
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่แตง โชว์ฝีมือสืบสวนรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 10 ชั่วโมง แกะรอยรวบตัวคนร้ายก่อเหตุฆาตกรรมชายวัย 67 ปี ทิ้งศพกลางทุ่งนาได้สำเร็จ ผู้ต้องหาสารภาพสิ้นไส้ ปมเหตุเกิดจากบันดาลโทสะที่จับได้ว่าผู้ตายแอบเข้ามาขโมยฟักทองในสวนไป 3 ลูก
เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันที่ 24 ก.ย. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่แตง ได้รับแจ้งเหตุพบศพ นายสมเกียรติ อายุ 67 ปี ชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ เสียชีวิตอยู่บริเวณทุ่งนาใกล้ป่าช้าบ้านป่าจี้ ม.1 ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมแพทย์โรงพยาบาลแม่แตงได้เข้าตรวจสอบและชันสูตรพลิกศพ เบื้องต้นพบร่องรอยถูกทำร้ายบริเวณศีรษะ
พ.ต.อ.สราวุธ จันมะโน ผกก.สภ.แม่แตง พร้อมด้วย พ.ต.ท.พีระพล ขวาของ รอง ผกก.สส. และ พ.ต.ท.ไพโรจน์ มณีวรรณ์ สว.สส. ได้นำกำลังชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด โดยพบหลักฐานสำคัญคือ ไม้ปลายแหลม 1 ชิ้น, ร่องรอยท่อพลาสติกแตก และรอยเลือดที่หยดเป็นทางยาวจากจุดพบศพมุ่งหน้าไปทางบ้านพักของผู้ตาย แม้การตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงจะไม่สามารถใช้งานได้ แต่ชุดสืบสวนได้ปรับแผนลงพื้นที่สอบปากคำพยานแวดล้อมทันที
จากการสอบถาม นายดารัตน์ อายุ 68 ปี เจ้าของสวนฟักทองที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ให้การว่าในคืนวันที่ 23 ก.ย. ตนและหลานชายได้ออกไปเฝ้าสวนจนถึงเวลาประมาณ 20.30 น. ก่อนกลับบ้าน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปสอบถามหลานชาย กลับได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คืนนั้นมี นายกฤษฎา (หรือกิต) อายุ 27 ปี ซึ่งเป็นอา (ลูกชายของนายดารัตน์) อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ตำรวจจึงเชิญตัวนายกฤษฎามาสอบปากคำ
หลังจากการเค้นสอบอย่างหนักจนถึงเวลา 20.00 น. ในที่สุดนายกฤษฎาก็ยอมเปิดปากรับสารภาพว่า ตนเองคือผู้ลงมือฆ่านายสมเกียรติ โดยเล่าว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 23 ก.ย. ตนได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกมาตรวจดูสวนฟักทองของพ่อ เนื่องจากมักมีคนแอบมาขโมยผลผลิตอยู่เป็นประจำ เมื่อมาถึงพบผู้ตายยืนก้มๆ เงยๆ อยู่ในสวน จึงเข้าไปถามว่ามาทำอะไร ผู้ตายอ้างว่า "มาหาปูนา แต่ไม่ได้เพราะน้ำเยอะ"
แต่นายกฤษฎาสังเกตเห็นผู้ตายถือถุงพลาสติกมีพิรุธ จึงดึงมาตรวจสอบและพบฟักทองของสวนตนเองซ่อนอยู่ 3 ลูก ประกอบกับเห็นผู้ตายพกมีดอีโต้เหน็บไว้ที่เอว เกรงว่าตนจะถูกทำร้าย จึงชิงดึงมีดออกจากฝักของผู้ตายและสั่งให้นั่งลง ด้วยความโมโหสุดขีด จึงใช้สันมีดทุบเข้าที่ศีรษะผู้ตาย 1 ครั้ง พร้อมตะโกนต่อว่าด้วยภาษาถิ่น "คิงลักบะฟักแก้วฮาก๋า" (มึงขโมยฟักทองกูเหรอ) ก่อนจะใช้ด้านแบนของมีดฟาดเข้าที่ใบหน้าและแผ่นหลังอีกอย่างละครั้งจนผู้ตายหมดสติ
หลังจากนั้น ผู้ต้องหาได้ลากร่างของผู้ตายข้ามท่อข้ามน้ำ อุ้มขึ้นมาบนถนน และดึงคอเสื้อลากต่อไปยังบริเวณป่าช้าบ้านป่าจี้ แต่เนื่องจากหมดแรงจึงทิ้งร่างที่ยังหายใจรวยรินไว้ริมถนน ต่อมานายดารัตน์ผู้เป็นพ่อมาพบเข้าและร้องห้ามว่า "พอแล้วๆ" นายกฤษฎาจึงนำมีดที่ใช้ก่อเหตุไปโยนทิ้งลงลำเหมืองร่องแกนใต้ต้นฉำฉา แล้วกลับไปซักผ้าและใช้ชีวิตตามปกติที่หอพักจนกระทั่งถูกจับกุม
ทั้งนี้ นายกฤษฎา ยืนยันว่าผู้เป็นพ่อไม่ได้มีส่วนร่วมในการลงมือแต่อย่างใด
ขณะที่พ่อของนายกฤษฎา วันนี้ ได้เดินทางมาเยี่ยมลูกชายที่โรงพักพร้อมด้วยพาลูกชายของนายกฤษฎา ซึ่งยังเป็นเด็กน้อย ที่ยังไม่รู้ความอะไร มาเยี่ยมตัวของพ่อของเขาด้วย โดยตัวเด็กน้อยก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นร้องหาแต่พ่อ
พ่อของผู้ต้องหาได้เล่าว่า ช่วงเดือนที่ผ่านมาสวนฟักทองถูกขโมยฟักทองไปมากกว่า 100 ลูก วันเกิดเหตุลูกชาย ได้ขับรถผ่านสวนฟักทองก็สังเกตเห็นว่ามีโคมไฟ เหมือนว่ามีคนกำลังอยู่ในสวนจึงจอดรถมาดูก็พบกับผู้ตาย ซึ่งผู้ตายก็อ้างว่ามาหาปูหาปลาแต่ ลูกชายก็พบว่าตัวของผู้ตายนั้นมีฟักทองติดตัวมาด้วย ตนไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นอย่างไรแต่ยืนยันว่าลูกชายคงจะป้องกันตัวเพราะว่าลูกชายไม่ได้พกมีดติดตัวไป และไม่ได้ตั้งใจฆ่า
Advertisement