
ในโลกธุรกิจปัจจุบันที่งบประมาณการตลาดถูกบีบคั้นและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รายงานฉบับล่าสุดจาก TikTok ชื่อ “The Art and Science of Authenticity” ได้ออกมาเขย่าวงการด้วยการพยากรณ์ว่า Creator Commercial Contribution หรือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากอิทธิพลของครีเอเตอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) จะพุ่งสูงถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 38 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่มันคือการยืนยันว่า Commerce ได้หลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรมและชุมชนจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์
เรากำลังก้าวข้ามยุคแห่งความสมบูรณ์แบบที่ปรุงแต่ง (Post-perfection era) ไปสู่ยุคที่ ‘ความจริง’ มีค่ามากกว่าโฆษณาที่สวยหรู ซึ่ง Chew Wee Ng หัวหน้าฝ่ายการตลาดธุรกิจประจำภูมิภาค APAC ของ TikTok ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจไว้ว่า
“ในยุคที่ความสมบูรณ์แบบไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป อิทธิพลไม่ได้ผูกขาดอยู่แค่ครีเอเตอร์ระดับท็อปเท่านั้น แต่เป็นของใครก็ตามที่ให้ความรู้สึกว่า ‘เป็นตัวจริง’ ... คอนเทนต์แบบ ‘Flawsome’ ที่มีร่องรอยของความไม่สมบูรณ์แบบ อารมณ์ที่ดิบและจริง คือสิ่งที่เชื่อมต่อกับผู้คนได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นคือเนื้อแท้ของความจริง”
สถิติระบุว่า ผู้บริโภคถึง 3 ใน 4 เลือกที่จะกดข้ามคอนเทนต์ที่ดูเนี้ยบหรือ ‘ปลอม’ มากเกินไป ในขณะที่คอนเทนต์ที่ดูจริงใจสามารถจูงใจให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้สูงถึง 9 ใน 10 คน ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าคอนเทนต์ที่เน้นแค่ตามเทรนด์ถึง 3 เท่า
จุดอ่อนที่แบรนด์ส่วนใหญ่มักทำลูกค้าหลุดมือคือช่วงกลางของกรวยการตลาด (Middle Funnel) ซึ่งเป็นจุดที่ผู้บริโภคกำลังลังเลและเปรียบเทียบ Simone Morandi จาก Accenture Song ระบุว่า “นี่คือสมรภูมิที่แท้จริง” โดยครีเอเตอร์จะทำหน้าที่เป็น ‘ผู้แปลวัฒนธรรม’ ที่ช่วยเปลี่ยนความตั้งใจให้กลายเป็นการซื้อจริง
เมื่อคอนเทนต์ให้ความรู้สึกจริงใจ ผู้บริโภคกว่า 76% มีแนวโน้มจะค้นหาต่อ คลิกดูข้อมูล หรือเพิ่มสินค้าลงตะกร้าทันที ซึ่งเครื่องมืออย่าง TikTok Market Scope (TTMS) ได้เข้ามาเปลี่ยน ‘ศิลปะแห่งการเล่าเรื่อง’ ให้กลายเป็น ‘วิทยาศาสตร์’ ที่วัดผลได้ผ่านดิจิทัลซิกเนลกว่า 12 รูปแบบ ทำให้แบรนด์เห็นภาพรวมของเส้นทาง Commerce ได้อย่างแม่นยำ
ความท้าทายของแบรนด์ในภูมิภาคนี้คือการเข้าใจว่า ‘ความจริงใจ’ ในแต่ละประเทศมีรสชาติที่ไม่เหมือนกัน
กรณีตัวอย่างครีเอเตอร์ที่แจ้งเกิดจากความเป็นธรรมชาติแล้วต่อยอดไปสู่การทำเงินล้านที่ชัดเจนที่สุด คือ คุณเติร์ก (@turk_tk) ครีเอเตอร์ชาวไทยที่เริ่มต้นจากการกดปุ่มเรคคอร์ดโดยบังเอิญ และพัฒนาคอนเทนต์สอนภาษาอังกฤษ จนกลายเป็นธุรกิจจิวเวลรี่ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดบน TikTok Shop หรือ Jayni (@Jaynitravel) จากเวียดนามที่เปลี่ยนการตกงานในช่วงโควิดมาเป็นครีเอเตอร์สายวัฒนธรรม จนสร้างรายได้เติบโตขึ้นถึง 87 เท่าในช่วงปี 2024-2025 และ Caitanya (@caitofalltraits) จากสิงคโปร์ที่พิสูจน์ว่าการเคารพในสติปัญญาของผู้ฟังและนำเสนอคุณค่าที่แท้จริง คือหัวใจของการสร้างความเชื่อใจ
ในการผลิตคอนเทนต์ปริมาณมาก แบรนด์เริ่มใช้กลยุทธ์ ‘Compound Creativity’ หรือการผสมผสานระหว่าง UGC (คอนเทนต์จากผู้ใช้จริง), PGC (งานโปรดักชั่นมืออาชีพ) และ AIGC (AI-Generated Content) โดยเฉพาะเทคโนโลยี TikTok Symphony ที่ช่วยให้แบรนด์อย่าง Vaseline Indonesia สามารถเปลี่ยนภาพนิ่ง 2,000 ภาพให้เป็นวิดีโอแอนิเมชัน 300 ชุดได้ในเวลาเพียง 3 วัน
Nathan Powell ผู้ร่วมก่อตั้ง Fabulate ให้คำเตือนที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ AI ว่า “เราใช้ AI เพื่อให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ไม่ใช่เพื่อมาแทนที่ครีเอเตอร์ เพราะเราไม่ต้องการฆ่า ‘ห่านทองคำ’ แห่งความจริงใจของครีเอเตอร์”
เนื้อหาจากรายงานนี้ของ TikTok นำไปสู่บทสรุปสำหรับผู้บริหารและนักลงทุนว่า ชัยชนะในยุคถัดไปของ Commerce ไม่ได้วัดกันที่ใครมีงบประมาณโฆษณาสูงที่สุด แต่วัดกันที่ใครสามารถ ‘ขยายผลความจริงใจ’ (Scale Authenticity) ได้อย่างเป็นระบบ แบรนด์ที่สามารถผสาน ‘ศิลปะ’ ของครีเอเตอร์เข้ากับ ‘วิทยาศาสตร์’ ของดาต้าได้ จะเป็นผู้ที่ครองส่วนแบ่งในระบบนิเวศ 1.2 ล้านล้านเหรียญนี้อย่างยั่งยืน
.
อ้างอิง: รายงาน White paper “The Art and Science of Authenticity” และ Fact sheet จาก TikTok (กุมภาพันธ์ 2026)