
“ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าที่จะมาเอากำไรกันสูงสุด มันคือ บริหารขั้นพื้นฐาน เป็นสาธารณูปโภคที่รัฐมีหน้าที่และเราต้องการคนที่เก่งพอบริหารให้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอยู่ในราคาที่เป็นธรรม” ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ อนุกรรมการจัดทำข้อเสนอแนะและการกำหนดราคาค่าไฟฟ้ากล่าว ชี้ว่า นี่คือสิ่งที่กำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญ
แต่ตอนนี้ ราคาค่าไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเป็นธรรมต่อประชาชนคนไทยทุกคนแล้วหรือยัง?
ไฟฟ้าคือ โครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรที่จะเข้าถึงได้ เพราะไม่ใช่ของฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรี และโดยที่ค่าไฟไม่เบียดเบียน ทำให้ชีวิตต้องลำบาก
อย่างไรก็ตาม สิ่งนั้นเป็นจริงแค่กับคนบางกลุ่ม ประชาชนหลายคนได้รับผลกระทบเรื่องพลังงาน อาทิ ปัญหาราคาค่าไฟแพง เบียดเบียนการใช้ชีวิต โดยเฉพาะสำหรับผู้มีรายได้ต่ำ หรือผู้มีภาระมาก ความไม่สะดวกจากการบริการที่บกพร่อง โครงสร้างพื้นฐานที่ชำรุดบ่อยครั้ง และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการขยับตัวเชิงนโยบาย อาทิ การเพิ่มโรงไฟฟ้า อันทำให้เกิดผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น
ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2550-2567 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับประเด็นพลังงานไฟฟ้า 72 ครั้งจากทั่วประเทศไทย สาเหตุ 5 อันดับแรกที่คนชี้ว่า ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นพลังงานคือ โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าถ่านหิน ระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่พาดผ่านที่ดินและโครงข่ายไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม และจังหวัดที่มีคนร้องเรียนมามากที่สุดคือ ลำปาง สระบุรี นครศรีธรรมราช และสงขลา มีการร้องเรียนจังหวัดละ 5 ครั้ง
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อประเทศไทยกำลังจะฉลองนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ รวมถึงประเทศไทยกำลังจะประกาศแผน PDP (Power Development Plan) ฉบับใหม่ ซึ่งจะมีเนื้อหาครอบคลุม สัดส่วนพลังงานสะอาด (ซึ่งต้องสอดคล้องกับแผน NDC 3.0 ที่ประเทศมุ่งเป้าสู่ Net Zero) การสร้างโรงไฟฟ้า และส่งผลต่อค่าไฟที่ประชาชนต้องแบกรับไปอีกหลายปี รวมถึงความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ กสม. จึงจัดเวทีรับฟังความเห็นในประเด็นราคาพลังงานไฟฟ้าขึ้นมา
กระบวนการรับฟังความเห็นดังกล่าวจัดทำขึ้นใน 4 ภูมิภาค: เหนือ (เชียงใหม่), ตะวันออกเฉียงเหนือ (ขอนแก่น), ใต้ (หาดใหญ่), และกลาง-ตะวันออก-ตะวันตก (กรุงเทพมหานคร) เพื่อรวบรวมความเห็นประชาชนยื่นต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป และพยายามให้มีเสียงประชาชนรวมอยู่ในกระบวนการตัดสินใจเรื่องพลังงาน
กสม. จะสรุปความเห็นที่รวบรวมได้และสรุปให้คณะรัฐนตรีชุดใหม่ตามกำหนดราวเดือนพฤษภาคมนี้
คุณชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ประธานอนุกรรมการโครงการกล่าวว่า กระบวนการรับฟังคือ การทำให้ “การรับรู้และการมีส่วนร่วม” ของภาคประชาชนเป็นรูปธรรม
“เรามีสิทธิที่จะรับรู้ และมีส่วนร่วม แต่คำนี้ รูปธรรมมันอยู่แค่ไหน เราจะร่วมตัดสินใจในเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน และราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม คือ แค่ไหน?” คุณชาญเชาวน์กล่าว และเน้นย้ำว่า กิจกรรมวันนี้จะเป็นคำตอบว่า “ประชาธิปไตยด้านพลังงาน” ในไทย มีจริงหรือไม่
Spotlight ได้มีโอกาสเข้าร่วมสังเกตการณ์เวทีรับฟังความเห็น เวทีกรุงเทพมหานครที่จัดขึ้นในวันที่ 13 มีนาคม 2569 ซึ่งมีการแบ่งหัวข้อสนทนาออกเป็น 3 หัวข้อ และนี่คือ เสียงบางส่วนจากผู้เข้าร่วม ประเด็นแรกที่มีการพูดถึงมาก และส่งผลกระทบต่อทุกคน (แต่มากน้อยต่างกัน) คือ ค่าไฟ
คุณพร พนาวน ตัวแทนจากสถาบันธรรมชาติพัฒนา ภาคตะวันออก สะท้อนปัญหาราคาไฟฟ้าที่มีราคาสูง ทำให้ผู้มีรายได้ต่ำ หรือกลุ่มเปราะบางอย่างคนชรา คนพิการ แบกรับภาระมากขึ้น ทั้งที่ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพเดิมมีจำกัด
"ค่าใช้ไฟฟ้าบางทีหน่วยกิตมันแพงเกิน ประชาชนบางทีไม่มีรายได้พอจะจ่ายค่าไฟฟ้าแต่ละเดือน บางคนรายได้น้อย หารายได้ไม่พอ บางคนเป็นผู้ป่วย พิการ ติดเตียง"
เดิมทีราคาค่าไฟประกอบด้วยหลายส่วนประกอบ ทั้งค่าพลังงานไฟฟ้า ค่าบริการรายเดือน ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าไฟฟ้าผันแปรหรือ Ft ซึ่งส่วนประกอบสุดท้ายนี้เอง คุณวิมล ถวิลพงษ์ อาชีพรับจ้างทั่วไปตั้งคำถามมานานหลายปี ต่อหลายหน่วยงานว่า “คือ อะไร” และ “เอาไปทำอะไร” แต่ยังไม่เคยได้รับคำตอบที่ชัดเจน
"ค่า Ft มันแพงเกินไป มันโหดไป พี่ถาม กฟผ. อยู่เหมือนกันว่า ค่า Ft ที่เก็บเราเพิ่มเอาไปทำอะไร เขาก็บอกว่า เป็นค่าไฟฟ้าผันแปร ซึ่งคำนี้ไม่ได้ชี้แจงให้ชัดว่า เก็บไปใช้อะไร อยากให้รัฐบาลชี้ให้ชัดว่า เอาไปทำอะไรบ้าง"
คุณวิมลชี้ว่า เมื่อตั้งคำถามกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือกับเอกชนผู้ผลิตพลังงานอย่าง PTT คำตอบคือ ค่าผันแปร มีชื่อ ไม่มีนิยาม ไม่มีแหล่งบอกว่า เงินไปไหน และเมื่อค่าพลังงานขึ้น ค่า Ft ก็ขึ้นตามไปด้วยแบบหน่วยต่อหน่วยในการคำนวณไฟฟ้าแบบอัตราก้าวหน้าที่ “ยิ่งใช้มาก ยิ่งจ่ายมาก” เมื่อใช้เยอะส่วนที่เพิ่มคือ ทั้งค่าพลังงานและค่า Ft
“นี่เท่ากับเราเสียเงิน 2 ต่อเลย ต่อแรกค่าไฟฟ้า ต่อที่สองค่า Ft”
เธอยังเน้นว่า ภาคประชาชนอย่างเช่นตัวเธอเองก็อยากลดการใช้พลังงานฟอสซิล มาใช้พลังงานหมุนเวียน อย่างที่เอกชนรายใหญ่ทำเช่นกัน แต่ขาดต้นทุน จึงอยากให้รัฐบาลอุดหนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้ภาคประชาชน ให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เองได้
“รัฐจ่ายครึ่งหนึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่งหนึ่งก็ได้ เราจะได้มีพลังงานสะอาดใช้ แล้วใช้ลดค่าไฟได้” เธอกล่าว
อีกประเด็นที่มีการพูดถึงคือ การสร้างโรงไฟฟ้า ส่วนนี้ประชาชนซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีโรงไฟฟ้า หรือกำลังจะมีโรงไฟฟ้าชี้ว่า พวกเขาไม่ใช่แค่ต้องจ่ายค่าไฟเท่ากับคนอื่น แต่ยังต้องจ่ายด้วยสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมชุมชนอีกด้วย
คุณเอื้องฟ้า ช้ำเกตุ เกษตรกรนาข้าวอินทรีย์ สนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ชี้ถึงความไม่จำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ของเธอ และความกังวลต่อพลังงานน้ำ
"โรงไฟฟ้ามีอยู่แล้ว ไม่ควรสร้างเพิ่ม ควรทำให้ทุกหลังคาเรือนเป็นโรงไฟฟ้า ไม่ใช่แค่ไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล [...] ที่ผ่านมาเขาจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่เขาก็เปลี่ยนเป็นก๊าซ [ธรรมชาติ] แต่เราคิดว่า ไม่ว่าจะสร้างอะไรก็ต้องใช้น้ำ ซึ่งอาจกระทบต่อระบบการผลิตของเรา กระทบสิ่งแวดล้อม ยิ่งเป็นพลังงานฟอสซิล เราก็ยิ่งกลัว" เธอกล่าว
“ถ่านหินกับก๊าซธรรมชาติอาจมีผลคนละอย่าง แต่ยังไงก็มี ที่ผ่านมาก็มีเรื่อง PM2.5 กระทบสุขภาพประชาชนที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้า เขาก็ป่วย หมอไม่ได้บอกหรอกว่า มาจากไหน แต่เด็กแถวนั้นเป็นภูมิแพ้กัน” เธอเสริม
ที่ ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา มีแผนการสร้างโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ ขนาด 540-600 เมกะวัตต์ โดยบริษัท บูรพา พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น จากเดิมตั้งใจใช้พลังงานถ่านหิน แต่ถูกคัดค้านจากชุมชนจึงเปลี่ยนมาปักหมุดที่พลังงานก๊าซธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม มีการตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการมีโรงไฟฟ้าเพิ่ม ปัจจุบัน จังหวัดฉะเชิงเทรามีโรงไฟฟ้าบางปะกงอยู่แล้ว เป็นโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ดำเนินการโดย กฟผ.
"มองเพราะในแง่กำลังสำรองไฟฟ้าของเรา วันนี้มันล้นระบบแล้ว ดังนั้นโครงการเหล่านี้ แม้ว่า จะเซ็นสัญญาแล้ว ก็น่าจะสามารถยกเลิกโครงการที่ไม่เหมาะสมได้ และยังเป็นต้นทุน เป็นภาระของประชาชนต้องแบกรับ" คุณนันทวัน หาญดี สมาคมเกษตรกรรมทางเลือกฉะเชิงเทรากล่าว
คุณนันทวันคือ ตัวแทนอีกคนจากจังหวัดที่มาแสดงความกังวลถึงการแบ่งใช้ทรัพยากรน้ำในพื้นที่ ซึ่งแต่เดิมเป็นปัญหาอยู่แล้ว
"เราเป็นคนได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ มีผลกระทบกันเยอะ ในการแย่งใช้ทรัพยากรร่วมในพื้นที่ ซึ่งเรามีมีวิกฤตเรื่องน้ำอยู่แล้ว โครงการขนาดใหญ่ที่จะมาลงทุนก็มีผลกระทบเรื่องน้ำอีก และจะทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในกลุ่มผู้ใช้น้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ" เธอกล่าว
เธอยังเน้นอีกว่า หากเราจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2050 โครงการที่ใช้พลังงานฟอสซิลเหล่านี้จะเป็นสินทรัพย์ที่จะเป็นภาระของประชาชน และเน้นว่า การจะดำเนินการโครงการใหญ่ในพื้นที่ ไม่ควรประเมินผลกระทบแยกโครงการ การมีส่วนร่วมของประชาชน และหน้าที่รัฐที่คุ้มครองสิทธิประชาชน
“รัฐต้องคุ้มครองสิทธิของประชาชน ไม่ใช่ผลประโยชน์ของเอกชน” คุณนันทวันกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนจากกรีนพีซ ประเทศไทย คุณมนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม ที่จับตาดูแผน PDP ฉบับที่กำลังจะปล่อย เธอกล่าวว่า สิ่งนี้คือ ตัววัดความจริงใจของรัฐบาล
"เราอยากเห็นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม อย่าง Solar Roof ในพื้นที่ของภาคประชาชน ภาคครัวเรือนให้ได้มากที่สุด และสัดส่วนควรจะมากกว่าพลังงานฟอสซิลในระบบสะสมปัจจุบัน ก็คือ 70% ขึ้นไป แผน PDP ฉบับใหม่ต้องแสดงเจตจำนงให้ชัด" เธอกล่าว
นอกจากนี้ เธอยังเพิ่มประเด็นการใช้พลังงานจากใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตไฟฟ้า เพราะอย่างไรก็ตาม ก๊าซธรรมชาติคือ พลังงานฟอสซิล ซึ่งนอกจากจะไม่สอดคล้องกับแผน NDC 3.0 แล้ว การนำเข้าจากต่างประเทศยังไม่ใช่แนวทางที่มั่นคง ยั่งยืนอีกด้วย
“ตอนนี้ชัดเจนมากว่า ก๊าซคือความไม่มั่นคงด้านพลังงาน ถ้าเรายังยืมจมูกคนอื่นหายใจด้วยการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศ วิกฤตด้านพลังงานมันจะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟ เราเสี่ยงจะเสียค่าไฟกันสูงขึ้น" เธออธิบายต่อ และชี้ว่า แม้ในกรณีมีการเซ็นสัญญาไปแล้ว ก็ควรมีการต่อรอง ยกเลิกสัญญาได้
กรีนพีซชี้ว่า พื้นที่ชุมชนที่จะจัดตั้งโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ ชุมชนมีศักยภาพติดตั้ง Solar Roof 300,000 กว่าหลังคาเรือน ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งมากกว่าที่โรงไฟฟ้าบูรพาฯ จะผลิตได้มาก (600 เมกะวัตต์)
“ทิศทางนโยบายควรจะตอบโจทย์ ให้ชุมชนคนเลือกว่า จะใช้ไฟแบบไหน นี่คือ ประชาธิปไตยทางพลังงานจริง ๆ ” คุณมนูญกล่าว
ด้านคุณพชร แกล้วกล้า เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและติดตาม สภาผู้บริโภคสะท้อนความเห็นจากสภาฯ ถึงแผน PDP เช่นเดียวกัน
"สภาฯ อยากให้รัฐบาลทบทวนการจัดทำแผน PDP ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง คณะทำงานที่มีอยู่อาจเป็นประโยชน์ แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมกลุ่มประชากรอย่างครบถ้วน และเร่งให้มันออกมา เพราะล่าช้านานมากแล้ว และต้องสอดคล้องกับแผน NDC 3.0 ด้วย" คุณพชรยังเน้นย้ำว่า สภาผู้บริโภคต้องการเห็นสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ 70% ขึ้นไป ไม่ใช่แค่ 50% อย่างที่เป็นอยู่
นอกจากนี้ คุณพชรยังเน้นย้ำว่า รัฐต้องเปิดทางให้ประชาชนพึ่งพาตนเอง เป็น Prosumer ทั้งผลิตและใช้ไฟฟ้า และอาจขายได้ โดยเสนอให้รัฐรับซื้อไฟฟ้าจากภาคครัวเรือนในสัดส่วนเดียวกันกับที่รับจากภาคเอกชน
อีกประเด็นคือ การกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมัน
“โครงสร้างราคาน้ำมันปัจจุบันไม่เป็นธรรม ผลักภาระส่วนเกินทั้งหลายให้ผู้ใช้น้ำมัน เพราะกำหนดให้ราคานำเข้าน้ำมันต้องนำเข้าจากสิงคโปร์ ทั้งที่กระบวนการผลิต การกลั่น ทำในประเทศไทย ซึ่งไม่เป็นธรรม” คุณพชรกล่าว พร้อมอธิบายว่า การกำหนดอย่างนี้มีขึ้นราว 20 ปีก่อน ซึ่งประเทศกำลังเติบโต และอาจช่วยเรื่องการแข่งขัน อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าวควรเป็นนโยบายชั่วคราว เพราะเมื่อเราใช้ต่อเนื่องมาถึงตอนนี้ ที่บริบทเปลี่ยนไป จากการส่งเสริมการเติบโต กลายเป็นความไม่เป็นธรรมเสียแทน
ย้อนกลับไปที่ส่วนต้นของบทความ ซึ่งดร.ปิติย้ำว่า ตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำให้ประชาชนมีสาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดร.ย้ำว่า เมื่อรัฐมีหน้าที่ นั่นเท่ากับประชาชนมีสิทธิ ซึ่งประกอบด้วย 6 ด้านคือ
เมื่อหน้าที่ของรัฐ สิทธิของประชาชนถูกกำหนดไว้แล้ว นั่นแปลว่า การดำเนินการสร้างความเป็นธรรมที่มากขึ้นตามข้อเรียกร้องของประชาชนที่เราฟังไป “ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกฎหมาย” เลย เพียงแต่ต้องใช้กฎหมายให้เต็มที่
ดร.ปิติยกตัวอย่างว่า ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตราที่ 47 “กิจการไฟฟ้า” ซึ่งหมายถึง การผลิต การจัดหา การจัดส่ง การจัดจำหน่ายไฟฟ้า หรือการควบคุมระบบไฟฟ้า เป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถขอใบอนุญาตและทำเองได้เลย
นี่คือ ตัวอย่างหนึ่งที่กฎหมายมีประตูเอาไว้ให้ภาคประชาชนมามีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ต้องอาศัยการเปิดประตูจากหน่วยงานรัฐ ด้วยการส่งเสริม และชี้ให้ประชาชนรู้สิทธิของตน