
บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กำลังปรับโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่ ไม่เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่เน้นยึดทรัพย์ แต่จะเป็น ‘โรงพยาบาลแก้หนี้’ ที่มุ่งช่วยลูกหนี้กลับมาตั้งหลักทางการเงินและกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง ผ่านการให้คำปรึกษา วิเคราะห์ปัญหา และออกแบบแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย
ส่วนฝั่งการขายทรัพย์ BAM จะเร่งระบายสินทรัพย์ผ่านยุทธศาสตร์ ‘กองทัพมด’ ที่เน้นเพิ่มสัดส่วนการขายทรัพย์ขนาดเล็ก จากเดิมที่พึ่งพาทรัพย์ขนาดใหญ่เพียงไม่กี่รายการ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ BAM ขายทรัพย์ได้เร็วขึ้นแล้วยังจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้น ยังเตรียมเปิดตัวโมเดลการขายทรัพย์พร้อมผู้เช่าสำหรับกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการซื้อเพื่อปล่อยเช่า
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า BAM กำลังปรับบทบาทครั้งใหญ่จากธุรกิจ AMC แบบเดิมที่คนมองว่าเป็น ‘นักยึดทรัพย์’ ไปสู่การเป็น ‘โรงพยาบาลแก้หนี้’ ที่มุ่งช่วยให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักทางการเงินและลดโอกาสที่ลูกหนี้จะหลุดออกนอกระบบเศรษฐกิจ
โครงการสำคัญของภารกิจนี้ คือ ‘เริ่มต้นใหม่กับ BAM’ ที่เปิดทางให้ลูกหนี้รายย่อยสามารถกลับมาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ได้อีกครั้ง โดยเปิดรับบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้กับ BAM มาก่อน และมียอดหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท ทั้งหนี้ที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน รวมถึงลูกหนี้ที่ยังไม่มีการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และหลักประกันยังไม่ถูกเจ้าหนี้บังคับคดี
ทั้งนี้ BAM กำหนดแนวทางช่วยเหลือไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่
ในด้านการขายทรัพย์ BAM เดินหน้าปรับโมเดลการขายทรัพย์ครั้งใหญ่ จากเดิมที่พึ่งพาการขายทรัพย์ขนาดใหญ่ไม่กี่รายการ มาเป็นยุทธศาสตร์ ‘กองทัพมด’ ที่เน้นขายทรัพย์ขนาดเล็กให้ได้จำนวนมากขึ้น เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและกระจายโอกาสให้คนรายได้น้อยสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น
ปัจจุบัน BAM ตั้งเป้าให้รายได้จากการขายทรัพย์ขนาดเล็กเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 50% ของรายได้ทั้งหมด พร้อมเดินหน้าโครงการ ‘ทรัพย์มหาชน พลัส’ และความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อช่วยให้กลุ่มเปราะบางและบุคลากรภาครัฐรายได้น้อยสามารถซื้อบ้านได้ในภาระผ่อนที่ต่ำกว่าค่าเช่า
นอกจากนี้ BAM ยังต่อยอดการขายทรัพย์ด้วยโมเดล ‘ขายพร้อมผู้เช่า’ โดย BAM จะหาผู้เช่าให้และช่วยบริหารจัดการผู้เช่าในช่วง 1 ปีแรก เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับนักลงทุนและช่วยเพิ่มโอกาสการระบายทรัพย์ได้เร็วขึ้น
ตัวเลขหลาย ๆ ตัวในผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น สะท้อนทิศทางใหม่ของ BAM ว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้อง
ดร.รักษ์กล่าวว่า ถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจยังคงมีความผันผวนแต่ BAM ยังสามารถรักษาผลประกอบการให้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ จากการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผลเรียกเก็บ 3,026 ล้านบาท กำไรสุทธิ 217 ล้านบาท และปันผล 0.50 บาท/หุ้น
ในจำนวนนี้ แบ่งเป็นผลเรียกเก็บจาก NPLs จำนวน 2,039 ล้านบาท ซึ่งมียอดปรับโครงสร้างหนี้ 582 บัญชี เพิ่มขึ้น 88% จากปีก่อนหน้า (YOY) โดยสัดส่วนการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 69% จากในอดีตที่อยู่ราว 50% สะท้อนแนวทางของ BAM ที่ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างหนี้มากกว่าการยึดทรัพย์ และเป็นผลเรียกเก็บจาก NPAs จำนวน 987 ล้านบาท จากการขาย 853 รายการ เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมาจากการเน้นขายทรัพย์ขนาดเล็กมากขึ้น
ตัวเลขสำคัญที่ ดร.รักษ์บอกว่าเป็นตัวเลขที่ออกมาดี คือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ที่ลดลงเหลือ 1.96 เท่า จากเดิมที่เคยสูงถึง 2.7 เท่า ถือเป็นการบรรลุเป้าหมายที่ BAM เคยประกาศกับนักลงทุนว่าจะรักษาระดับ D/E ไม่ให้เกิน 2 เท่า และยังเป็นระดับต่ำที่สุดในกลุ่ม AMC
“ในวันแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง (16 เมษายน 2568) การก่อหนี้สูง 90,000 ล้าน แต่ในไตรมาส 1 ปี 2569 หนี้เหลือ 70,000 กว่าล้าน และพยายามจะลดลงเรื่อย ๆ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM กล่าว
อีกตัวเลขที่สะท้อนแนวทางใหม่ในการดำเนินธุรกิจของ BAM คือ ต้นทุนทางการเงิน (COF) ซึ่ง ดร.รักษ์เปิดเผยว่า เดิม COF ของ BAM เคยอยู่ที่ 3.56% สามารถลดลงมาได้เหลือ 3.26% ในไตรมาส 1 ของปีนี้ และตั้งเป้าจะลดลงให้ต่ำกว่า 3% ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
“วิธีการทำธุรกิจแบบใหม่ คือ ก่อหนี้ให้น้อยลงและใช้สภาพคล่องของเราเอง เราออกไปรักษาคนไข้ เราบอกเขาว่าอย่าก่อหนี้ ให้ใช้สภาพคล่องส่วนตัว เพราะฉะนั้น ก่อนที่เราจะบอกคนอื่นว่าควรทำอย่างไร-ไม่ควรทำอย่างไร ตัวเราเองก็ควรเป็นตัวอย่างให้คนไข้ด้วย”
สำหรับเป้าหมายทั้งปี 2569 BAM ยังคงเป้าหมายผลเรียกเก็บทั้งปีไว้ที่ 17,900 ล้านบาท และเป้าหมายกำไรสุทธิ 2,000 ล้านบาท และตั้งเป้าให้ยอดสินทรัพย์ทั้งหมดในพอร์ตแตะ 600,000 ล้านบาท พร้อมคงนโยบายจ่ายปันผล 90% ของกำไร
กลยุทธ์ที่ BAM จะใช้ในการสร้างผลเรียกเก็บ ได้แก่
1. TDR Factory : การแยกสายพานการบริหารหนี้ตามประเภทหนี้ (retail, SME และ coperate)
2. FA Center : จับมือกลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (non-bank) ทำ BAM Guarantee ช่วยลูกหนี้ชั้นดีที่ผ่อนตรงกับ BAM ให้รีไฟแนนซ์กับ non-bank ที่เป็นพันธมิตรของ BAM ได้
3. Assets for All Plus Campaign : เพิ่มโอกาสการขายทรัพย์โดยทำโครงการกับหน่วยงานภาครัฐ (เช่น กทม.) ช่วยให้บุคลากรภาครัฐรายได้น้อยสามารถซื้อทรัพย์ราคาถูกได้ โดยที่ค่าผ่อนต่ำกว่าค่าเช่า
4. BAM Premium : นำเสนอทรัพย์ขนาดใหญ่ราคาสูงให้ลูกค้ากลุ่มผู้มั่งคั่ง (wealth และ ultra wealth)
5. Properties for sale with tenant in place : ขายห้องพร้อมผู้เช่า โดย BAM จะหาผู้เช่าและรับบริหารการเช่าในช่วง 1 ปีแรก เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อเพื่อการลงทุนที่ต้องการซื้อทรัพย์เพื่อสร้าง passive income
6. MOU x Partnerships : ขยายความเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานภาครัฐที่จะดำเนินโครงการให้บุคลากรภาครัฐที่อยากมีบ้านสามารถซื้อบ้านได้
นอกจากนั้น ดร.รักษ์เปิดเผยว่า ปัจจุบัน BAM อยู่ระหว่างขยายเครือข่ายพันธมิตรกับสถาบันการเงินเพิ่มเติมอีก 4 ราย ส่วนแผนลงทุน ปี 2569 BAM เตรียมเดินหน้าซื้อหนี้เข้ามาบริหารเพิ่มเติมราว 5,000-8,000 ล้านบาท โดยประเมินว่า มูลค่าทรัพย์สินมีโอกาสขยายตัวได้มากถึงประมาณ 4 เท่าของมูลหนี้
ดร.รักษ์กล่าวอีกว่า BAM มี 5 โปรเจ็กต์หลักที่จะเริ่มทำในปีนี้ เพื่อเป็นรากฐานสำหรับอนาคตของ BAM ได้แก่
1. TDR Format : เปิดตัวโครงการ ‘เริ่มต้นใหม่กับ BAM’ ซึ่งเป็นมาตรการปรับโครงสร้างหนี้รูปแบบใหม่ที่ผ่อนปรนมากขึ้น ทั้งการตัดดอกเบี้ยค้างชำระ การลดภาระผ่อน และการเปิดทางให้ลูกหนี้รายย่อยกลับมาเริ่มต้นชีวิตทางการเงินใหม่อีกครั้ง
2. NPA Format : ปรับแนวทางตั้งราคาขายทรัพย์ NPA ใหม่ จากเดิมที่อ้างอิงราคาตลาดเป็นหลัก มาใช้โมเดล cost plus หรือการคิดจากต้นทุนบวกกำไรในระดับเหมาะสม ทำให้ราคาเริ่มต้นของทรัพย์ต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 15% เพื่อสะท้อนความเป็นสินทรัพย์มือสอง และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงทรัพย์ได้ง่ายขึ้น ยกเว้นทรัพย์ระดับพรีเมียมที่มีศักยภาพสูง ซึ่งจะตั้งราคาให้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง
3. Portfolio Optimization : การบริหารพอร์ตทรัพย์เชิงรุก ผ่านการจัดทำ heat map จำแนกทรัพย์ตามอายุการถือครอง ได้แก่ สีเขียวสำหรับทรัพย์ที่ถือครองไม่เกิน 5 ปี สีเหลืองสำหรับ 5-7 ปี และสีแดงสำหรับทรัพย์ที่ถือครองเกิน 7 ปี เพื่อเร่งระบายทรัพย์ที่ถือครองยาว ลดต้นทุนการถือครอง และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์
4. Process Improvement : ปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในองค์กร โดยกำหนดกรอบเวลามาตรฐานในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทั้งฝั่งหนี้และทรัพย์สิน
5. E-Marketplace : พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับซื้อขายทรัพย์ ทั้งทรัพย์ของ BAM ของบริษัทร่วมทุน รวมถึงเปิดรับฝากขายทรัพย์จากพันธมิตรและบุคคลทั่วไป