
การทำ ‘ไลฟ์ คอมเมิร์ซ’ (Live Commerce) ขายทุเรียนของ ‘พิมรี่พาย’ นักขายชื่อดังที่ร่ำรวยจากการไลฟ์ขายสินค้า ได้รับความสนใจจากประชาชนคนไทยอย่างมาก มีคนเข้าชมไลฟ์เกือบล้านคน โดยพิมรี่พายโฆษณาว่า เธอขายทุเรียนลูกละ 100 บาท เป็นทุเรียนจากการเหมาสวนในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเธอยอมขาดทุนราว 10 ล้านบาทเพื่อช่วยเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน
ปรากฏการณ์การขายนี้จุดกระแสให้เกิดคำถามและข้อถกเถียงหลายแง่มุม ตั้งแต่คำถามที่ย้อนกลับไปหาสาเหตุว่า ทุเรียนไทยกำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่หรือไม่ ทำไมจึงเกิดการไลฟ์ขายทุเรียนช่วยเกษตรกรไทย มาสู่คำถามว่า การไลฟ์ขายจะช่วยเกษตรกรไทยได้จริง หรือจะเป็นการบิดเบือนตลาด ไปจนถึงคำถามต่อภาพใหญ่ว่า สินค้าเกษตรไทยกำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่บ้าง แล้วทางออกควรเป็นอย่างไร
คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคม คือ ทุเรียนไทยกำลังเผชิญปัญหาการส่งออกหรือไม่ เหตุใดจึงมีการไลฟ์ช่วยขายทุเรียน เนื่องจากโดยความรับรู้ของคนทั่วไปแล้ว ทุเรียนเป็นสินค้าเกษตรที่ขายดี มีเท่าไหร่ก็ส่งออกเกือบหมดอยู่แล้ว
หากดูข้อมูลจากฝั่งตลาด ซึ่งประเทศจีน เป็นผู้นำเข้าทุเรียนรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นตลาดหลักที่ครองสัดส่วนการส่งออกเกือบทั้งหมดของทุเรียนไทย จะพบว่า ความต้องการบริโภคทุเรียนในจีนยังคงเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าทุเรียนไทยจะมีคู่แข่งมากขึ้นจากการที่ทุเรียนเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และลาว ได้รับอนุญาตให้ส่งเข้าไปขายในจีนได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ด้วยขนาดของตลาดที่ขยายใหญ่ขึ้น จึงทำให้ปริมาณการขายทุเรียนไทยไม่ได้ลดน้อยถอยลงไป โดยในปี 2024 จีนนำเข้าทุเรียน 1.56 ล้านตัน (1,560 ล้านกิโลกรัม) และในปี 2025 นำเข้าประมาณ 1.86 ล้านตัน (1,860 ล้านกิโลกรัม)
และเมื่อมาดูข้อมูลฝั่งการส่งออกของไทย สถิติการส่งออกช่วง 5 ปีหลังสุดจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยให้เห็นว่า ปริมาณการส่งออกทุเรียนสดของไทยยังคงอยู่ในระดับทรงตัว หรือเปลี่ยนแปลงไม่มาก ทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่า ดังนี้
สำหรับในปี 2569 นี้ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การส่งออกทุเรียนสดในเดือนมีนาคม 2569 ขยายตัว 14.5% ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือน โดยขยายตัวในตลาดจีน ฮ่องกง และไต้หวัน และในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกทุเรียนสดขยายตัว 181.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
เมื่อพิจารณาจากกสถิติหลายปีย้อนหลังและตัวเลขการส่งออกในปีนี้ แนวโน้มการส่งออกทุเรียนในปีนี้จึงยังไม่น่ากังวล
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ตื่นตัวกับการจัดการผลผลิตทุเรียนไทยในปีนี้ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ผลผลิตทุเรียนจะมากกว่าปีก่อนหน้า 33% จึงมีแนวคิดขายผ่านการทำ ‘ไลฟ์ คอมเมิร์ซ’ (Live Commerce) ทั้งในประเทศไทยและประเทศจีน โดยเมื่อวันที่ 25 เมษายน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมไลฟ์ขายทุเรียนกับอินฟลูเอนเซอร์ชาวจีนเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ก่อนที่พิมรี่พาย นักขายชาวไทยจะประกาศไลฟ์ขายทุเรียนในไม่กี่วันถัดมา
ในวันที่ 28 เมษายน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ชี้แจงว่า การทำ ‘ไลฟ์ คอมเมิร์ซ’ (Live Commerce) ขายผ่านช่องทางออนไลน์ ที่กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์นั้น เกิดขึ้นเนื่องมาจากกระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าปีนี้จะมีผลผลิตทุเรียนมากกว่าปีก่อน 33% จึงมีการวางแผนการตลาดเชิงรุก ทั้งการตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ เพื่อไม่ให้มีผลผลิตส่วนเกินแล้วมาแก้ที่ปลายเหตุ
หนึ่งในช่องทางการตลาด คือ Live Commerce ซึ่งจะสามารถช่วยกระจายสินค้าได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยกระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์หลายคน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งแต่ละคนมีวิธีการตลาดที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ ยืนยันว่า กระทรวงฯ ไม่ได้มีการสนับสนุนอินฟลูเอนเซอร์รายใดเป็นพิเศษ
ส่วนเรื่องราคาทุเรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์บอกว่า ณ ปัจจุบันราคายังอยู่ในระดับที่ดี โดยราคาในท้องตลาด ทุเรียนเกรด A และเกรด B ซึ่งเป็นเกรดส่งออก อยู่ที่กิโลกรัมละ 135-150 บาท เกรด C กิโลกรัมละ 90-100 บาท เกรด D กิโลกรัมละ 70-80 บาท เกรดคละ กิโลกรัมละ 125-130 บาท โดยในแต่ละช่วงราคาจะแตกต่างกันตามคุณภาพของผลผลิต
“วัตถุประสงค์ของความร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ ในการทำ Live Commerce ก็เพื่อบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกินที่กำลังจะออกมามาก และเพื่อให้ผลผลิตส่งถึงมือผู้บริโภค ที่เป็นพี่น้องประชาชนในประเทศได้อย่างรวดเร็วที่สุด” รมว.พาณิชย์สรุป
สำหรับที่สังคมตั้งคำถามว่า การไลฟ์ขายทุเรียนราคาลูกละ 100 บาทของพิมรี่พาย อาจจะเป็นการบิดเบือนหรือทำลายตลาดหรือไม่ มีความเห็นจากนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ว่า การขายของพิมรี่พายไม่มากพอที่จะส่งผลทำลายกลไกตลาดหรือบิดเบือนตลาด
ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิเคราะห์ว่า หากพิจารณาตามหลักเศรษฐศาสตร์และกฎหมาย การจะเข้าข่ายบิดเบือนตลาดหรือมีอำนาจเหนือตลาดนั้น ผู้ขายต้องมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% หรือมีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางราคาอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น กรณีของพิมรี่พาย เมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตทุเรียนทั้งประเทศที่มีหลายล้านลูก ถือเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อย จึงไม่เพียงพอที่จะบิดเบือนราคาตลาดได้ นอกจากนี้ ยังเป็นเพียงการขายเฉพาะช่วงเวลา เพื่อสร้างกระแสและเพิ่มการรับรู้แบรนด์ ไม่ใช่การขายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว
จากข้อเท็จจริงที่หลายคนรับรู้ว่า ทุเรียนเป็นสินค้าเกษตรที่ขายดีเป็นอันดับต้น ๆ ของไทยอยู่แล้ว จึงนำมาซึ่งคำถามว่า มีผลไม้และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ที่น่าห่วงและน่าจะได้รับความช่วยเหลือมากกว่าทุเรียนหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าว ลองกอง หรือแม้แต่ข้าว ที่เป็นสินค้าเกษตรหลักของไทย
หากไปดูข้อมูลตัวเลขการส่งออกในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นว่า สินค้าเกษตรที่มูลค่าการส่งออกหดตัวลง และมีแนวโน้มน่าห่วง มีดังนี้
มาดูในด้านผลผลิต จากการพยากรณ์ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่า ผลไม้ที่น่าจะมีผลผลิตออกมาก และอาจจะต้องการความช่วยเหลือมาก คือ ลองกอง ซึ่งผลการพยากรณ์ระบุว่า ปีนี้จะมีผลผลิต 50,696 ตัน เพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว 90.21% ขณะที่ทุเรียน สศก.พยากรณ์ว่าจะได้ผลผลิต 1.999 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 28.30%
ดร.ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ก่อตั้งเพจ ‘อ้ายจง’ ซึ่งมีประสบการณ์ตรงด้านการค้าในจีน แสดงความเห็นว่า การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรไทย โดยมุ่งไปที่การ ‘เร่งขาย’ ทั้งการไลฟ์สด ใช้อินฟลูเอนเซอร์ หรือทำแคมเปญกระตุ้นการซื้อ ไม่ใช่เรื่องผิด และในบางจังหวะจำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะในช่วงที่สินค้าล้นตลาด หรือเศรษฐกิจชะลอ เพราะการใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยระบายสินค้าได้จริง สร้างการรับรู้ได้เร็ว และเร่งให้เกิดการตัดสินใจซื้อในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้ไม่ใช่ ‘ทางออก’ ในระยะยาว
“ถ้าจะบอกว่านี่คือ ‘ทางออก’ ของปัญหาภาคเกษตร ผมว่าอันนี้ต้องคิดใหม่ให้รอบด้านขึ้นครับ เพราะถ้ามองจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราขายไม่เก่ง หรือคนไม่รู้จักสินค้าเรา แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ ‘เชิงโครงสร้าง’ โดยเฉพาะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่โลกเผชิญความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยมหภาค ไม่ว่าจะเป็นการเมือง โรคระบาด กำแพงการค้า และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง”
โฟกัสที่เรื่อง ‘ทุเรียน’ ดร.ภากร กล่าวว่า ความต้องการซื้อ (demand) ทุเรียนในจีนซึ่งเป็นตลาดทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดในโลกไม่ได้ลดขนาดหรือหายไป แต่ผู้บริโภคในจีนเลือกและมีทางเลือกมากขึ้น ขณะเดียวกัน จีนใช้บทบาทของตัวเองในฐานะตลาดใหญ่ เป็นเครื่องมือในการกำหนดกติกา ทั้งรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และเงื่อนไขทางการค้า ทุเรียนไทยซึ่งพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลักจึงอยู่ในสถานะที่ต้องปรับตัวตาม
อีกด้านหนึ่ง ทุเรียนไทยยังติดอยู่กับโมเดลเดิม คือ การส่งออกวัตถุดิบ ทุเรียนก็ขายเป็นผลสด หรือแช่แข็ง แต่มูลค่าเพิ่มจริง ๆ อยู่ที่ปลายทาง คือการที่จีนนำทุเรียนไปแปรรูปและสร้างแบรนด์ เพื่อทำกำไรต่อ ซึ่งหมายความว่า ต่อให้ไทยขายเก่งขึ้น แต่ถ้าผู้ประกอบการไทยยังอยู่ในตำแหน่งเดิมในห่วงโซ่อุปทาน มูลค่าหลักที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้เป็นของไทย
ขณะเดียวกัน เรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะปุ๋ย ซึ่งไทยแทบควบคุมไม่ได้เพราะต้องพึ่งการนำเข้าเป็นหลัก การที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแต่ไทยไม่สามารถกำหนดราคาขายได้ ทำให้การขายผลผลิตได้ไม่ได้แปลว่าเกษตรกรผู้ผลิตจะมีรายได้ดีขึ้นเสมอไป
นอกจากนั้น ดร.ภากรมองว่า อีกปัญหาหนึ่งของภาคเกษตรไทย คือ การพึ่งพา ‘ตลาดเดียว’ และพึ่งพา ‘สินค้าน้อยตัว’ มากเกินไป โดยจะเห็นว่าเมื่อสินค้าไหนขายดี เกษตรกรก็จะหันไปผลิตตามกัน ส่งผลให้สินค้าล้นตลาด
ดังนั้น ดร.ภากรจึงเสนอว่า ไทยจำเป็นต้อง ‘เพิ่มมูลค่า’ ในภาคส่วนที่ไทยแข่งขันได้ โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย
“ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านเกษตรและอาหารอย่างชัดเจน แต่ที่ผ่านมาเรายังติดอยู่กับการส่งออกสินค้าปฐมภูมิเป็นหลัก ทั้งที่เรามีศักยภาพสูงมากในการพัฒนาไปสู่การแปรรูปขั้นสูง การสร้างแบรนด์ระดับพรีเมียม และการยกระดับมาตรฐานสากล มูลค่าเพิ่มจำนวนมหาศาลที่ควรอยู่ในประเทศ กลับไหลไปอยู่กับประเทศผู้ซื้อมาโดยตลอด และนี่ไม่ควรเป็นเรื่องที่ยอมรับได้อีกต่อไป”
ดร.ภากรเน้นย้ำว่า ท่ามกลางการพูดถึง ‘มูลค่าเพิ่ม’ มีเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ ‘ปุ๋ย’ เพราะหากราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น ต้นทุนของภาคเกษตรก็จะเพิ่มขึ้นทันที และสุดท้ายจะสะท้อนกลับไปที่รายได้ของเกษตรกรและราคาอาหารของคนทั้งประเทศ
ดร.ภากรชี้ลงรายละเอียดว่า ประเทศไทยใช้ปุ๋ยเคมีปีละประมาณ 5-6 ล้านตัน แต่แทบไม่สามารถผลิตเองได้ ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่ใช้มากที่สุด ซึ่งสัดส่วนกว่า 40% มาจากตะวันออกกลาง ในสถานการณ์ที่เส้นทางการขนส่งมีความไม่แน่นอน อย่างช่วงที่ปิดฮอร์มุซช่วงแรกเมื่อมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา มีรายงานว่าเรือบรรทุกปุ๋ยบางส่วนที่ไทยสั่งซื้อยังไม่สามารถขนส่งออกมาได้ตามกำหนด
ดร.ภากรชี้ว่า นี่คือความเสี่ยงที่ไม่ควรถูกมองข้าม แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าปริมาณปุ๋ยยังเพียงพอ และมีการลงพื้นที่ตรวจคลังสินค้าของเอกชน แต่ข้อเท็จจริง คือ สต๊อกเหล่านั้นอยู่ในมือเอกชน รัฐสามารถ ‘ตรวจ’ และ ‘ขอความร่วมมือ’ ได้ แต่ยังไม่สามารถ ‘ควบคุม’ ได้อย่างแท้จริง
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศจีน ที่สามารถปล่อยปุ๋ยจากคลังสำรองของรัฐเข้าสู่ตลาดได้ทันทีเมื่อราคาปุ๋ยเริ่มปรับตัวขึ้น จะเห็นถึงความแตกต่างด้าน ‘อำนาจในการบริหารจัดการ’ อย่างชัดเจน ทั้งนี้ จีนทำได้ เพราะรัฐถือครองสต๊อก แต่รัฐบาลไทยทำได้เพียงขอความร่วมมือไม่ให้ขึ้นราคา คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ปุ๋ยพอหรือไม่” แต่คือ “รัฐมีเครื่องมือเพียงพอในการจัดการความเสี่ยงหรือไม่”
ดร.ภากรเสนอว่า ในระยะยาว ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างกลไกสำรองปุ๋ยเชิงยุทธศาสตร์ ที่รัฐสามารถบริหารจัดการได้จริง โดยไม่ใช่การให้รัฐเข้าไปลงทุนทำคลังปุ๋ยขนาดใหญ่และถือสต๊อกเองทั้งหมด แต่ควรเป็นระบบที่กำหนดให้ผู้ประกอบการมีสต๊อกขั้นต่ำในระบบ โดยรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลปริมาณปุ๋ยแบบเรียลไทม์ และมีเครื่องมือในการดึงปุ๋ยออกสู่ตลาดในภาวะวิกฤติได้ทันที ควบคู่ไปกับการลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตด้านการเกษตรในประเทศ
“ดังนั้น ถ้าจะมองให้ตรงจุดจริง ๆ การไลฟ์สดหรือใช้อินฟลูเอนเซอร์ มันเป็นแค่เครื่องมือระบายของในระยะสั้น ไม่ใช่คำตอบในระยะยาว หากต้องการแก้ปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปจัดการ ‘ต้นเหตุ’ ของระบบ ตัวอย่างเช่น หากเราพบว่า เกษตรกรยังขาดทักษะด้านการตลาดและการขาย แนวทางที่ควรทำ คือการเพิ่มศักยภาพให้สามารถเข้าถึงตลาดได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว ซึ่งโครงการการค้าในรูปแบบใหม่ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่อย่าลืมพิจารณาสิ่งที่ควรคิดมากกว่านั้นในเชิงโครงสร้างดังที่กล่าวมา คือ เราจะลดการพึ่งพาได้อย่างไร เราจะเพิ่มมูลค่าในประเทศได้อย่างไร และเราจะจัดการต้นทุนที่เราคุมไม่ได้อย่างไร เพราะถ้ายังไม่แก้ ไม่ว่าเราจะขายเก่งขึ้นแค่ไหน สุดท้ายเราก็ยังต้องกลับมาแก้ปัญหาเดิมซ้ำ ๆ อยู่ดี” ดร.ภากร กัทชลี จาก ม.เชียงใหม่ สรุป