
สถานการณ์หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ทางภาคเหนือของไทยในช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา ถือว่าเข้าขั้นวิกฤตหนัก โดยจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียงพุ่งขึ้นครองอันดับ 1 เมืองที่อากาศแย่ที่สุดในโลก
หนึ่งในแหล่งกำเนิดหลักของฝุ่นพิษยังคงมาจากการเผาในพื้นที่โล่งแจ้ง โดยเฉพาะในภาคป่าไม้และภาคเกษตร ซึ่งข้อมูลดาวเทียมชี้ชัดว่า ทั่วประเทศมีการเผาป่า แต่พื้นที่ที่วิกฤตที่สุดคือ "ภาคเหนือ"
ไฟป่าในภาคเหนือเกิดจากทั้งเงื่อนไขทางธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรจากป่า
ในทางธรรมชาติ ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ซึ่งเป็นป่าส่วนใหญ่ของภาคเหนือ มักผลัดใบในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ใบไม้และเศษซากพืชแห้งสะสมบนพื้นป่า กลายเป็นเชื้อเพลิงที่ติดไฟได้ง่ายอยู่แล้ว ประกอบกับภูมิประเทศหลายแห่งมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ทำให้ความร้อนและฝุ่นควันสะสมตัว ไม่ระบายออกได้ง่าย
แต่อีกสาเหตุสำคัญมาจากฝีมือมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาป่าที่เชื่อมโยงกับการหาของป่า เช่น “เห็ดป่า” หรือ “เห็ดถอบ” ซึ่งเป็นทั้งอาหารและแหล่งรายได้ของชาวบ้านในหลายพื้นที่ ความเชื่อที่สืบต่อกันมาคือ การเผาป่าจะช่วยกระตุ้นให้เห็ดขึ้นมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในทางวิทยาศาสตร์ ไฟไม่ได้เป็นตัวให้กำเนิดเห็ด เพราะเห็ดเป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มรา หรือ Fungi ที่ต้องอาศัยความชื้น หน้าดินที่สมบูรณ์ และระบบนิเวศที่เหมาะสม การเผาป่าจนหน้าดินเสียหายกลับอาจทำลายเส้นใยเห็ดและลดความอุดมสมบูรณ์ของป่าในระยะยาว
เหตุที่หลังการเผามักพบเห็ดได้ง่ายขึ้น จึงไม่ใช่เพราะไฟทำให้เห็ดเกิดมากกว่าเดิม แต่เพราะไฟเผาใบไม้ กิ่งไม้ และวัชพืชที่ปกคลุมหน้าดินออกไป ทำให้พื้นป่าโล่ง เห็ดที่มีอยู่แล้วจึงมองเห็นและเก็บได้ง่ายขึ้น
เหรียญสองด้านของ "การชิงเผา" และช่องว่างทางข้อมูลที่ไม่มีใครพูดถึง
นอกจากการลักลอบจุดไฟเพื่อหาของป่าแล้ว อีกสาเหตุที่ทำให้เห็นกลุ่มควันในเขตป่าคือ “การชิงเผา” ซึ่งเป็นมาตรการทางวนศาสตร์ที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้หรือชุมชนร่วมกันจุดไฟเผาเชื้อเพลิงล่วงหน้า ก่อนเข้าสู่ช่วงแล้งจัด เพื่อลดปริมาณใบไม้ กิ่งไม้ และเศษซากพืชแห้งที่สะสมอยู่บนพื้นป่า ภายใต้การควบคุมเรื่องทิศทางลม ความชื้น และขอบเขตพื้นที่
เหตุผลที่ต้องชิงเผา เพราะหากปล่อยให้เชื้อเพลิงธรรมชาติสะสมจนถึงช่วงที่อากาศร้อนและแห้งที่สุด เมื่อเกิดประกายไฟ ไม่ว่าจะจากธรรมชาติหรือการลักลอบจุด ไฟอาจลุกลามอย่างรวดเร็ว กลายเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ที่ควบคุมได้ยาก การชิงเผาจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงและลดความรุนแรงของไฟป่าล่วงหน้า
ทว่า มาตรการนี้มีอีกด้านที่ต้องระวัง หากการชิงเผาเกิดขึ้นในวันที่ “สภาพอากาศปิด” หรือเกิดขึ้นพร้อมกันหลายพื้นที่โดยไม่มีการประสานงาน ควันที่เกิดขึ้นอาจสะสมในชั้นบรรยากาศ ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงในระยะเวลาสั้น ๆ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวมาตรการเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระบบข้อมูลและการบริหารจัดการ
ช่องว่างสำคัญคือการขาดข้อมูลที่เชื่อมโยงกันแบบแม่นยำและทันเวลา ระหว่างหน่วยงานรัฐที่ดูแลพื้นที่ป่า กับชุมชนที่อยู่ใกล้หรือพึ่งพาป่า เมื่อข้อมูลไม่ไหลถึงกัน แต่ละพื้นที่อาจตัดสินใจเผาในเวลาใกล้เคียงกัน โดยไม่รู้ว่าวันนั้นสภาพอากาศไม่เอื้อต่อการระบายควัน สุดท้ายควันจากหลายจุดจึงถูกรวมและกักไว้ กลายเป็นกับดักฝุ่นพิษในพื้นที่เมืองและชุมชน
ปัญหายังถูกซ้ำเติมด้วยความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย โดยเฉพาะการโยกย้ายข้าราชการในระดับพื้นที่ ทำให้แผนรับมือไฟป่าและการจัดการชิงเผาขาดความต่อเนื่อง ทั้งที่ป่าแต่ละประเภทและแต่ละพื้นที่มีลักษณะทางนิเวศวิทยาไม่เหมือนกัน การจัดการไฟป่าจึงไม่ควรเป็นมาตรการแบบเดียวใช้ได้ทุกพื้นที่ แต่ต้องออกแบบจากข้อมูลจริง และทำร่วมกับคนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
เมื่อปัญหาไฟป่าส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับวิถีชีวิต ความเชื่อ และความจำเป็นทางเศรษฐกิจ การหยุดวงจรไฟป่าซ้ำซากจึงไม่อาจพึ่งเพียงมาตรการห้ามเผาหรือการจับกุมเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ ชุมชน และภาคเอกชน
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวทางดังกล่าวคือ “ลำพูนโมเดล” ซึ่งพยายามเปลี่ยนการจัดการไฟป่าจากการสั่งการจากส่วนกลาง ไปสู่การทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐกับชุมชนที่อยู่กับป่า และลดเงื่อนไขที่นำไปสู่การเผาซ้ำในระยะยาว
โมเดลนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ชุมชน และภาคเอกชน โดยมีบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เข้ามาสนับสนุนเครื่องมือ องค์ความรู้ และการทำงานในพื้นที่ 2 ตำบล ได้แก่ ตำบลทาปลาดุก และตำบลทาสบเส้า อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ครอบคลุม 12 หมู่บ้าน และพื้นที่ป่ากว่า 20,000 ไร่ ผ่าน 3 แนวทางหลัก คือ
จากทั้งสามแนวทางจะเห็นได้ว่า โจทย์สำคัญของการแก้ปัญหาไฟป่าอย่างยั่งยืน ไม่ได้อยู่ที่การห้ามเผาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ชุมชนมีทางเลือกในการทำกินที่ปลอดภัย มีเครื่องมือรับมือไฟป่าได้จริง และเข้าใจว่า “ความชุ่มชื้น” ต่างหากคือเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ป่ายังให้ผลผลิตได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องแลกกับเปลวไฟและฝุ่นควันซ้ำซาก
นอกจากโมเดลระดับชุมชนแล้ว การแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันยังต้องอาศัยกลไกเชิงโครงสร้างระดับประเทศ โดยเฉพาะการผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ซึ่งภาคประชาชนเรียกร้องมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการจัดการมลพิษทางอากาศให้เป็นระบบและมีความรับผิดชอบชัดเจนมากขึ้น
หัวใจของกฎหมายฉบับนี้อยู่บนหลักการ “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย” หรือ Polluter Pays Principle ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ก่อมลพิษปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน และการบูรณาการข้อมูลระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมและตรวจสอบได้
แนวทางดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะปัญหาฝุ่นควันไม่ได้มาจากแหล่งเดียว แต่เชื่อมโยงทั้งภาคป่าไม้ ภาคเกษตร อุตสาหกรรม การคมนาคม และหมอกควันข้ามพรมแดน การมีกฎหมายที่กำหนดบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอุดช่องว่างของระบบเดิม
ท้ายที่สุด วิกฤตไฟป่าและฝุ่นควันไม่ใช่ภาระของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นโจทย์ร่วมของทั้งสังคม ที่ต้องอาศัยทั้งมาตรการระดับพื้นที่ กลไกระดับนโยบาย และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อคืนอากาศสะอาดและคุณภาพชีวิตที่ปลอดภัยให้กับผู้คนอย่างแท้จริง