
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีครีเอเตอร์รวมกว่า 9 ล้านคน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบอาชีพแบบเต็มเวลาราว 2 ล้านคน ขณะที่มูลค่าของตลาด Creator Economy ในปี 2568 อยู่ที่ราว 45,000 ล้านบาท และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ย 25–30% ต่อปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า อุตสาหกรรมครีเอเตอร์เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีขนาดจริง มีแรงงานจริง และมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
ในด้านแพลตฟอร์ม Facebook, TikTok, YouTube, Instagram และ X ยังคงเป็นพื้นที่หลักของการสร้างและกระจายคอนเทนต์ ขณะที่แพลตฟอร์มใหม่อย่าง Lemon8 เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ครีเอเตอร์จำนวนมากในวันนี้ทำงานข้ามแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างชุมชนของตัวเอง ขยายโอกาสทางรายได้ และต่อยอดอิทธิพลของคอนเทนต์ในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น
ขณะเดียวกัน รูปแบบของคอนเทนต์ก็เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ที่เห็นแนวโน้มของการทำคอนเทนต์เพื่อการซื้อขายสินค้ามากขึ้น ทั้งในรูปแบบการติดตะกร้าสินค้าและการไลฟ์ขายของ ขณะที่ครีเอเตอร์อีกกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะครีเอเตอร์รุ่นใหญ่ เน้นงานคุณภาพสูง และให้ความสำคัญกับการสร้าง Community ของตนเองในระยะยาว สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมกำลังขยับจากการเป็นพื้นที่ผลิตคอนเทนต์ ไปสู่การเป็นโครงสร้างอาชีพ และระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้อุตสาหกรรมจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ครีเอเตอร์ยังไม่ได้รับการยอมรับในฐานะอาชีพอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ผู้ประกอบอาชีพจำนวนมากต้องเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่การไม่มีหลักประกันทางการเงิน เช่น การขอสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ หรือบัตรเครดิต การเข้าไม่ถึงสวัสดิการประกันสังคมในระดับเดียวกับอาชีพอื่น ไปจนถึงการขาดกฎหมายที่คุ้มครองรูปแบบการทำงานในอุตสาหกรรมนี้อย่างชัดเจน
ส่วนมิติของการทำงาน ครีเอเตอร์จำนวนมากยังเผชิญปัญหาการถูกหลอกให้ทำงาน การถูกเบี้ยวค่าจ้าง การใช้สัญญาที่ไม่เป็นธรรม การถูกใช้ผลงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตลอดจนการถูกชักจูงให้ผลิตคอนเทนต์ที่สุ่มเสี่ยงต่อข้อกฎหมาย ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้กระทบเฉพาะตัวครีเอเตอร์ แต่ยังขยายผลไปถึงแบรนด์ เอเจนซี และ Ecosystem ทั้งระบบ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงและลดความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกัน
ขณะเดียวกัน เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ที่เติบโตขึ้นทุกปีในประเทศไทย ส่วนใหญ่ยังคงไหลเข้าสู่แพลตฟอร์มต่างชาติ ขณะที่ในหลายประเทศที่วงการครีเอเตอร์แข็งแรง สามารถดึงเม็ดเงินกลับเข้ามาสู่อุตสาหกรรมในประเทศได้อย่างเป็นระบบ จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ TCCA ตั้งเป้าจะผลักดัน
ครีเอเตอร์ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางสื่อสาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจที่ต้องสร้างผลลัพธ์ทั้งในแง่ Engagement, Conversion และความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค
บทบาทของสมาคม TCCA ในด้านการกำกับดูแลวิชาชีพ จึงมุ่งสร้าง ‘มาตรฐานกลาง’ ที่ทุกภาคส่วนสามารถอ้างอิงร่วมกันได้ ทั้งในด้านจริยธรรม ความโปร่งใส และแนวปฏิบัติในการทำงาน โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวปลอม คอนเทนต์จาก AI และกลโกงทางไซเบอร์ ส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นในสังคมในวงกว้าง
ครีเอเตอร์ในวันนี้ได้ก้าวข้ามบทบาทการเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ ไปสู่การเป็น ‘สื่อ’ ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้และการตัดสินใจของผู้บริโภคในวงกว้าง
สมาคม TCCA จึงตั้งเป้ายกระดับครีเอเตอร์สู่ Public Media ที่อยู่ในนิเวศสื่อเดียวกัน และมีมาตรฐานบางส่วนร่วมกัน ทั้งในด้านคุณภาพเนื้อหา ความโปร่งใส และจริยธรรม เพื่อสร้างสังคมข่าวสารที่มีคุณภาพ ให้กับประชาชนไทย และทำให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์เป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
จากปัญหาที่ครีเอเตอร์ไทยต้องเผชิญ ส่งผลให้คอนเทนต์ ครีเอเตอร์แถวหน้าของไทยได้พยายามผลักดันอุตสาหกรรม ผ่าน“สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (Thailand Content Creator Association: TCCA)” นำโดยคุณขจร เจียรนัยพานิชย์ Managing Director, The Zero Publishing และ iCreator Community ในฐานะนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย
โดยคุณขจร ได้ให้ข้อมูลว่า "บทบาทของสมาคมไม่ใช่การควบคุมครีเอเตอร์ แต่คือการสร้างความชัดเจนให้กับอุตสาหกรรม ทั้งในด้านมาตรฐาน จริยธรรม และแนวปฏิบัติ เพื่อให้ครีเอเตอร์สามารถเติบโตในฐานะวิชาชีพ ขณะที่แบรนด์และเอเจนซีสามารถทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ได้อย่างมั่นใจและวัดผลได้มากขึ้น"
ในเชิงการดำเนินงาน สมาคมวางบทบาทในการขับเคลื่อนในหลายมิติ ตั้งแต่การจัดทำแนวปฏิบัติทางวิชาชีพ การกำหนดนิยามของบทบาทต่างๆ ในอุตสาหกรรม เช่น Content Creator, Influencer, นักขายออนไลน์ และหรือ KOL ให้มีความชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วน ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการผลิตคอนเทนต์ การใช้เทคโนโลยี และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
ขณะเดียวกัน สมาคมมุ่งสนับสนุนสิทธิและโอกาสทางเศรษฐกิจของครีเอเตอร์ ทั้งการส่งเสริมความรู้ด้านการผลิตคอนเทนต์ การเงิน ภาษี และกฎหมายที่ใช้บ่อย การผลักดันการเข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสร้างระบบสนับสนุนที่ชัดเจนมากขึ้น
ในระดับอุตสาหกรรม สมาคมตั้งเป้าเป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือ และผลักดันให้ Creator Economy เป็นส่วนหนึ่งของนิเวศสื่อ และของโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนการส่งออกคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ และสร้างโอกาสในการเติบโตในระดับสากล