
(16 ก.ย. 2569) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานในที่ประชุม วาระการพิจารณารับทราบรายงานผลปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดย นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และคณะมาชี้แจงต่อรัฐสภา นายแสวง ได้กล่าวถึงภาพรวมของผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งในปี 2567-2568 ทางสำนักงานยินดีและพร้อมที่จะรับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะจากสมาชิก
โดย นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน ลูกอภิปราย ว่า รายงานเอกสาร 75,722 หน้า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประชุม 11 ครั้ง มีมติส่งฟ้องศาลฎีกา 77 คน ซึ่งคดีนี้เป็นคดีที่ใหญ่มาก ซึ่งใน 77 คนนี้ ไม่มีกรรมการบริหารพรรค สส.และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเลย แต่ใน 77 คนนี้ มี 15 คน ที่เป็นบุคคลอื่นแต่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งอดีตผู้สมัครพรรค คนทำงานใกล้ชิดกับ สส. กกต. ตรวจสอบหลักฐานเกือบหมื่นหน้า แต่เมื่อหลักฐานเดินเข้าเขตการเมือง ตาถึงพร่ามัวมองอะไรไม่เห็นเลยทำให้ไม่มีนักการเมืองคนไหนโดนกกต. ฟ้องเลย
นายภัณฑิล ยกตัวอย่าง จ.สุราษฎร์ธานี พบเส้นทางการเงินจากเสมียนของพรรคภูมิใจไทยให้คนที่ชื่อ นายสุบิน อดีตผู้ช่วย สส.พรรคภูมิใจไทย ที่โอนไปให้ผู้รับเงินถึง 11 รายซึ่งเป็นผู้สมัครสว. อ.วิภาวดี ซึ่งเสมียนคนนี้ทำงานอยู่ที่สำนักงานของ นายพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย ในตำแหน่งธุรการการเงิน ซึ่งเมื่อสืบย้อนเส้นทางการเงินก็มีการอธิบายได้ตลอดว่าเงินเหล่านั้นเอาไปใช้ทำอะไร แต่ กกต. เคยวิเคราะห์ว่าคำอธิบายบางส่วนไม่มีพยานหลักฐานรองรับเพียงพอ ซึ่ง นายสุบิน ก็เป็นหนึ่งใน 77 ที่ กกต. สั่งฟ้อง
"โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ 7:0 จึงตั้งคำถามว่าถ้า กกต. ทั้ง 7 คน เห็น นายสุบิน แล้วคนที่เหนือสุบิน ปลิวหายไปไหน มีคนเอาเงินมาให้สุบิน เพราะสุบินไม่ได้ร่ำรวย จ่ายออกมาเอง" นายภัณฑิล กล่าว
นายภัณฑิล กล่าวว่า ซึ่งความเห็นของเลขาธิการกกต. ระบุว่ามีหลักฐานเพียงพอว่า นายพิชัย สนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจ จึงเสนอให้ดำเนินการ นายพิชัยและดำเนินการกับ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เพราะเห็นว่ามีพยานเพียงพอเรื่องการยินยอมรับความช่วยเหลือ แต่วันนี้นายพิชัย กับ พล.อ.เกรียงไกร ไม่โดน จึงตั้งข้อสังเกตว่าหลักฐานที่มีอยู่ไม่ได้เปลี่ยนไป สำนวนเดียวกัน ทำไมเห็นไม่เท่ากัน แต่สุดท้ายมีมติออกมา ไม่มีชื่อของทั้งสองคนนี้
สุดท้ายมติที่ออกมาเหลือ สว. ที่โดนดำเนินการสั่งฟ้องเพียงแค่ 26 คน นี่ไม่ใช่สำนวนไม่มีหลักฐาน แต่มันคือสำนวนที่คนอ่านหลักฐานออกมามันต่างกัน ซึ่งมาตรา 62 ไม่ได้ระบุให้กกต. พิสูจน์ความผิดจนสิ้นข้อสงสัยเหมือนคดีอาญา และไม่ได้ให้กกต. รอพิสูจน์ความผิดเหมือนคดีอาญา แต่มีแค่คำว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า แล้วส่งให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา
"แต่เมื่อวันแถลงข่าว ประธานกกต. ทำตัวเป็นพยานพยานจำเลยเสียเอง ดังนั้นหากเสียงข้างมากใช้เกณฑ์ที่สูงกว่าจนตัดบุคคลบางกลุ่มออกจากขบวนการการตรวจสอบ นี่ไม่ใช่แค่ใครชนะโหวต 5:2 แต่เป็นคำถามที่กกต.ใช้อำนาจตามมาตรา 62 ถูกต้องหรือไม่ และเมื่อพิสูจน์ได้ว่ามีการจงใจตัดตอน เพื่อให้บุคคลใดพ้นจากการตรวจสอบความรับผิดอาจย้อนกลับมาถึงผู้ลงมติเอง จึงฝากไปบอกกกต. อีก 5 คนด้วย" นายภัณฑิล กล่าว
นายภัณฑิล กล่าวว่า วันนี้อย่าให้เกิดคำศัพท์ใหม่ว่ายุติคดีสุดซอย ทำแล้วก็ต้องสุดไม่ใช่ค้างอยู่คาลำ เดินจากผู้สมัครไปคนรับเงิน ไปคนโอน ไปคอนทำโพย คนประสานแต่พอใกล้ถึงการเมืองกลับหยุด รอบนี้อย่าให้ประชาชนต้องมาถามว่า "แล้วหนูไปสุดซอยทางไหน"
ส่วนที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่าผมไม่ฉลาดพอที่จะมาคิดระบบฮั้ว สว. ตนมองว่าบริหารประเทศไม่เก่ง ไม่ได้แปลว่า ฮั้ว สว.ไม่ได้ และคำที่ว่าผมไม่ฉลาดพอ ท่านน่าจะถ่อมตัวเกินไปต้องบอกว่าผมไม่เกี่ยว เพราะคดีนี้ไม่ได้มาสอบไอคิว สอบคน เงิน โทรศัพท์ หรือสถานที่ทำโพย และผลคะแนน 14 ก.ย. จึงไม่ใช่วันปิดคดีนี้แต่คือวันเปิดคดีกับกกต. ซึ่งคนที่ใช้อำนาจลงมติต้องอธิบายว่าเหตุใดเส้นหลักฐานจึงถูกตัดจบแค่ตรงนี้
Advertisement