
ธุรกิจส่งออกทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริษัทที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก
ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ น่าสนใจว่า บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีรายได้เกือบทั้งหมดมาจากการส่งออกรับมืออย่างไร
ITC เพิ่งประกาศเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2569 ที่ระดับ 9-12% พร้อมเผยกลยุทธ์รักษาความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะขับเคลื่อนผ่าน 4 เครื่องยนต์สำคัญที่จะใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ โดยมองว่า การรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความท้าทายของการส่งออก ต้องทำทั้งการบริหารต้นทุน และต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ทั้งด้านนวัตกรรม ซัปพลายเชน ความเข้าใจผู้บริโภค และความยั่งยืน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
รอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า ตลอดจนต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ล้วนสร้างความท้าทายให้กับธุรกิจส่งออก เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ไอ-เทลจึงมุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับรากฐานทางธุรกิจ โดยมุ่งเน้นในสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ ราคาที่แข่งขันได้ มาตรฐานการบริการที่น่าเชื่อถือ และคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่สม่ำเสมอ
“การจะบรรลุเป้าหมายการเติบโตในระดับสองหลักในปี 2569 นี้ เราจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ยกระดับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้วยระบบออโตเมชัน ขยายตลาดด้วยกลยุทธ์ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะในแต่ละภูมิภาค และชูความยั่งยืนให้เป็นจุดแข็งสำคัญขององค์กร ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคว้าโอกาสจากการขยายตัวของเทรนด์ pet parent และกระแส pet humanization ที่ผู้คนหันมาดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว ตลอดจนความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อสุขภาพและโภชนาการระดับพรีเมียมที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง”
เครื่องยนต์แรกที่ไอ-เทลจะใช้ คือ “การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มตลาดพรีเมียมที่ยังมีศักยภาพการเติบโตสูง”
ไอ-เทลมองว่า แม้การใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยรวมจะอยู่ภายใต้แรงกดดัน แต่ความต้องการผลิตภัณฑ์โภชนาการสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม รวมถึงผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
ไอ-เทลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ให้อยู่ที่ระดับ 15% ของรายได้รวมภายในปี 2569 โดยขับเคลื่อนผ่านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้าระดับโลก (co-creation) ควบคู่กับความแข็งแกร่งของระบบนิเวศด้านนวัตกรรมของกลุ่มบริษัท
ในไตรมาส 1 ปี 2569 ไอ-เทล เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ 213 SKU ขณะที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มขนมสัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนคิดเป็น 21% ของยอดขายรวม ซึ่งเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนแนวโน้มความต้องการผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่มีความแตกต่าง มีมูลค่าเพิ่มสูง และมีรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยสัดส่วนรายได้ของสินค้าพรีเมียมยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ราว 52-53%
ภายใต้ระบบนิเวศนวัตกรรม ไอ-เทล ได้ร่วมมือกับลูกค้าซึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลกในการพัฒนาโภชนาการสัตว์เลี้ยง โดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ขนมแมวเลียที่มอบคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมเปิดประสบการณ์ในการให้อาหารที่เหนือกว่าขนมในรูปแบบซองทั่วไป
“การเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้วยระบบอัตโนมัติและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน” คือเครื่องยนต์ที่สอง ซึ่งไอ-เทลระบุว่า ระบบอัตโนมัติและการดำเนินงานที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ เป็นหัวใจสำคัญในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้บริษัทสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
เพื่อสนับสนุนแนวทางนี้ ไอ-เทลได้เดินหน้าลงทุนในระบบออโตเมชันและเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความสามารถในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ ผ่านโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการและจุดประสงค์การใช้งาน (fit-for-purpose) โดยปัจจุบัน ไอ-เทลนำระบบออโตเมชันเข้ามาช่วยสนับสนุนกระบวนการผลิตประมาณ 25%
ไอ-เทลบอกว่า ระบบออโตเมชันมีบทบาทสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการทำกำไร และช่วยรักษาเสถียรภาพของผลการดำเนินงานท่ามกลางสภาวะตลาดผันผวน โดยสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของไอ-เทลในไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 24.3%
นอกจากนั้น ไอ-เทลยังใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านการจัดซื้อของกลุ่มไทยยูเนี่ยน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบ (supply security) โดยการจัดหาวัตถุดิบจากคู่ค้าที่หลากหลายของกลุ่มไทยยูเนี่ยนช่วยให้ไอ-เทลสามารถเข้าถึงวัตถุดิบหลักได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยกระจายความเสี่ยงและยกระดับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก
ไอ-เทลมองว่า การขับเคลื่อนความสำเร็จในแต่ละภูมิภาค จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับปัจจัยและบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ รวมถึงรูปแบบการตอบสนองต่อความผันผวนของตลาดที่แตกต่างกัน
เนื่องด้วยรายได้เกือบทั้งหมดมาจากการส่งออก ไอ-เทลจึงมุ่งให้บริการลูกค้าทั่วโลกผ่านการดำเนินงานที่ผสานความเชี่ยวชาญในเชิงพาณิชย์ เข้ากับขีดความสามารถของห่วงโซ่อุปทานในการตอบสนองต่อความต้องการที่เฉพาะในแต่ละพื้นที่ เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการ ความน่าเชื่อถือ และความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้าออกสู่ตลาด
สำหรับตลาดอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 60% ของรายได้รวม ไอ-เทลยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอสินค้าในกลุ่ม Private Label ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และการรุกเข้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ Chunk & Pate ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ขนาดใหญ่ของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง
ทั้งนี้ ไอ-เทล ได้วางรากฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในตลาดอเมริกาผ่านการก่อตั้ง US Pet Nutrition (USPN) ซึ่งดำเนินธุรกิจมานานกว่า 15 ปี โดยผสานระบบจัดการนำเข้าสินค้า คลังสินค้า และเครือข่ายการกระจายสินค้าในระดับท้องถิ่น เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคในภูมิภาคได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับตลาดยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 15% ของรายได้รวม ไอ-เทลกำลังนำโมเดลความสำเร็จในสหรัฐฯ ไปปรับใช้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันด้านต้นทุนสูงขึ้น นอกจากการต่อยอดจุดแข็งในเชิงพาณิชย์และการมีทีมงานขายในภูมิภาคแล้ว ไอ-เทลกำลังเดินหน้าเสริมศักยภาพในด้านห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์ด้านราคาที่มีประสิทธิภาพ และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเด่นด้านความยั่งยืน
ส่วนภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ซึ่งมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 25% ของรายได้รวม ไอ-เทลเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งผ่านการวางกลยุทธ์ด้านราคาที่มีประสิทธิภาพ การรักษามาตรฐานการบริการในระดับสูง และการวางกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในแต่ละตลาด
เครื่องยนต์ที่ 4 คือ การต่อยอดความยั่งยืนสู่คุณค่าทางธุรกิจ ซึ่งไอ-เทลบอกว่า ความยั่งยืนเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการประเมินและคัดเลือกพันธมิตรทางธุรกิจของลูกค้าที่เป็นแบรนด์ระดับโลก
“สำหรับ ไอ-เทล ความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งเป็นกลไกหลักในการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และส่งมอบคุณค่าที่แตกต่าง แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านราคา”
ไอ-เทลระบุว่า บริษัทเน้นการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตามแนวทาง ‘From Source to Bowl’ โดยอาศัยกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® และศักยภาพด้านการจัดหาวัตถุดิบของกลุ่มไทยยูเนี่ยน เพื่อช่วยให้ไอ-เทลสามารถบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้อย่างครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พร้อมส่งมอบมาตรฐานความโปร่งใสที่เหนือกว่าอุตสาหกรรม
ภายใต้แนวทางดังกล่าว ปลาทูน่าอย่างน้อย 99% ที่จัดหาภายในห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มไทยยูเนี่ยน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงเรือประมงหรือกลุ่มเรือประมง และไอ-เทลยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมาย 100% ขณะเดียวกัน 99% ของปลาทูน่าที่กลุ่มไทยยูเนี่ยนจัดหานั้น มาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของ Marine Stewardship Council (MSC) อยู่ระหว่างการประเมิน หรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการประมง
นอกจากนี้ ITC ยังนำแนวคิด ‘head to tail’ มาปรับใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด ผ่านการนำผลพลอยได้จากปลาทูน่ามาพัฒนาเป็นส่วนประกอบอาหารมูลค่าสูงเพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน ซึ่งช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายการลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ (zero food loss) ในทั้งสองโรงงานได้ตั้งแต่ปี 2568 พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 42% ภายในปี 2573 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593