
‘หนี้’ เป็นเรื่องใกล้ตัวของแทบทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานเอกชน ข้าราชการ เพราะในวันที่ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่รายได้โตไม่ทันรายจ่าย การใช้เครดิตหรือการกู้เงินจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการประคองชีวิต ยิ่งในปัจจุบัน การเข้าถึงสินเชื่อทำได้ง่ายกว่าเดิมมาก ทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และบริการซื้อสินค้าออนไลน์แบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หรือสำหรับคนค้าขาย คนทำธุรกิจ ก็อาจจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อลงทุนขยายกิจการ
แต่ถึงแม้การเป็นหนี้จะเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่หลายคนไม่ทันระวัง คือ วันที่หนี้พอกพูนจนเกินกำลังรับมือ จากหนี้ที่เคยช่วยให้ชีวิตคล่องตัว อาจกลายเป็นภาระที่กดทับจนชีวิตไปต่อไม่ได้ และเมื่อเดินมาถึงจุดที่เรียกว่า ‘หนี้ท่วมหัว’ จนเริ่มจ่ายไม่ไหว บัญชีเริ่มเสีย เครดิตเริ่มพัง หรือเริ่มต้องหมุนหนี้เพื่อเอาตัวรอด คำถามสำคัญ คือ จะตั้งหลักและแก้ปัญหาอย่างไร
น้อย–สุดารัตน์ คล่องขยัน เจ้าของเพจ ‘แก้หนี้มาหาพี่น้อย’ ซึ่งใช้เวลาหลายปีช่วยลูกหนี้เจรจาปรับโครงสร้างหนี้ และให้คำแนะนำกับคนที่กำลังจนมุมทางการเงิน ให้คำตอบและคำแนะนำที่คนเป็นหนี้อยากรู้ผ่านรายการ Business Survivor ของ SPOTLIGHT ซึ่งเป็นคำแนะนำที่เปิดอีกมุมมองที่ต่างออกไปจากหลักการทางการเงินที่เราเคยได้ยินกันทั่วไป
พี่น้อยเล่าว่า ถ้าย้อนดูต้นทางจริง ๆ ของลูกหนี้จำนวนมาก ทั้งข้าราชการและที่ไม่ใช่ข้าราชการ จะพบว่าหนี้ก้อนแรกมักมาจาก ‘ความกตัญญู’ เพราะคนส่วนใหญ่เริ่มต้นชีวิตทำงานพร้อมกับความคิดว่า เมื่อมีเงินเดือนแล้วต้องตอบแทนพ่อแม่ ต้องใช้คืนสิ่งที่ครอบครัวเคยเสียสละให้ หลายคนจึงเลือกกู้เงินก้อนแรกเพื่อเอาไปปิดหนี้ให้พ่อแม่ หรือช่วยพยุงครอบครัว
สำหรับข้าราชการ วงเงินกู้จากสหกรณ์มักเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะเมื่อเริ่มทำงาน ก็สามารถกู้เงินได้ทันทีหลักแสนถึงประมาณ 500,000 บาท โดยใช้เพื่อนร่วมงานค้ำประกัน
ปัญหาคือ เมื่อได้เงินก้อนใหญ่เข้ามา หลายคนเห็นว่ามีเงินเหลือหลังจากให้เงินพ่อแม่แล้วก็ใช้จ่ายเงินที่เหลือโดยไม่ได้คิดถึงปัญหาที่จะตามมา เมื่อเป็นหนี้ เงินเดือนก็ถูกหักชำระหนี้จนไม่พอใช้ แล้วจะเกิดการกู้ยืมเพิ่ม
พี่น้อยอธิบายว่า ลูกหนี้จำนวนมากเดินเข้าสู่วงจรแบบเดียวกันแทบทั้งหมด เริ่มจากหนี้ในระบบก่อน เช่น สินเชื่อสหกรณ์ บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล เมื่อเริ่มจ่ายไม่ไหว ก็ใช้บัตรอีกใบหมุนโปะอีกใบ ใช้สินเชื่อก้อนใหม่ปิดก้อนเก่า และพยายามรักษาสถานะบัญชีให้ยังดูปกติ เพราะยังอยากมีวงเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน
แต่เมื่อธนาคารเริ่มไม่ปล่อยเพิ่ม วงเงินเริ่มเต็มทุกทาง ลูกหนี้จำนวนมากจะขยับไปหา non-bank หรือสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ซึ่งดอกเบี้ยสูงกว่า อนุมัติง่ายกว่า และเข้าถึงได้เร็วกว่า สุดท้าย เมื่อในระบบตันทั้งหมด ก็จะไปสู่การกู้หนี้นอกระบบ
พี่น้อยบอกว่า วงจรนี้เกิดขึ้นทั้งในกลุ่มคนทั่วไปและข้าราชการ ต่างกันเพียงรูปแบบรายละเอียด แต่โครงสร้างหลักแทบเหมือนกันทั้งหมด
สิ่งสำคัญ คือ หลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังเข้าสู่ ‘จุดอันตราย’ เพราะตราบใดที่ยังหมุนเงินได้ ยังมีคนให้กู้ ยังมีขั้นต่ำให้จ่าย คนส่วนใหญ่มักคิดว่ายังเอาอยู่
เมื่อพูดถึงการจัดลำดับการชำระหนี้ คนจำนวนมากมักได้ยินคำแนะนำว่า “ให้ปิดหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน” ซึ่งแม้จะเป็นหลักการทางการเงินที่ถูกต้อง แต่พี่น้อยมองว่า ในชีวิตจริง โดยเฉพาะกับคนที่กำลังจนมุม การแก้หนี้ต้องดู ‘สภาพจิตใจ’ เป็นสำคัญ
พี่น้อยบอกว่า หนี้ที่ควรชำระก่อน อาจไม่ใช่หนี้ดอกเบี้ยสูงสุด แต่เป็นหนี้ที่สร้างแรงกดดันต่อชีวิตมากที่สุด เช่น หนี้ที่กำลังจะถูกฟ้อง หนี้ที่เสี่ยงอายัดเงินเดือนเร็วที่สุด หรือหนี้ที่กระทบต่อความอยู่รอดของครอบครัว
“พี่อาจจะแตกต่างจากโค้ชการเงินท่านอื่น เพราะว่าพี่สัมผัสกับรากหญ้าจริง ๆ และตัวเองก็เคยเป็นหนี้จริง ๆ คำตอบที่ทุกคนต้องได้ยินจากโค้ชก็คือ ต้องจ่ายหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงก่อน อันนี้ตำราทฤษฎี แต่ในชีวิตจริงพี่เลือกหนี้ที่ทำให้เราเดือดร้อนและร้อนเนื้อร้อนใจมากที่สุดก่อน”
ระดับความยากในการแก้หนี้นั้นไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ในมุมมองของพี่น้อย หนี้ที่แก้ง่าย คือ หนี้ที่มีหลักประกัน เพราะสามารถจัดการได้ด้วยหลักประกัน เช่น ขายหรือตีโอนทรัพย์ชำระหนี้ ส่วนหนี้ที่แก้ยากที่สุด คือ หนี้ไม่มีหลักประกันของคนที่มีรายได้น้อยหรือรายได้ต่ำกว่ารายจ่ายอย่างมาก จนแทบไม่เหลือความสามารถในการประคองชีวิตแล้ว
พี่น้อยยกตัวอย่าง กรณีของหญิงคนหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาขอคำปรึกษา มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท มีลูกเล็กสองคน และมีแม่ที่ป่วยเป็นโรคไต แต่เมื่อให้ลิสต์ภาระทั้งหมดออกมาพบว่า หลังหักค่าใช้จ่ายและภาระหนี้ในแต่ละเดือนแล้ว เธอเหลือเงินใช้จริงเพียง 7,500 บาท
สิ่งที่ทำให้พี่น้อยมองว่านี่เป็นเคสที่แก้ยากมาก คือ สภาพชีวิตโดยรวม ซึ่งเมื่อถามว่าขณะนั้นมีเงินสดเหลืออยู่เท่าไร คำตอบคือ 600 บาท ขณะที่ยังต้องดูแลลูกวัย 3 ขวบและ 1 ขวบ กับแม่ที่ป่วยโรคไตซึ่งต้องฟอกไตทุกสัปดาห์
ลูกหนี้จำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ต่อให้ลำบากแค่ไหนก็ต้องรักษาสถานะบัญชีให้ดี ไม่ให้เสียเครดิต แต่พี่น้อยมองว่า ความคิดนี้อาจถูกสำหรับคนที่พอมีเงินเหลือจากการยังชีพอยู่บ้าง
แต่สำหรับคนที่ไม่มีเงินกิน ไม่มีเงินเลี้ยงลูก หรือไม่มีเงินเดินทางไปทำงาน การเอาเงินทั้งหมดไปจ่ายหนี้ อาจไม่ใช่ทางออกที่ดี การรักษาเครดิตจนชีวิตพัง อาจทำให้เสียทั้งรายได้ สุขภาพ และครอบครัวพร้อมกัน
พี่น้อยจึงย้ำว่า เวลาคนเป็นหนี้จนตัน สิ่งสำคัญอันดับแรก คือ การรักษาความสามารถในการมีชีวิตต่อให้ได้ก่อน หนี้บางก้อนอาจต้องชะลอ บางก้อนอาจต้องเจรจา บางช่วงอาจต้องยอมรับว่าตัวเองจ่ายไม่ไหว เพื่อเก็บเงินที่เหลือไว้ประคองชีวิต
“คำว่าแก้หนี้ ต้องมีเงิน แต่ถ้าไม่มีแม้แต่เงินจะกินข้าว จะไปแก้หนี้ทำไม ไม่ต้องแก้” พี่น้อยชี้ให้คิด
หลายคนอาจไม่รู้ว่าภาครัฐมีมาตรการช่วยแก้หนี้ ซึ่งพี่น้อยบอกว่า มาตรการในปัจจุบันดีต่อลูกหนี้รายย่อยมากกว่าในอดีตมาก
พี่น้อยเล่าว่า เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน มาตรการที่โดดเด่นที่สุดของภาครัฐ คือการจัดตั้ง AMC หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพื่อรวมหนี้เสียจากระบบธนาคารมาบริหารจัดการในที่เดียว ซึ่งช่วยให้ธุรกิจบางส่วนสามารถไปต่อได้ ขณะเดียวกัน หลายกรณีก็ใช้วิธีเร่งบังคับหลักประกันหรือยึดทรัพย์ เพื่อเปิดทางให้มีเจ้าของใหม่เข้ามาซื้อและเดินธุรกิจต่อ
อย่างไรก็ตาม พี่น้อยมองว่า มาตรการในยุคนั้นยังไม่ได้ลงลึกมาถึง ‘ลูกหนี้รายย่อย’ มากนัก และถ้าเทียบกับปัจจุบัน พี่น้อยมองว่า ความเปลี่ยนแปลงสำคัญของมาตรการรัฐในปัจจุบัน คือ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติให้น้ำหนักกับการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยมากขึ้น และหลายมาตรการก็ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาของคนตัวเล็กโดยตรง
พี่น้อยยกตัวอย่างโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 โดยเปิดทางให้ลูกหนี้ที่มีสถานะเป็น NPL เกิน 90 วัน และมียอดหนี้ในเครดิตบูโรต่ำกว่า 100,000 บาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ถูกดึงเข้าสู่กระบวนการของ ‘คลินิกแก้หนี้ by SAM’
พี่น้อยอธิบายว่า จุดสำคัญของมาตรการนี้ คือ การเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถปรับโครงสร้างหนี้และกลับเข้าสู่ระบบเครดิตได้เร็วขึ้น เช่น ในบางกรณี หากมียอดหนี้ 100,000 บาท เจ้าหนี้อาจยอมให้ปิดจบที่ 50,000 บาท จากนั้นล้างเครดิตบูโรให้กลับมาเป็นปกติ ซึ่งหมายความว่า ลูกหนี้สามารถกลับไปกู้ในระบบได้อีกครั้ง
ในมุมมองของพี่น้อย มาตรการลักษณะนี้มีความสำคัญมาก เพราะปัญหาใหญ่ของลูกหนี้รายย่อยในปัจจุบัน คือ เมื่อกู้ในระบบไม่ได้ คนจำนวนมากจึงไปพึ่งหนี้นอกระบบแทน
“ถ้าล้างบูโรแล้วกลับมากู้ในระบบได้เลย อันนี้ช่วยรายย่อยได้เยอะ” พี่น้อยกล่าว พร้อมบอกว่า นี่เป็นมาตรการที่เธอรอคอยมานาน เพราะจะช่วยดึงลูกหนี้จำนวนหนึ่งออกจากวงจรหนี้นอกระบบ และพากลับเข้าสู่ระบบการเงินปกติได้อีกครั้ง ซึ่งต่างจากมาตรการในอดีตอย่างชัดเจน
คำถามสำคัญของคนเป็นหนี้และจ่ายไม่ค่อยไหวแล้ว คือ เมื่อไรที่ควรเข้าสู่กระบวนการแก้หนี้ อย่างการปรับโครงสร้างหนี้ การรวมหนี้ หรือการเข้าคลินิกแก้หนี้
พี่น้อยตอบคำถามนี้ว่า ไม่มีสูตรตายตัว เพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตไม่เหมือนกัน
บางคนพร้อมเข้าสู่คลินิกแก้หนี้ทันที เพราะรู้ว่าตัวเองไม่อยากกู้เพิ่มอีกแล้ว และยอมรับได้ที่จะถูกจำกัดการกู้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า แต่บางคนอาจยังไม่พร้อม เพราะมีแผนจะกู้เงินเพิ่มหรือมีแผนเปลี่ยนสัญญาการกู้เงิน อย่างเช่นคนที่ผ่อนบ้านกำลังจะครบกำหนดขอปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรือมีแผนจะรีไฟแนนซ์ หรือยังมีเป้าหมายทางการเงินบางอย่างที่ต้องรักษาเครดิตไว้
ดังนั้น ‘จุดตัด’ จึงเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่มีใครตอบแทนใครได้
อย่างไรก็ตาม พี่น้อยบอกว่า สิ่งสำคัญคือ ต้องหยุดหลอกตัวเองว่าการหมุนไปเรื่อย ๆ จะทำให้ปัญหาหายไป เพราะสุดท้ายวงจรนี้มักจบลงด้วยการชนกำแพงพร้อมกันทุกด้าน
“จริง ๆ แล้วการแก้หนี้คือการดูอนาคต ไม่ใช่ดูอดีต” พี่น้อยบอกหลักการ และอธิบายว่า คนเป็นหนี้ต้องมองคาดการณ์ว่า ในอนาคตช่วง 3 เดือน 6 เดือน และหนึ่งปี ชีวิตจะเป็นอย่างไร จะบริหารเงินอย่างไร แล้วจะรู้ว่าวางแผนการชำระหนี้อย่างไร
หลายคนอาจคิดว่า ถ้าจ่ายหนี้ไม่ไหว ถูกทวงหนี้ อาจจำเป็นต้องหาทนาย แต่พี่น้อยแนะว่า “อย่าใช้” เพราะจะไม่ส่งผลดี
พี่น้อยอธิบายในมุมของเจ้าหนี้ว่า ถ้าลูกหนี้บอกว่าไม่มีเงินจ่ายหนี้ แต่กลับมีเงินจ้างทนาย เจ้าหนี้จำนวนมากจะรู้สึกว่ากำลังถูกสู้คดี มากกว่ากำลังร่วมกันหาทางออก เจ้าหนี้จะไม่อยากประนีประนอม
ในทางกลับกัน ถ้าลูกหนี้คุยตรงไปตรงมา บอกความจริงและแสดงให้เห็นว่าอยากแก้ปัญหา เจ้าหนี้หลายรายพร้อมผ่อนปรน ทั้งการลดค่างวด ขยายระยะเวลา หรือปรับโครงสร้างหนี้
“แนะนำให้ลูกหนี้คุยเองโดยไม่มีทนาย ถ้าคุยเองจะได้เงื่อนไขที่ดี” พี่น้อยแนะ
พี่น้อยฝากถึงคนที่กำลังติดอยู่ในวงจรหนี้ว่า จริง ๆ แล้วแต่ละคนต่างมีช่องทางเอาตัวรอดของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีเทคนิคแพรวพราวหรือต้องมาปรึกษาพี่น้อย สิ่งสำคัญที่สุด คือ การถามตัวเองว่า ชีวิตต่อจากนี้ต้องการอะไร และอยากไปในทิศทางไหน
พี่น้อยย้ำเตือนว่า หลายครั้งคนที่เป็นหนี้มักพะวงอยู่กับการหาเงินไปจ่ายหนี้ จนลืมคิดถึงเรื่องสำคัญที่สุด นั่นคือ การเอาชีวิตให้รอด การทำอย่างไรให้ยังมีเงินกิน มีรายได้พอเลี้ยงครอบครัว และสามารถกลับมายืนด้วยขาของตัวเองได้
“ลืมเรื่องบ้าน เรื่องรถไปก่อน” พี่น้อยกล่าว พร้อมอธิบายว่า ในวันที่ชีวิตเริ่มไปต่อไม่ไหว สิ่งสำคัญคือการรักษาความสามารถในการดำรงชีวิตไว้ก่อน
ในมุมมองของพี่น้อย การแก้หนี้ไม่ได้หมายถึงการรีบชำระหนี้ทั้งหมดให้หมดโดยเร็ว แต่คือการทำอย่างไรให้สามารถกลับมายืนได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาการก่อหนี้ใหม่อีกต่อไป ซึ่งพี่น้อยแนะว่า อาจจะจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเล็กน้อย เพื่อให้มีเงินดำรงชีพและใช้เงินนั้นต่อยอดให้เกิดรายได้เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวต่อให้อยู่รอดต่อไปได้ แล้วยืนอยู่บนขาตัวเองให้ได้โดยที่ไม่ต้องใช้เงินกู้เพื่อมีชีวิตอยู่