Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
รู้จัก‘เกาะคาร์ก’ หัวใจอุตสาหกรรมน้ำมันของอิหร่านที่รัฐบาลสหรัฐโจมตี
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

รู้จัก‘เกาะคาร์ก’ หัวใจอุตสาหกรรมน้ำมันของอิหร่านที่รัฐบาลสหรัฐโจมตี

14 มี.ค. 69
13:04 น.
แชร์

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอีกขั้น หลังสหรัฐเปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารบน เกาะคาร์ก (Kharg Island) ในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน เหตุการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ครั้งแรกต่อพื้นที่ที่เป็น “หัวใจของอุตสาหกรรมน้ำมันอิหร่าน” และอาจคุกคามเส้นเลือดเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอิสลาม หากสถานการณ์ลุกลามไปถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยตรง

การเคลื่อนไหวของสหรัฐเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาแล้วกว่าสองสัปดาห์ ซึ่งได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออุปทานพลังงานของโลก โดยเฉพาะเมื่อการขนส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถูกจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้ง

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยผ่านบัญชี Truth Social ว่า กองทัพสหรัฐได้โจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์กเท่านั้น และยังหลีกเลี่ยงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในขณะนี้ 

อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐเตือนอย่างชัดเจนว่า การตัดสินใจดังกล่าวอาจถูกทบทวนทันที หากอิหร่านยังคงแทรกแซงหรือขัดขวางการเดินเรือของเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน

เกาะคาร์กเป็นเกาะปะการังขนาดประมาณ 22 ตารางกิโลเมตร หรือราว 8.5 ตารางไมล์ ตั้งอยู่ในจังหวัดบุเชห์รของอิหร่าน ห่างจากท่าเรือบุเชห์รไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 55 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ของอิหร่านเพียงประมาณ 15 ไมล์ทะเล หรือราว 28 กิโลเมตร ทำเลที่ตั้งดังกล่าวทำให้เกาะแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ในหมู่ชาวอิหร่าน เกาะคาร์กเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในชื่อ “เกาะต้องห้าม” (Forbidden Island) เนื่องจากพื้นที่ทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยความลับระดับสูงและได้รับการคุ้มกันอย่างเข้มงวดจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) โดยผู้ที่ต้องการเข้าสู่เกาะจำเป็นต้องได้รับการอนุญาตด้านความมั่นคงอย่างเป็นทางการเท่านั้น

เกาะคาร์กถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน เพราะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการแปรรูปและส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 90% ของปริมาณส่งออกทั้งหมดของประเทศ หรือคิดเป็นราว 950 ล้านบาร์เรลต่อปี น้ำมันส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปยังตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ทำให้เกาะแห่งนี้ถูกมองว่าเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของรายได้จากพลังงานของรัฐบาลเตหะราน

แม้ตัวเกาะจะมีขนาดค่อนข้างเล็ก โดยมีความยาวเพียงประมาณ 8 กิโลเมตร และกว้างราว 4-5 กิโลเมตร แต่ลักษณะน่านน้ำลึกที่ล้อมรอบกลับกลายเป็นข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากช่วยให้เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่สามารถเข้าเทียบท่าได้โดยตรงและขนถ่ายน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนส่งออกไปยังตลาดโลก

กระทรวงน้ำมันของอิหร่านระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานบนเกาะแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นเสมือน “ศูนย์กลางประสาท” ของอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศ โดยน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตนอกชายฝั่งหลักสามแห่ง ได้แก่ Aboozar, Forouzan และ Dorood จะถูกส่งผ่านเครือข่ายท่อส่งใต้ทะเลมายังเกาะ ก่อนเข้าสู่กระบวนการแปรรูป จัดเก็บในคลังขนาดใหญ่ และลำเลียงออกสู่ตลาดโลก

ในอดีต ท่าเรือส่งออกบนเกาะคาร์กเคยมีศักยภาพในการโหลดน้ำมันได้สูงสุดถึง 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ปัจจุบันปริมาณการส่งออกน้ำมันของอิหร่านจะอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวันจากผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ แต่รัฐบาลเตหะรานยังคงเดินหน้าขยายและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานบนเกาะอย่างต่อเนื่อง

รายงานของ S&P Global Commodity Insights เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ระบุว่า อิหร่านได้เพิ่มความจุคลังเก็บน้ำมันบนเกาะอีก 2 ล้านบาร์เรล ผ่านการปรับปรุงถังเก็บหมายเลข 25 และหมายเลข 26 ซึ่งแต่ละถังสามารถรองรับน้ำมันได้ถึง 1 ล้านบาร์เรล

ด้วยบทบาทสำคัญดังกล่าว เกาะคาร์กจึงถูกมองว่าเป็นเป้าหมายที่มีความอ่อนไหวอย่างยิ่งในเชิงยุทธศาสตร์ หากความขัดแย้งทางทหารยกระดับจนกระทบต่อการดำเนินงานของเกาะ จะส่งผลโดยตรงต่อรายได้หลักของรัฐบาลอิหร่าน และอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสมดุลอุปทานน้ำมันของโลกในทันที

ตลาดพลังงานทั่วโลกกำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเผชิญความปั่นป่วนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่เริ่มเกิดสงคราม

ราเชล ซีเอ็มบา (Rachel Ziemba) นักวิจัยอาวุโสจาก Center for a New American Security ระบุว่า การโจมตีที่เกี่ยวข้องกับเกาะคาร์กอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อศักยภาพในการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน และสะท้อนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามเพิ่มแรงกดดันทางทหารเพื่อบีบให้อิหร่านลดระดับความตึงเครียด

เธอกล่าวว่า การโจมตีดังกล่าวอาจจำกัดความสามารถในการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการยกระดับแรงกดดันเพื่อบีบให้เกิดการคลี่คลายของสถานการณ์ พร้อมเตือนว่าปัจจัยสำคัญที่สุดต่อทั้งตลาดพลังงานและทิศทางของความขัดแย้งครั้งนี้คือคำถามว่า อิหร่านจะเลือกตอบโต้อย่างไรต่อไป

ความเสี่ยงต่อการผลิตและการขนส่งน้ำมัน

ธนาคาร JPMorgan Chase & Co. ระบุในบันทึกวิเคราะห์ลงวันที่ 8 มีนาคมว่า หากเกาะคาร์กซึ่งเป็นศูนย์กลางส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่านต้องหยุดดำเนินงาน จะส่งผลให้การผลิตน้ำมันต้นน้ำของประเทศต้องลดลงอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้น้ำมันดิบของอิหร่านมากถึงครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตทั้งหมดตกอยู่ในความเสี่ยง

ก่อนหน้านี้ อิหร่านถูกมองว่าอาจเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายสุดท้ายในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียที่ต้องหยุดการผลิตจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม หากโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างเกาะคาร์กได้รับความเสียหายอย่างหนัก ก็อาจทำให้อิหร่านต้องลดกำลังการผลิตก่อนประเทศผู้ผลิตรายอื่นในภูมิภาค เช่น คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ในอีกด้านหนึ่ง กองทัพอิหร่านได้ส่งสัญญาณตอบโต้ โดยเตือนว่าหากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศถูกโจมตี อิหร่านอาจโจมตีเป้าหมายด้านน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐในตะวันออกกลาง ตามรายงานของ Agence France-Presse (AFP) ซึ่งอ้างคำให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นจากหน่วยงานที่เชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)

บ็อบ แมคแนลลี ประธานบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Rapidan Energy Group ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า ความเสี่ยงจากการโจมตีทางทหารโดยตรงกำลังทำให้ผู้ประกอบการในตลาดพลังงานเพิ่มระดับความระมัดระวัง โดยเฉพาะบริษัทเดินเรือและผู้ค้าพลังงาน

เขากล่าวว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากจะลังเลที่จะเข้าไปโหลดน้ำมันจากเกาะคาร์ก หากพื้นที่ดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้ภัยคุกคามจากการโจมตีทางทหารของสหรัฐ

แมคแนลลียังเตือนด้วยว่า ความลังเลดังกล่าวอาจรุนแรงยิ่งขึ้น หากอิหร่านยังคงพยายามก่อกวนการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก และมีบทบาทสำคัญต่อการค้าพลังงานระหว่างประเทศ

สหรัฐถกแผนยึด “เกาะคาร์ก” ตัดเส้นเลือดน้ำมันอิหร่าน

นอกจากนี้ รายงานของ Axios เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ยังระบุว่า ภายในรัฐบาลสหรัฐมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการยึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน โดยอ้างแหล่งข่าว 4 รายที่รับรู้การพูดคุยเกี่ยวกับทางเลือกดังกล่าว ซึ่งสะท้อนว่าศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญของอิหร่านกำลังถูกจับตาในฐานะเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของสงคราม

ฟรานซิส กัลกาโน (Francis Galgano) รองศาสตราจารย์ด้านภูมิศาสตร์ทหารและความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมจาก Villanova University ในรัฐเพนซิลเวเนีย ระบุว่า ทำเลของเกาะคาร์กมีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากตั้งอยู่ในบริเวณน้ำลึกที่สามารถรองรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ได้ ทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของการส่งออกพลังงานจากอิหร่าน

เขาให้ความเห็นว่า หากพิจารณาในมุมมองทางทหาร การทำลายหรือยึดเกาะคาร์กอาจเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับฝ่ายที่ต้องการบรรลุชัยชนะอย่างรวดเร็ว เนื่องจากจะสร้างแรงกดดันอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลเตหะราน

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าการยึดเกาะขนาดเล็กแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากปฏิบัติการดังกล่าวจำเป็นต้องใช้กำลังทหารภาคพื้นดินจำนวนมากในการเข้าควบคุมพื้นที่ “ปฏิบัติการดังกล่าวจะต้องเคลื่อนกำลังทหารภาคพื้นดินจำนวนมากเข้าสู่พื้นที่ ผมประเมินว่าต้องใช้กำลังประมาณ 5,000 นาย เพื่อยึดและรักษาการควบคุมเกาะไว้” เขากล่าว

กัลกาโนยังเตือนว่า ไม่ว่าการโจมตีหรือการยึดเกาะจะเกิดขึ้นในรูปแบบใด ผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าตลาดพลังงานจะเผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งอยู่แล้วก็ตาม

นักวิเคราะห์ของ JPMorgan ระบุว่า หากเกาะคาร์กถูกโจมตีจนไม่สามารถใช้งานได้ การสูญเสียศักยภาพการเก็บสำรองน้ำมันของอิหร่าน รวมถึงข้อจำกัดของเส้นทางส่งออกอื่น ๆ จะทำให้ต้องหยุดการผลิตในแหล่งน้ำมันสำคัญทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันอิหร่านผลิตน้ำมันประมาณ 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน และส่งออกประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งหมายความว่าราวครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตทั้งประเทศอาจตกอยู่ในความเสี่ยง หากศูนย์กลางการส่งออกแห่งนี้หยุดทำงาน

นักวิเคราะห์ยังระบุว่า บัฟเฟอร์ด้านคลังเก็บน้ำมันที่เคยคาดว่าจะสามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ประมาณ 20 วัน อาจหายไปทันทีตั้งแต่วันแรกที่ศูนย์ส่งออกหยุดดำเนินการ

ในมุมมองด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง ริชาร์ด โกลด์เบิร์ก (Richard Goldberg) ที่ปรึกษาอาวุโสของสถาบัน Foundation for Defense of Democracies ระบุว่า เขาเข้าใจเหตุผลที่สหรัฐลังเลจะดำเนินการใด ๆ ที่อาจทำให้การผลิตน้ำมันของอิหร่านหยุดชะงัก ในช่วงเวลาที่ตลาดพลังงานโลกกำลังผันผวน และยังมีความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว หากสหรัฐสามารถกลับมาควบคุมความปลอดภัยของช่องแคบฮอร์มุซได้ และมีความชัดเจนมากขึ้นว่ารัฐบาลอิหร่านจะยังสามารถรักษาอำนาจไว้ได้นานเพียงใด

“เมื่อถึงจุดนั้น เราจำเป็นต้องพิจารณาอย่างจริงจังในการปิดการทำงานของท่าเรือส่งออกน้ำมัน หรืออย่างน้อยต้องตัดเส้นเลือดทางการเงินของรัฐบาลอิหร่านอย่างถาวร” โกลด์เบิร์กกล่าว

ในอีกด้านหนึ่ง อเล็กซ์ พลิตซาส (Alex Plitsas) นักวิเคราะห์จาก Atlantic Council ระบุว่า ขนาดพื้นที่อันกว้างใหญ่และภูมิประเทศแบบภูเขาของอิหร่าน ทำให้การส่งกองกำลังภาคพื้นดินแบบดั้งเดิมเข้าไปในประเทศต้องใช้กำลังทหารจำนวนหลายแสนคน

เขาชี้ว่า หากมีการใช้กำลังภาคพื้นดินจริง ปฏิบัติการดังกล่าวมีแนวโน้มจะจำกัดอยู่ในรูปแบบของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (special operations forces) เพื่อดำเนินภารกิจเฉพาะ แม้เขาจะไม่ได้กล่าวถึงเกาะคาร์กโดยตรงก็ตาม

อ้างอิง: Bloomberg, CNBC, Al Jazeera



แชร์
รู้จัก‘เกาะคาร์ก’ หัวใจอุตสาหกรรมน้ำมันของอิหร่านที่รัฐบาลสหรัฐโจมตี