม Battery Pack, ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ อินเวอร์เตอร์ หม้อแปลง สวิตช์เกียร์ EMS/SCADA ระบบทำความเย็น งาน EPC และงานโยธา
อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่าของ BESS ขึ้นอยู่กับทำเล ขนาดระบบ ระยะเวลาการกักเก็บ และรูปแบบค่าตอบแทนจากบริการต่าง ๆ ของระบบไฟฟ้า
หุ้นที่อาจได้รับประโยชน์: EA, GPSC, GULF และ EGCO
EV Integration ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มสถานีชาร์จ แต่รวมถึงการบริหารช่วงเวลาการชาร์จ เพื่อไม่ให้ EV จำนวนมากสร้างภาระต่อระบบไฟฟ้าในช่วงพีก
ในระยะแรก Smart Charging หรือ V1G สามารถเลื่อนการชาร์จไปยังช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าต่ำหรือมีไฟฟ้าจาก Solar เหลือ ขณะที่ในอนาคต V2G อาจทำให้แบตเตอรี่ EV สามารถเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานแบบกระจายตัวและช่วยสนับสนุนระบบไฟฟ้าได้
โอกาสของภาคเอกชนจึงครอบคลุมทั้งผู้ให้บริการสถานีชาร์จ ผู้บริหารกองยานพาหนะ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้รวบรวมโหลด EV โดยรายได้อาจมาจากค่าบริการซอฟต์แวร์ การบริหารกองยานพาหนะ และค่าตอบแทนจากการลดหรือเลื่อนการใช้ไฟฟ้า
หุ้นที่อาจได้รับประโยชน์: FORTH และ EA
ข้อมูลจากทีม Research หลักทรัพย์บัวหลวง มองสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณเบื้องต้นที่ DR & EMS ประมาณ 30%, RE Forecasting 10%, Microgrid & Prosumer 20%, ESS 25% และ EV Integration 15%
โดยมองว่าไม่ควรเร่งลงทุน ESS และ Microgrid จำนวนมากตั้งแต่ช่วงต้น ก่อนที่กลไกราคาและตลาดบริการจะมีความชัดเจน ขณะที่ DR/EMS, RE Forecasting และ EV Integration ใช้เงินลงทุนในสินทรัพย์น้อยกว่า และเปิดโอกาสสร้างรายได้จากแพลตฟอร์ม ค่าบริการ และรายได้ประจำ
การพัฒนา Smart Grid จึงครอบคลุมตั้งแต่ การบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า การพยากรณ์พลังงานหมุนเวียน ระบบไฟฟ้าขนาดเล็ก ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการเชื่อม EV เข้ากับโครงข่าย โดยโอกาสของภาคเอกชนไม่ได้จำกัดเฉพาะการขายอุปกรณ์ แต่ยังรวมถึงซอฟต์แวร์ ระบบควบคุม การบูรณาการระบบ และบริการที่สร้างรายได้ประจำ
ทั้งนี้ หุ้นที่กล่าวถึงเป็นเพียง การคัดกรองเชิงธีมจากความเกี่ยวข้องของธุรกิจในปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่าบริษัทได้รับงานโครงการแล้ว หรือมีผลต่อกำไรที่ได้รับการยืนยันแล้ว