
ธุรกิจฟาร์มหมูและอาหารเลี้ยงสัตว์ในไทยต้องจับตาและเตรียมรับมือ เมื่อ ‘มู่หยวน ฟู้ดส์’ (Muyuan Foods) ผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดของจีน กำลังจะรุกอาเซียนอย่างเต็มสูบ หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและระดมทุนได้ 10,700 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 43,400 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในปีนี้
มู่หยวน เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นในจีนแผ่นดินใหญ่ และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเป็นตลาดที่สอง พร้อมประกาศชัดว่า จะใช้เงินส่วนใหญ่ที่ได้จากการระดมทุนในฮ่องกงเพื่อเดินหน้าแผนขยายธุรกิจในต่างประเทศ ทั้งธุรกิจฟาร์มหมูและอาหารเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
หุ้นของมู่หยวนตั้งราคาเสนอขายที่ 39 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น และเปิดซื้อขายวันแรกแบบทรงตัว ท่ามกลางบรรยากาศตลาดที่ผันผวน
การระดมทุนครั้งนี้ของมู่หยวนได้รับการสนับสนุนจากผู้ลงทุนหลักโดยเฉพาะเจาะจง (cornerstone investor) หลายราย โดยมีบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ผู้ผลิตอาหารยักษ์ใหญ่จากประเทศไทยเป็นผู้ลงทุน cornerstone investor รายใหญ่ที่สุดด้วยมูลค่าการซื้อหุ้น 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นประมาณ 0.7% ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้ว) และมีกลุ่มวิลมาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Wilmar International) จากสิงคโปร์ ลงทุนอีก 70 ล้านดอลลาร์
ก่อนหน้านี้ เมื่อปีที่แล้ว มู่หยวนได้ลงนามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี บริษัทแม่ของ CPF ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนกลยุทธ์ การบูรณาการธุรกิจ การขยายตลาดโลก การเลี้ยงสุกร การแปรรูปอาหาร ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากร ซึ่งสะท้อนทิศทางที่มู่หยวนต้องการพึ่งเครือข่ายพันธมิตรในเอเชียเพื่อก้าวออกนอกจีน
ตามหนังสือชี้ชวนการลงทุน มู่หยวน ซึ่งเป็นบริษัทจากมณฑลเหอหนานเป็นผู้เลี้ยงสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลกทั้งด้านกำลังผลิตและยอดขายตั้งแต่ปี 2021 โดยมีส่วนแบ่งตลาดโลก 5.6% ในปี 2024 และ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2025 มู่หยวนดำเนินกิจการฟาร์มเลี้ยงหมูกว่า 1,000 แห่งใน 23 มณฑลในจีน มีกำลังการผลิต 82.6 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจาก 80.9 ล้านตัวในปีก่อนหน้า
มู่หยวนก่อตั้งเมื่อปี 1992 โดย ฉิน อิงหลิน (Qin Yinglin) และภรรยา โดยเริ่มจากฟาร์มหลังบ้านที่มีหมูเพียง 22 ตัว ก่อนจะเติบโตขึ้นเป็นห่วงโซ่อุตสาหกรรมเนื้อหมูแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตอาหารเลี้ยงสัตว์ การเพาะพันธุ์หมู การเลี้ยงหมู การฆ่าและชำแหละหมู ไปจนถึงการแปรรูป ซึ่งส่งให้ฉิน อิงหลิน มั่งคั่งจนติดอันดับมหาเศรษฐีจีน ซึ่งตามข้อมูลของฟอร์บส (Forbes) ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 เขามีความมั่งคั่งเป็นอันดับ 14 ของจีน ด้วยมูลค่าทรัพย์สินราว 20,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การเติบโตของมู่หยวนในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาสอดคล้องกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของการบริโภคเนื้อหมูในจีนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เมื่อการเติบโตนั้นชะลอตัวลง ความต้องการบริโภคเนื้อหมูก็ลดลงเช่นกัน
รายได้เกือบทั้งหมดของมู่หยวนยังมาจากจีน โดยเพิ่งเริ่มมีรายได้เล็กน้อยจากเวียดนามในปี 2025 ดังนั้น เมื่อตลาดในประเทศเผชิญภาวะอุปทานล้น และราคาหมูตกต่ำมาตั้งแต่ปี 2023 โดยราคาหน้าฟาร์มสิ้นปี 2025 ลดลง 27.2% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า จึงส่งผลให้รายได้และกำไรในไตรมาส 4 ของมู่หยวนลดลง แม้ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น แต่ไม่พอชดเชยราคาที่ลดลง
เมื่อสภาพตลาดในประเทศไม่เอื้อให้เติบโตเร็วแล้ว มู่หยวนจึงมีกลยุทธ์ที่จะขยายธุรกิจไปทั่วโลก
มู่หยวนประกาศชัดว่าจะใช้เงินราว 60% ของเงินที่ได้จากการระดมทุนในตลาดฮ่องกงสำหรับการขยายธุรกิจในต่างประเทศและกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดในประเทศ โดยเลือกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นก้าวแรกของการขยายธุรกิจต่างประเทศ เพราะเห็นถึงศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งของการบริโภคเนื้อหมูในภูมิภาคนี้
โครงการสำคัญที่มู่หยวนดำเนินการในอาเซียนในระยะแรก คือ การสร้างฟาร์มเลี้ยงหมูอัจฉริยะแบบหลายชั้น หรือที่เรียกว่า “คอนโดหมู” ในเวียดนาม ซึ่งตั้งเป้าผลผลิต 1.6 ล้านตัวต่อปี และกำลังศึกษาตลาดอื่น เช่น ฟิลิปปินส์และไทย และได้จัดตั้งทีมธุรกิจต่างประเทศรองรับการขยายธุรกิจในอนาคตระยะ 3-5 ปีข้างหน้า
เกา ถง (Gao Tong) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ของมู่หยวน กล่าวว่า บริษัทต้องการจับมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในเอเชียเพื่อยกระดับระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) โดยเฉพาะการรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ซึ่งเคยสร้างความเสียหายหนักให้จีนตั้งแต่ปี 2018 พร้อมบอกว่า ประสบการณ์ของมู่หยวนด้านฟาร์มอัจฉริยะและการควบคุมโรคจะถูกถ่ายทอดสู่อาเซียน
อีกเป้าหมายหลักของมู่หยวน คือ การเสริมความมั่นคงของวัตถุดิบอาหารสัตว์ แม้ว่า CFO ของบริษัทบอกว่าปัญหาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีผลกระทบต่อธุรกิจของมู่หยวนน้อยมากก็ตาม แต่มู่หยวนก็มีความกระตือรือร้นที่จะขยายการดำเนินงานในประเทศผู้ส่งออกธัญพืช โดยเตรียมตั้งทีมจัดซื้อวัตถุดิบในประเทศผู้ส่งออกธัญพืชรายใหญ่ เช่น บราซิล เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะมีวัตถุดิบอาหารสัตว์เพียงพออย่างต่อเนื่อง และลดความเสี่ยง
ขณะเดียวกัน มู่หยวนบอกว่าจะใช้เงินจากการระดมทุนส่วนหนึ่งเพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งมู่หยวนได้สร้างความเป็นพันธมิตรระยะยาวกับผู้ค้าธัญพืชระดับโลกแล้ว อย่างเช่น Yihai Kerry, Louis Dreyfus และ Cargill
“เราหวังที่จะปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานระดับโลกของเราผ่านการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงครั้งนี้” เกา ถง กล่าวในการสัมภาษณ์กับบลูมเบิร์ก (Bloomberg)
อ้างอิง: Nikkei Asia และ Bloomberg