
ผู้เขียนกำลังจะสมัครงานไปเป็นสแกมเมอร์
ใช่แล้ว ผู้เขียนเลือกสมัครงานหนึ่งไป โดยที่รู้ดีว่าจุดหมายคือ ห้องพักแออัดที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ และเวลาทำงานวันละ 12-16 ชั่วโมง แต่ต่างจาก “เหยื่อ” หลายคนคือ ผู้เขียนรู้ตัวว่า กำลังสมัครงงานอะไร
โซเชียลมีเดียกลายมาเป็นอีกช่องทางการรับสมัครงาน เพราะเข้าถึงผู้คนได้ง่าย และได้เป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีอัลกอริทึมช่วยให้โพสต์หางานเดินทางถึงเป้าหมายได้ตรงจุด บริษัทต่าง ๆ ไม่ใช่กลุ่มเดียวที่เห็นถึงข้อดีข้อนี้ กลุ่มสแกมเมอร์ก็เช่นกัน
เพื่อเขียนบทความนี้-–ซึ่งจะพูดถึงบทบาทของโซเชียลมีเดียกับการค้ามนุษย์ ไปทำงานเป็นสแกมเมอร์—ผู้เขียนได้พูดคุยกับเหยื่อที่ถูกหลอกไปเป็นสแกมเมอร์ และเปิดบัญชีม้ารวม 3 คน ขอสงวนการเปิดเผยชื่อและอัตลักษณ์ส่วนใหญ่ของเยื่อเหล่านี้ (คนแรก นามสมมติ เอ อายุ 30 ปลาย ถูกลวงไปเป็นล่ามในศูนย์สแกมเมอร์, คนที่ 2 นามสมมติ บี อายุ 20 ถูกหลอกไปเปิดบัญชีม้า, และคนที่สาม นามสมมติ ซี อายุ 17 ถูกหลอกไปเป็นสแกมเมอร์–โรแมนซ์สแกม )
งานในครั้งนี้ผู้เขียนได้รับการสนับสนุนด้านข้อมูลเป็นอย่างมากจาก Immanuel Foundation หรือมูลนิธิอิมมานูเอล องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกลวงไปเป็นสแกมเมอร์มาตั้งแต่ปี 2561 มีคุณจารุวัฒน์ จิณห์มรรคา รองประธานกรรมการมูลนิธิอิมมานูเอลเป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก
เมื่อได้รายชื่อบัญชีสแกมเมอร์หลายสิบมาจากการรวบรวมของมูลนิธิอิมมานูเอล ผู้เขียนเลือกบัญชี (โมเดลลล😪 @model_5893) เป็นเป้าหมาย แม้บัญชีเปิดเผยหน้าชัดเจน ลงคลิปตามเทรนด์ TikTok ทั่วไป แต่ไม่ทราบได้ว่า นั่นคือใบหน้าที่แท้จริงของผู้จัดหา หรือเป็นเพียงใบหน้าของผู้ใช้งานทั่วไป ที่ถูกนำอัตลักษณ์มาปลอมแปลง
บัญชีดังกล่าวตั้งสเตตัสเอาไว้ว่า “ติดต่อสอบถามงานได้ 24 hr” พร้อมแปะ ID Line หรือเบอร์โทร เอาไว้บนโปรไฟล์ ที่คล้ายกันคือบัญชีเหล่านี้จะรับสมัครงาน บ้างเป็นข้อความง่าย ๆ บนพื้นหลังสดใส บ้างเป็นอินโฟกราฟฟิกที่ทำบนแพตเทิร์นสำเร็จรูป หรือบ้างใช้ภาพเงินเป็นปึก ๆ คาดว่าเอาไว้สร้างความน่าเชื่อถือ เหมือนพูดกับเราว่า “ได้เงินจริงนะ ลองสิ”
และอีกข้อที่เหมือนกันคือ รายละเอียดการรับสมัครงานที่น้อยแสนน้อย ตัวอย่างหนึ่งที่มูลนิธิได้รับการแจ้งมาว่าเป็นโพสต์หลอกลวงคนไปเป็นสแกมเมอร์ เขาแปะป้ายประกาศหา “เพื่อนร่วมทีม” คุณสมบัติที่ต้องการคือ
เรียกได้ว่าแทบจะไม่เรียกร้องอะไรเลย เปิดโอกาส เปิดกว้างจนน่าสงสัย และที่สำคัญคือ หากจะคุยรายละเอียดงานต่อ ต้องคุยผ่านไลน์เท่านั้น
เมื่อเพิ่มเพื่อนตาม ID LINE บนหน้าโปรไฟล์ของ “โมเดล” แล้ว แต่ขั้นตอนไม่สิ้นสุดแค่นี้ โมเดลให้เราแอดไลน์หาอีกคนต่อ คนนั้นใช้ชื่อว่า “ดรีม” ผู้ที่ส่งรายละเอียดเบื้องต้นเกี่ยวกับงานให้ งานตำแหน่ง “แอดมินฝาก-ถอน” ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 23,000 บาท ผ่านโปรปรับให้อีก พร้อมบอกหน้าที่การทำงานคือ ตอบแชทลูกค้า, ดูแลระบบหลังบ้าน, และจัดการปัญหาเฉพาะหน้า
ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ไม่ขอหลักฐานการศึกษา ไม่ขอหลักฐานเงินเดือน ไม่มีการทำแบบทดสอบ ไม่มีการสัมภาษณ์งาน ราวกับเพียงแค่ทัก ก็ได้เป็นพนักงานแล้ว แต่ดรีมไม่ยอมบอกข้อมูลมากไปกว่านี้ หากอยากรู้ก็ต้อง “โทรคุย”
“สะดวกคุยรายละเอียดงานเพิ่มเติมไหมคะ” ดรีมส่งข้อความหาผู้เขียน
ระหว่างการโทรเธอแจ้งว่า งานที่ทำคือการตอบแชทลูกค้าในเว็บพนันชื่อ “Promax” ผ่าน LINE OA คีย์หวยให้ลูกค้า และดูระบบหลังบ้าน
แม้ผู้เขียนจะบอกว่า ตนอยู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดรีมก็บอกว่าไม่เป็นปัญหา สามารถทำงานที่บ้านได้ แต่ต้องเดินทางมาอบรมก่อนในครั้งแรกเท่านั้น
“ถ้าเวิร์กฟอร์มโฮมหนูก็ต้องเข้ามาที่ออฟฟิศก่อนอยู่ดี 2-3 วัน” ดรีมกล่าว และบอกว่า ออฟฟิศนั้นอยู่ที่ โป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี แต่ไม่ต้องกังวลไป เธอมีที่พักให้พร้อมสรรพ และด้านล่างคือ ภาพที่พักที่ดรีมส่งมาให้ [เทียบกับภาพที่พักที่เหยื่อของพวกเธอแอบถ่ายมา และส่งให้คุณจารุวัฒน์ภายหลัง]
ไม่ใช่แค่ที่พัก ดรีมกล่าวว่า “บริษัท” จะออกค่าเดินทางให้ จ่ายเงินให้วันละ 500-700 บาทระหว่างอบรม และมีค่าข้าวให้วันละ 250 บาท และพอผ่านงานแล้วก็ไม่ต้องเข้ามาที่ออฟฟิศอีกแล้ว ดรีมยืนยันว่า เมื่อผ่านฝึกงาน ผู้เขียนจะได้เงินเดือน 23,000 บาท และเมื่อผ่านช่วงทดลองงาน เงินก็จะเพิ่มเป็น 25,000 ทั้งยังมีเบี้ยขยันให้มากถึงเดือนละ 1,000-4,000 บาท (อาจจะมากกว่าสำนักข่าวส่วนใหญ่ในไทยเสียอีก)
“กระบวนการคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ มันคือกระบวนการค้ามนุษย์ คือผู้ค้ามนุษย์นะครับ เขาจะใช้วิธีการล่อลวงผู้คนผ่านทางโซเชียลมีเดีย อย่าง TikTok, Facebook, Instagram, Telegram หรือ LINE ราว 99% คือใช้ช่องทางออนไลน์ และ 95% จากวิธีการโพสต์หางาน” คุณจารุวัฒน์กล่าว พดถึงตัวเลขที่คาดคะเนไว้คร่าว ๆ เนื่องจากรายงานที่มูลนิธิเอมมานูเอลกำลังจัดทำยังไม่ได้เผยแพร่ออกมา
หลังโทรครั้งแรกจบ ดรีมขอข้อมูลทั่วไปอย่าง ชื่อ-นามสกุล, ชื่อเล่น, อายุ, จังหวัด, โรคประจำตัว, ตำแหน่งที่สมัคร และข้อมูลส่วนอื่นที่ดูเฉพาะเจาะจง อย่าง เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ใช้, ธนาคารที่มี, และวันที่พร้อมเดินทาง
นี่เองคือกระบวนการขั้นต้น ที่ทำให้คนกำลังหางานหลายคน กลายไปเป็นแรงงานทาสในศูนย์สแกม ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างความเชื่อใจผ่าน “LINE Open Chat”
นอกจากนั้น ดรีมเพิ่มผู้เขียนเข้าไปใน Open Chat ชื่อว่า “แจ้งธุระต่าง ๆ แอดมินฝาก-ถอน” โดยต้องตั้งรูปหน้าจริง ใส่ชื่อ และมีแอดมินที่คุยกับเราในตอนแรกแรก
ตลอดเวลาราว 1 อาทิตย์ที่ผู้เขียนอยู่ใกลุ่มนี้ กลุ่มมีสมาชิกราว 120-150 คนมีการเพิ่มสมาชิกเข้าทุกวัน มีการต้อนรับน้องใหม่จากเหล่า “พนักงานประจำ” อย่างกระตือรือร้น
นอกจากบทสนทนาต้อนรับขับสู้ ก็มีการถามไถ่ว่า “พรุ่งนี้ใครเดินทางมาออฟฟิศบ้าง”, “กำลังจะไปร้านน้ำ ใครเอาอะไรไหม”, “ฝากดูกราฟิกงานนี้หน่อย [ภาพโฆษณาคล้ายเว็บพนันออนไลน์]” ส่วนคนที่เป็นผู้สมัครจะมีการส่งภาพ ใบเบิกเงิน วางคู่บัตรประชาชนที่เซ็นเซอร์ข้อมูล และแบงก์พัน 8 ใบ พร้อมข้อความทำนองว่า “มาถึงแล้วครับ” และ “ได้รับเงินเบิกจำนวน 8,000 ครับ” วันละหลายครั้ง
บรรยากาศในกลุ่มอาจทำให้หลงเชื่อได้ง่ายว่า นี่คือกลุ่มงานจริง ทั้งโน้ตที่ให้อิสระในการเลือก “หากใครเข้ากลุ่มมาดูงานแล้วภายใน 5 วันไม่มั่นใจ ออกจากกลุ่มได้เลยนะคะ” ทั้งยังมีคนได้รับเงินจริง มีหน้าคนออกมาต้อนรับและแสดงความยินดีจริง น่าเชื่อถือไม่เบา
หากไม่แน่ใจ แอดมินที่เป็นคนดูแลคุณ (ในกรณีของผู้เขียนคือดรีม) ก็มีวิธีการอีกหลายอย่างในการตีสนิทและกล่อมให้อยากมาทำงาน
ในทางความปลอดภัยไซเบอร์ ผศ.ดร.อรรถพล ป้อมสถิตย์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อธิบายกับเราว่า การล่อลวงในลักษณะนี้เรียกว่า Social Engineering ซึ่งเป็นวิธีการล่อลวงทางไซเบอร์ที่มีมานานหลายสิบปีแล้ว และพัฒนาวิธีการอยู่เรื่อย ๆ
“การหลอกลวงกันแบบนี้มันมีมานานแล้ว มันวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ แต่ผมเชื่อว่ากลุ่มคนที่โดนหลอกก็เป็นกลุ่มเดิม [...] ผมเชื่อว่ากลุ่มคนที่โดน น่าจะเป็นคนอายุไม่เยอะ หรือคนแก่ เดือดร้อนเงิน มีปัญหาครอบครัว ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ เพราะหลักการของ social engineering คือการหาจุดอ่อนคนแล้วเอามาใช้ชักจูง” อาจารย์อรรถพลกล่าว
ผ่านไป 1-2 วันผู้เขียนได้รับสายจาก “หัวหน้าของดรีม” ที่โทรมาอธิบายการทำงานขั้นต่อไป แต่กลับแทบไม่ได้อธิบายเนื้องานเลย เธอเพียงอธิบายวิธีการรับเงินเดือนตั้งแต่คุยกันยังไม่ถึง 1 นาที
“น้องเขาแจ้งรายละเอียดการรับเงินเดือนรึยังนะคะ” หัวหน้าดรีมกล่าว “ตอนนี้มีบัญชีธนาคารอะไรบ้างคะ [...] ใช้มานานรึยัง [...] มีสมุดบัญชีไหม [...] ใช้อยู่บัญชีเดียวเหรอคะ”
หลังผู้เขียนแจ้งไปว่า ตนมีบัญชีไทยพาณิชย์และกสิกรอยู่ คุณหัวหน้าก็บอกในทันทีว่า ธนาคารที่พวกเธอใช้กันคือ ออมสิน กรุงเทพ และกรุงศรี ดังนั้นผู้เขียนจำเป็นต้องไปสมัครบัญชีธนาคารเหล่านี้เพิ่ม
“ในแต่ละเดือนเราต้องโน้ตเอาไว้ว่าเดือนนี้ จ่ายเงินเดือนและค่าคอมฯ ผ่านบัญชีอะไร [...] ในแต่ละเดือนเขาจะจ่าย (ธนาคาร) ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เพราะเราทำเกี่ยวกับเว็บ” เธออธิบาย
กลุ่มอาชญากรเหล่านี้ต้องการใช้บัญชีของหยื่อรับ-โอนเงินที่หลอกลวงมาจากกระบวนการสแกมเมอร์ เพื่อให้การตามร่องรอยเส้นทางเงินนั้นยากลำบากขึ้น ตั้งแต่นโยบายสแกนหน้าเมื่อต้องโอนเงินเกิน 50,000 ถูกนำเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาการซื้อ-ขโมยบัญชีไปเป็นบัญชีม้า การค้ามนุษย์ หลอกลวงคนไปกักขังเพื่อสร้างบัญชีม้าก็มแทนที่ และเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก
หัวหน้าถามว่า ผู้เขียนสะดวกเปิดบัญชีธนาคารเพิ่มเติมไหม และสมัคร True Money Wallet เอาไว้ พร้อมบอกด้วยว่า จะดีมาก ๆ ถ้าสมัครเลยวันจันทร์ที่จะถึง (คุยกันวันเสาร์) เพื่อที่ผู้เขียนจะพร้อมเดินทางไปจันทบุรีเพื่อ “อบรม” เลย
ผู้เขียนไม่ได้ไปต่อถึงกระบวนการอบรม เพราะเมื่อไม่ส่งบัญชีธนาคารใหม่ให้หลายวัน รู้ตัวอีกทีก็ถูกดีดออกจาก Open Chat แอดมินฝาก-ถอนซะแล้ว
แต่สำหรับคนที่ได้ไปต่อ หลังส่งข้อมูลและหลักฐานการเปิดบัญชีธนาคารแล้ว ด่านถัดไปคือการไปสถานที่ทำงาน (หรืออบรม แล้วแต่อาชญากรตัวจริงเหล่านั้นจะสรรหามาอ้าง)
“พอสมัครไปแล้วเขาก็จะมีวิธีการล่อลวง อย่างเช่น ถ้าสมัครงานในชลบุรี เขาอาจขอให้เดินทางมาพบกัน เดี๋ยวเอารถไปรับที่บ้านก่อน [...] พอเอารถไปรับแล้วก็จะมีการหลอกล่อต่อ บอกว่าต้องไปฝึกงานก่อนนะ ไปที่จันทบุรี หรือสระแก้วก่อน แล้วค่อยกลับไป เขามีวิธีการในการชักจูง เหยื่อส่วนใหญ่ที่หางาน เขาก็ไม่มีเงินเดินทางไปต่างจังหวัด เขาก็จะจ่ายให้หมดเลย ซื้อตั๋วให้ มีรถรับส่ง ทำให้คนคล้อยตามได้ง่าย” คุณจารุวัฒน์กล่าว
“หนูหางานทางเฟซบุ๊กค่ะ เป็นงานร้านอาหาร เขาบอกว่าอยู่ในตัวเมืองแถวบ้าน ตรงชลบุรี ที่บ้านบึง เราก็เห็นว่าร้านอาหารอยู่ใกล้บ้านเรา เลยตัดสินใจไปบอกคุณแม่ว่า ได้งานแล้ว แต่อยู่ในเมือง แม่ก็ตกลง” ซีวัย 17 ปีเล่า
ซีตกลงขึ้นรถไป หลังคนขับบอกว่า “นอนได้เลย อีกไกลกว่าจะถึงตัวเมือง” เธอก็ทำตามนั้น ก่อนพบว่าเมื่อลืมตาตื่นอีกครั้งก็เห็นป้าย “จังหวัดสระแก้ว” ซะแล้ว แต่การเดินทางข้ามแดนไทย-กัมพูชาของซีนั้น ง่ายกว่าของบีและอีกหลายคน
บีเล่าว่า พวกเขานัดเธอมาเจอที่กรุงเทพฯ เธอนั่งรถมาจากอุบลราชธานีเพียงลำพัง มาที่จุดนัดพบสถานีขนส่งหมอชิต หวังจะไปทำงานตอบแชทลูกค้าที่จังหวัดสระแก้ว นั่งรถตู้จากสถานีฯ ไปที่สระแก้ว ได้เข้าพัก 1 คืนที่โรงแรมแห่งหนึ่งติดชายแดน วันต่อมาเมื่อเดินทางต่อ มีรถกระบะมารับเธอและเพื่อนร่วมทางที่เพิ่งพบอีก 2 คนต่อ ก่อนจะพบว่า พวกเธอถูกพาข้ามแดน ถูกควบคุมตัวโดยชายที่ให้ดูอาวุธมีดสั้นอย่างเปิดเผย เดินข้ามป่าไผ่นาน 3 ชั่วโมง ถึงจุดนั้น การหนีหรือต่อต้านก็แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้หญิงร่างเล็กคนหนึ่ง
เมื่อถึงชายแดนฝั่งกัมพูชา เธอยังต้องเปลี่ยนรถ เปลี่ยนพาหนะ มีคนนั้นมารับไปจุดนี้ ต่อด้วยคันนี้มารับไปจุดนั้น หลายขั้นกว่าจะถึงที่หมาย
เอได้นั่งรถข้ามไปเช่นเดียวกัน แต่เขานั่งรถหลายต่อ ข้ามไปยังเมียนมาเมื่อราว 4 ปีก่อน (ส่วนบีกับซีถูกหลอกไปเมื่อปี 2568) ในรถกับเพื่อนร่วมทางอีก 2 คน และชายอีก 2 คนที่อวดอาวุธปืนอย่างโจ่งแจ้งตลอดการเดินทางตั้งแต่ชายแดนไทย-เมียนมาถึงเล้าก์ก่าย การเดินทางที่กินเวลาทั้งวัน แต่ไม่มีแม้แต่อาหารหรือพักเข้าห้องน้ำ แน่นอนว่าไร้ทางหนี
กรณีของเอนั้นซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก เขาได้รับเอกสารยืนยันการสมัครเสียด้วยซ้ำ ทุกอย่างน่าเชื่อถือ เขาสมัครงานล่ามเชียวนะ งานที่ไปจริง ๆ ก็เป็นงานล่าม แต่ล่ามให้บอสคนจีนและคนที่ถูกจับมาเป็นสแกมเมอร์คนอื่น ๆ
ทำไมวิธีการจึงไม่เหมือนกัน? ความจริงแล้ววิธีการภาพรวมของเหยื่อนับพันคนนั้นคล้ายกัน เหมือนเส้นเรื่องนิยายเรื่องเดียวที่แบ่งแยกเป็นหลายเวอร์ชัน มีรายละเอียดต่างกันบ้าง เพราะจำนวนเหยื่อการค้ามนุษย์ที่ถูกหลอกไปอย่างนี้มีจำนวนมาก มีนักต้มตุ๋นหลอกพวกเขาไปต้มตุ๋นจำนวนมาก วิธีการจึงหลากหลาย
บ้างเข้าใจว่าจะไปเป็นแอดมินตอบแชท บ้างเข้าใจว่าพนักงานแพ็กของ บ้างคิดว่าเป็นพ่อครัวแม่ครัว พนักงานเสิร์ฟ ก็มีบ้างเดินข้ามแดน บ้างนั่งรถ บ้างถูกริบโทรศัพท์ตั้งแต่แรก บ้างถูกริบเมื่อถึง “ที่พัก” บ้างได้โทรศัพท์กลับมา บ้างก็ไม่ได้ บ้างโดนช็อตไฟฟ้า บ้างโดนตบตี บ้างถึงขั้นเสียชีวิต
“คุณลองนึกสภาพว่าคุณอยู่ตรงนั้น คุณข้ามแดนไป ไม่มีเงินติดตัว ไม่มีโทรศัพท์ จะหนีกลับยังไง ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิง เป็นเด็กด้วยแล้ว ขนาดผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ยังไม่รู้จะหนีกลับยังไง มันหนีไม่ได้ครับ เหยื่อเขาถูกหลอกไป ไม่ใช่เขารู้ ต้องแยกให้ออกระหว่างเหยื่อกับอาชญากร พวกเขาเป็นเหยื่อทั้งนั้นเลยครับ” คุณจารุวัฒน์กล่าว
ความเป็นอยู่ภายในศูนย์สแกมนั้นไม่ต่างกับแรงงานทาส พวกเขาต้องทำงานกันวันละ 12-16 ชั่วโมง บางกรณีแย่หน่อยก็มากถึง 18 มีข้าวให้แย่งกันตักกิน 2 มื้อ แม้จะเป็นแค่ข้าวราดน้ำแกง มีผักและเศษเนื้อ พอให้มีชีวิตรอด ที่้ไปแย่งไม่ทันก็ต้องทนหิวอีกหลายชั่วโมง
คนที่โดนหลอกไปเปิดบัญชีม้าหลายคนถูกพาไปที่ “บ้านเหลือง” อาคารที่พักอาศัยแออัดจอแจที่พวกเขาถูกจับขัง แต่เพราะความแออัดจอแจของบ้านเหลือง คนที่ถูกหลอกไปใช้เป็นบัญชีม้าหลายคนได้นอนในโรงแรมแทน ไม่ว่าจะถูกขังไว้ที่ใด เจ้าของบัญชีม้าจำใจเหล่านี้จะถูกขังไว้ข้างใน จนกว่าบัญชีที่สมัครมาใหม่หลายบัญชีนั้นจะตาย แล้วถึงถูกพากลับไปตามทางเดิมถึงเขตแดนประเทศไทย
เอกับซีนั้นต่างไป พวกเขาไม่ได้ถูกหลอกมาเป็นบัญชีม้าที่ค้างคืนราว 1-2 สัปดาห์ แต่เอเป็นล่าม และซีทำงานโรแมนซ์สแกม หลอกให้รัก ฟังดูอาจจะง่าย แต่ KPI ของสแกมเมอร์นั้นสูงลิ่วจนยากที่จะทำได้ทัน ซีที่มีหน้าที่คุยคำหวาน บอกรักเหยื่อจนตายใจ ก่อนจะชวนมาลงทุน และต้องพาเหยื่อเข้ากลุ่มให้ได้วันละ 8 คน
สแกมเมอร์ตัวจริงคัดโปรไฟล์ผู้ชายรุ่นใหญ่ดูมีสตางค์มาไว้แล้ว เธอมีหน้าที่คุยไปตามสคริปต์ที่ได้รับ, แชท, วิดีโอคอล แล้วชวนเหยื่อเหล่านั้นเข้ากลุ่มลงทุน ที่เหลือก็เหมือนการพนัน พวกสแกมเมอร์คืนทุนที่ลงครั้งแรก ๆ ให้ก่อน ก่อนชิ่งหนีเมื่อเหยื่อใจป้ำ อาจเพราะความโลภ หรืออาจเพราะความอยากโชว์คนรักก็ไม่ทราบได้ ลงทุนหนัก หลายรายจบลงด้วยการเสียเงินหลายสิบล้าน
“เขาถูกบังคับให้ทำงานครับ บังคับให้ทำงานในลักษณะนี้ ถ้าปฏิเสธก็ถูกทำร้ายร่างกายอยู่แล้ว มีการทารุณกรรมเกิดขึ้น มีการช็อตไฟฟ้า ซึ่งเราพบบ่อยมาก ทุบตี ทำร้ายด้วยวิธีการต่าง ๆ ตีด้วยไม้หน้าสาม หรือท่อ PVC ที่ถูกดัดแปลงให้เป็นอาวุธ เขาจะทำให้ไม่มีร่องรอยแผลเป็น แต่มันช้ำอยู่ข้างใน มีการดึงเล็บมือเล็บเท้าออก เราเห็นกรณีแบบนี้เกิดขึ้นเยอะมาก” จารุวัฒน์กล่าว
ตัวอย่างภาพความโหดร้ายที่คุณจารุวัฒน์เผยให้เราดู
ไม่ใช่แค่สภาพการทำงานที่ไม่ต่างจากทาส และการทรมานหลากหลายรูปแบบ ความรุนแรงทางเพศเป็นอีกสิ่งที่คุณจารุวัฒน์เล่าว่า “เหยื่อผู้หญิงหน้าตาดี” ต้องเผชิญ
“ความรุนแรงทางเพศนี่มีแน่นอน ผู้หญิงถ้าหน้าตาดี รูปร่างดี ส่วนใหญ่มักจะถูกบอสจีนกระทำชำเรา จะถูกหลอกด้วยอุบายต่าง ๆ เช่น ไม่ต้องทำงานนะ มาอยู่กับบอสไม่ต้องทำอะไรเยอะ มาเป็นผู้คุม” คุณจารุวัฒน์เล่า “ถ้าอยากอยู่สบายก็ต้องไปเป็นนางบำเรอ มาชี้สั่งงานแทน หลายคนเขาไม่ได้อยากอยู่แบบนั้น ไม่อยากทำแบบนั้น จิตเสียไปก็มี”
เอผู้ทำหน้าที่เป็นล่าม พร้อมทั้งตรวจตราดูแลคนที่ทำงานเป็นสแกมเมอร์กล่าวว่า อุปกรณ์ทุกชิ้นจะถูกลงโปรแกรมบางอย่างเอาไว้ ทำให้ทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นถูกบันทึกและจับตามองตลอดการใช้งาน เช่นเดียวกับการสนทนาทุกสายกับเหยื่อ หากใครพยายามขอความช่วยเหลือก็จะถูกลงโทษอย่างหนัก และอาจถูกจับเป็นไก่ที่ถูกเชือดให้ลิงดู
เอที่เคยถูกจับไปเมียนมามีประสบการณ์ส่วนตัวกับการขอความช่วยเหลือ เขารวบรวมรายชื่อคนที่ถูกหลอกมา พยายามส่งรายชื่อให้หน่วยงานและพรรคการเมืองในไทย อาศัยจังหวะช่วงแรกที่โทรศัพท์ล่ามยังไม่ถูกติดตั้งโปรแกรมติดตาม แต่ถูกจับได้ในที่สุด เขาถูกขังเดี่ยวอยู่นานเท่าไหร่ไม่อาจบอกได้ชัด เพราะห้องมืดสนิท แขนถูกล่ามโซ่ไว้กับกำแพง เมื่อได้ออกมาก็ถูกจับตาใกล้ชิด
เอยังบอกอีกว่า เขาในฐานะล่าม มีหน้าที่เฝ้าคนที่ถูกจับให้โทรศัพท์หาครอบครัว ยืนยันว่าปลอดภัยดี ไม่ต้องเป็นห่วง ทำให้ครอบครัวพวกเขาเล่านั้นส่วนใหญ่ไม่แจ้งความตามหา ช่วงเวลานั้นเอง เอในฐานะล่ามปล่อยให้เหยื่อเล่านั้นได้พูดตามใจชอบ
หลังเออยู่ในศูนย์สแกมขนาดใหญ่ได้หลายเดือน “รังสแกมเมอร์” ตามที่หลายสำนักพาดหัวก็ถูกกวาดล้าง เอออกมาพร้อมกับคนอีกหลายร้อย แต่เขาที่พยายามเสี่ยงชีวิตขอความช่วยเหลือ กลับถูกฟ้องร้องในข้อหา “อาชญากรข้ามชาติ” ใช้เวลานานกว่า 1 ปีในห้องขัง และแม้ขณะนี้ก็กำลังสู้คดีอยู่
ย้อนกลับไปที่อีก 2 คนสักหน่อย บีนั้นเหมือนบัญชีม้าคนอื่น ๆ คือถูกส่งกลับเมื่อบัญชีตาย ส่วนซี อาจเพราะห้องขังไม่พอ เพราะหลอกลวงคนใหม่มาเยอะเกินไป จึงต้องระบายคนออก หรือบางทีอาจเพื่อป้องกันคนอยู่นานจนรู้มาก เริ่มรวมกลุ่ม เริ่มต่อต้าน เมื่อซีอยู่ที่ศูนย์สแกมเมอร์ครบ 6 เดือน เธอถูกขายต่อให้อีกศูนย์สแกมในตำบลใกล้เคียง เพราะเธออายุไม่ถึง 20 ศูนย์สแกมแห่งที่ 2 จึงปฏิเสธ หัวหน้าที่ศูนย์แรกไม่พอใจ เรียกค่าไถ่ 7,000 บาท
ซีไม่ได้สัมผัสอิสรภาพมานานกว่า 6 เดือน ไม่ได้ครอบครองอะไรเป็นพิเศษ และแน่นอนว่าไม่ได้ครอบครองเงิน 7,000 บาท (บางที่เรียกมากถึง 10,000) เธอเสนอให้พวกเขาใช้โทรศัพท์ที่ยึดไปเป็นค่าไถ่ เธอจึงได้กลับไทย และเสียหลักฐานชิ้นสำคัญอย่างโทรศัพท์ไป
บีพยายามติดต่อไปหาคนที่รับสมัครงานกับเธออีกคร้ง เพื่อพบว่า พวกเขายังจำเสียงของเธอได้ ทั้งยังหยอกล้ออย่างไม่สะทกสะท้าน
“เขาพูดกับหนูว่า ‘เป็นไงมีหมายไปรึยังล่ะ’ เขาพูดแบบกวนเลยพี่ ไม่ได้รู้สึกผิดเลย เขาบอกด้วยนะว่า ใครที่เขาหลอกไปเขาจำได้หมด” บีกล่าว
การปล่อยคนออกมาได้ นอกจากจะเป็นการปัดความรับผิดชอบ หลังจากที่ใช้งานพวกเขาจนพอใจ ยังสะท้อนว่า กลุ่มอาชญากรเหล่านี้ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ต่อรัฐบาลเอาเสียเลย มูลนิธิคาดว่ามีการติดสินบนเจ้าหน้าที่เป็นวงกว้าง ทั้งเจ้าหน้าที่ส่วนกลางและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และยังเสริมว่า แม้มีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา มีการปิดด่าน ตัดสัมพันธ์ชั่วคราว แต่การค้ามนุษย์ระหว่างสองแดนยังดำเนินต่อไป ไม่สะทกสะท้าน
ในขณะที่ผู้เขียนได้คุยกับแต่ละท่าน เอติดคุกนานกว่าปี กำลังต่อสู้คดีตามกฎหมาย, บีกำลังหาเงินไปภูเก็ต เพื่อไปพบศาล เนื่องจากบัญชีม้าของเธอเกี่ยวพันกับการโยกย้ายเงินกว่่า 15 ล้าน, ส่วนซีอยู่บนรถ กำลังเดินทางไปศาลกับคุณจารุวัฒน์
“พวกเขาถูกกระทำซ้ำจากกฎหมาย ลองคิดดูนะครับว่าคนเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกปี ๆ จากพันเป็นหมื่น จากหมื่นเป็นแสน เขารู้สึกว่า กฎหมายไม่คุ้มครองเขา ความยุติธรรมไม่มีจริงในโลกนี้ ต้องทำอะไรก็ได้ให้อยู่รอด พอชีวิตไม่มีทางเลือก เขาก็อาจผันตัวไปเป็นอาชญากรจริง ๆ เป็นการสร้างอาชญากรโดยระบบ สร้างความเสียหายต่อไปเรื่อย ๆ” รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอลกล่าว
หากเรามองว่า คนที่ถูกหลอกไปเพราะไม่เดียงสาเอง ก็ต้องรับผลของการกระทำ ก็อาจดูเป็นเรื่องเดือดร้อนที่กระทบแค่ปัจเจกบุคคล แต่ถ้ามองไกลขึ้นมา การเมินเฉยต่อความยุติธรรมของคนจำนวนมาก ไม่ใช่การสร้างอาชญากรโดยอ้อมหรอกหรือ?
เหยื่อการค้ามนุษย์ลักษณะนี้ส่วนใหญ่เมื่อถูกส่งตัวให้พ้น ๆ จากศูนย์กลับมาไทยต้องผ่านการคัดแยกที่ด่านชายแดนเสียก่อน สิ่งที่หล่นหายไปคือ การคัดแยกพวกเขาเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ หากจริงตามที่คุณจารุวัฒน์เล่า ก็เป็นเพราะเจ้าหน้าที่หน้าด่านส่วนมากไม่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ และระบบราชการที่เฉื่อยชา ทำให้คนเกี่ยงงาน
“เขา [เจ้าหน้าที่ตำรวจ] ก็พยายามจะรีบ ๆ ทำให้เสร็จ อยากให้รีบๆ กลับบ้าน มีการคุยกับผู้เสียหายว่า ไม่ต้องคัดกรองเป็นเหยื่อหรอก เป็นเหยื่อก็มีประวัติติดตัว” คุณจารุวัฒน์กล่าว “เขาไม่อยากทำงาน เช้าชามเย็นชาม และเจ้าหน้าที่ขาดความรู้เยอะมาก คนที่รู้ก็คือเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง อย่าง เจ้าหน้าที่สอบสวนกลาง แต่ไม่ได้อยู่หน้าด่าน ”
เมื่อไม่ได้ผ่านการคัดกรอง กระบวนการต่อมาคือ การป้ายความผิด พวกเขากลับมาถึงบ้านไม่นานก็จะพบกับหมายศาล ทีนี้ก็ตกอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัย ในฐานะอาชญากร
“พวกเขา [ตำรวจ] มองว่า หน้าที่ของเขาคือการปราบปราม [...] ตำรวจส่วนใหญ่ชอบข่มขู่ผู้เสียหาย เขามองเป็นอาชญากรอย่างเดียว จนไม่รู้เลยว่ามีเหยื่อ และเรื่องนี้เป็นเรื่องค้ามนุษย์” คุณจารุวัฒน์กล่าว
“เมื่อมีการป้ายความผิดไปแล้ว ตำรวจที่รู้เรื่องก็ไม่กล้ายุ่ง ศาลก็สั่งฟ้องตามนั้น สุดท้ายผู้เสียหายเหล่านี้ติดคุกก่อน ต้องไปพิสูจน์กัน บางคนกว่าจะพิสูจน์ได้ก็ 1-2 ปี บางคนตำรวจกล่อมว่า รับสารภาพไปเถอะ กลายเป็นว่าเขามีคดีติดตัว ต้องติดคุก ต้องชดใช้” เขากล่าวต่อ
การ “โจรกรรม” อย่างที่ว่า หากทำเพราะสถานการณ์บังคับอย่างที่เล่าไป ยังถือว่าเป็น “การกระทำของพวกเขา” ที่พวกเขาต้อง “รับผิดชอบ” อยู่หรือไม่
กล่าวด้วยความสัตย์จริง ผู้เขียนไม่อาจยืนยันได้ว่าคนที่ทำงานเป็น “สแกมเมอร์” ในศูนย์สแกมนั้นโดนหลอกไปมากกว่าหรือเต็มใจไปมากกว่า นั่นเพราะผู้เขียนไม่มีเอกสารพร้อมเช็กลิสข้อสังเกต หรือมีความเชี่ยวชาญพอตัดสิน ท่านผู้อ่านส่วนใหญ่เองก็เช่นกัน ดังนั้นเราต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ
หนึ่งในนั้นคือมูลนิธิอิมมานูเอล ซึ่งเริ่มทำงานด้านนี้ซึ่งก็ยาวนานกว่า 8 ปีแล้ว คุณจารุวัฒน์ได้คัดกรองเหยื่อที่ถูกบังคับไปเป็นสแกมเมอร์แล้วกว่า 2,700-2,800 คน และคนเหล่านี้ถูกคัดกรองแล้วว่าเป็น “เหยื่อการค้ามนุษย์”
“มันจะเป็นไปได้อย่างไร คนเป็นพัน ๆ เล่าเรื่องเหมือนกันหมด” คุณจารุวัฒน์กล่าว
และตั้งแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีนโยบายกำหนดให้การโอนเงินมากกว่า 50,000 บาท ต้องสแกนใบหน้าเจ้าของบัญชีเมื่อกลางปี 2566 เพียงไม่ถึง 3 ปี Immanuel Foundation ได้คัดกรองเหยื่อการค้ามนุษย์จากบัญชีม้าแล้วราว 4,000 คน
คุณจารุวัฒน์เน้นย้ำอีกว่า นี่เป็นเพียงตัวเลขเหยื่อที่เขาคัดกรองเท่านั้น ยังมีคนอีกมากที่ไม่ได้ขอความช่วยเหลือผ่านมูลนิธิ เพราะหลายคนก็คิดเช่นเดียวกับพวกเราบางคนคือ “ที่ถูกหลอกไปก็เพราะไม่เดียงสาเอง”
“ผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าเป็นเหยื่อ เขาคิดว่าเขาผิดเอง โง่เอง หูเบาไป โดนหลอกไป แต่จริง ๆ กระบวนการพวกนี้มีคนบงการ การค้ามนุษย์ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนประเมิน” คุณจารุวัฒน์กล่าว
กระบวนการคัดกรองนั้นใช้เวลาสัมภาษณ์ประสบการณ์นาน 30-60 นาที คุณจารุวัฒน์หรือเจ้าหน้าที่มูลนิธิจะมีกระดาษคำถามอยู่ในมือ ถามแต่ละขั้นตอน เพื่อคัดแยกเหยื่อออกจากอาชญากร สอบถามตลอดกระบวนการที่เกิดขึ้น ตั้งแต่งานหน้าจอต้องทำอะไรบ้าง ไปจนถึงคำถามเกี่ยวกับดินแดนแปลกหน้าที่อยู่อีกฝั่งของป่าไผ่
เพราะทำงานกับเหยื่อมามาก มูลนิธิมีชุดข้อมูลจำนวนหนึ่งที่พอบอกได้ว่า โรงแรมไหนใกล้ชายแดนที่ขบวนการสแกมเมอร์มักพาเหยื่อไปพัก, รายชื่อผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่เหยื่อชี้เป้าว่านี่แหละล่อพวกเขาไป, หรือชื่อคนพาข้ามแดนที่พวกเขาเรียกกัน มักปรากฎเป็นชื่อเดิม ๆ
หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหยื่อค้ามนุษย์เหลานี้ มีตั้งแต่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่ทำหน้าที่คัดกรองเหยื่อที่หน้าด่าน ตำรวจไซเบอร์ที่ดูแลคดีโจรกรรมออนไลน์ สอบสวนและสั่งฟ้อง และศาลที่ทำหน้าที่พิจารณาคดี
อย่างไรก็ตาม อีกปัญหา (นอกเหนือจากความล่าช้า ๆ แบบราชการที่คุณจารุวัฒน์พูดถึง) สิ่งที่ทั้ง NGO และอาจารย์ความมั่นคงไซเบอร์เห็นคือ การขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะ
“การคัดแยกเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความเข้าใจ ที่สามารถแยกได้ว่า นี่คือเหยื่อการค้ามนุษย์” คุณจารุวัฒน์เน้นย้ำ กล่าวเสริมว่า ตอนนี้มีผู้เชี่ยวชาญ-เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องการค้ามนุษย์ไม่เยอะ ห่างไกลคำว่าเพียงพอ หนึ่งในนั้นคือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)
“ผมเชื่อว่าทุกสน. มีตำรวจที่ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ปัญหาคือมันเยอะ มันก็อาจจะไม่พอ [...] ผมเชื่อว่าตำรวจไซเบอร์เขาเก่งจริง เขารู้ แต่ปริมาณเยอะก็คงไม่ทั่วถึง มันก็พูดยาก ต้องไปแก้ที่ต้นตอ คือการประชาสัมพันธ์ให้เยอะ และ NGO ต้องรวมข้อมูลให้”
ดังนั้นหากกลัวว่าจะมีผู้ที่เต็มใจเป็นสแกมเมอร์แอบอ้างหรือไม่ การพัฒนาบุคลากรให้มาช่วยคัดกรองคนจะดีไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายปี 2568 คุณจารุวัฒน์บอกว่า เริ่มมีสัญญาณที่ดี เพราะตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เชียงใหม่ดูเหมือนจะบันทึก “การหลอกไปเป็นบัญชีม้า” ลงในพจนานุกรมแล้ว
“ตอนนี้เหมือนดีขึ้น มีการคัดแยกผู้เสียหายจากการหลอกไปเป็นบัญชีม้า สแกนหน้า เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์แล้วที่เชียงใหม่” คุณจารุวัฒน์กล่าว
“ถือเป็นสัญญาณที่ดีขึ้น ถึงจะช้าไปก็ไม่เป็นไร ที่ต้องทำตอนนี้คือต้องเร่งจัดการต้นตอและปกป้องผู้เสียหาย ไม่ใช่ว่าคุณโดนหลอกไปเป็นบัญชีม้า แล้วกลับมาต้องติดคุกอีก ตอนนี้หลาย ๆ ที่ก็ยังเป็นปัญหา อย่างเชียงราย สระแก้ว จันทบุรี ตราด” เขากล่าวเสริม
ที่ผ่านมาบทความอันยืดยาวนี้พูดถึง 2 ส่วนหลัก ๆ คือกระบวนการหลอกคนไปทำงานเป็นสแกมเมอร์แรงงานทาสผ่านการใช้งานโซเชียลมีเดีย และชะตากรรมของเหยื่อเหล่านั้นในกระบวนการกฎหมาย ที่ยังพัฒนาไม่ทันลูกไม้ของเหล่าสแกมเมอร์
โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็น “สนามล่าเหยื่อของอาชญากรข้ามชาติ” เสียเฉย ๆ และเมื่อพิจารณาว่า แพลตฟอร์มได้รับประโยชน์บางอย่าง อย่างยอดผู้ใช้งานที่สูงขึ้น หรือการสร้างคอนเทนต์ (การโพสต์ภาพปลอมแปลง หรือโพสต์สมัครงาน) รวมถึงมีคนที่มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลของกลุ่มค้ามนุษย์ ที่อาจใช้เป็นเบาะแสในการสืบสวนตามตัวด้วยแล้ว จึงนับได้ว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นภาคส่วนที่มีค่า และมีศักยภาพอย่างสูงในการยื่นมือเข้ามาป้องกันการถูกหลอกลวงตั้งแต่ต้น
โซเชียลมีเดียอาจยื่นมือมาช่วยในกระบวนการยุติธรรม เปิดเผยข้อมูลการพูดคุยระหว่างเหยื่อกับสแกมเมอร์ เติมเต็มช่องว่างด้านหลักฐานที่หลายคนไม่มี หรือเปิดเผยข้อมูลที่อยู่ และกิจกรมของบัญชีสงสัยว่าเป็นสแกมเมอร์ตัวจริง
แต่แน่นอนว่า กระบวนการนี้มีความซับซ้อน อาจารย์อรรถพลบอกกับเราว่า การเปิดเผยแชท ข้อมูลส่วนตัว ตำแหน่งที่ตั้งหรือข้อมูลอื่นใดไม่ใช่ทำได้เลย แต่ต้องใช้คำสั่งศาล
“ในกระบวนการศาล เวลาจะเอาข้อมูลส่วนตัวมาเปิด มันจะติดพ.ร.บ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ก็ต้องระวังกฎหมายตัวนี้ ต้องดูว่าเปิดข้อมูลในไลน์ตรงนี้แล้วจะเจออะไร ตำรวจจะถูกฟ้องไหม ต้องมีคำสั่งศาล มีการพิจารณาสำนวน” อาจารย์อธิบาย
ดังนั้นแล้ว กระบวนการในชั้นศาล จะมอบความยุติธรรมให้เหยื่อจริง ๆ ได้ ก็ต้องอาศัยความเข้าใจ และการลงแรงจากทุกส่วนในกระบวนการ ตำรวจ ศาล แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ธนาคาร และตัวเหยื่อเอง สิ่งหนึ่งที่แพลตฟอร์มสามารถทำได้เลยคือการประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้
“ส่วนที่โซเชียลมีเดียช่วยได้เยอะมากคือ การประชาสัมพันธ์ เรื่องการถูกหลอกไปทำงานนี่สำคัญมาก ๆ เพราะตอนนี้ฟีดอาจจะมีแค่ ระวังการถูกหลอกเงิน แต่ไม่มีใครบอกเลยว่า การถูกหลอกไปทำงานคืออะไร ส่วนนี้ควรจะทำ” คุณจารุวัฒน์กล่าว
“ถ้าหากเขาสามารถทำโฆษณาได้ อย่าง Facebook, TikTok ถ้าเขาสามารถทำงานร่วมกับ NGO ที่มีความเข้าใจ อย่าง DSI หรือ IMF (มูลนิธิอิมมานูเอล) ก็ยินดี ” เขากล่าวต่อ อ้างอิงถึงประสิทธิภาพของโซเชียลมีเดียในการสร้างโฆษณาบนแพลตฟอร์ม และอัลกอริทึมที่อาจนำมาใช้ประโยชน์ได้
คุณจารุวัฒน์มองเห็นภาพว่า โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่างๆ อาจจัดทำวิดีโอโฆษณาเพื่อเตือนให้คนสมัครงานอย่างระมัดระวัง อธิบายข้อควรระวังที่ัมักพบในการล่อลวงลักษณะนี้ และช่วยสร้างความเข้าใจกับสังคมมากขึ้น
ด้านอาจารย์อรรถพลกล่าวว่า หากโซเชียลมีเดียจะให้ความช่วยเหลือได้ สิ่งที่สำคัญมากคือชุดข้อมูล ข้อมูลทางสถิติ ที่ทำให้แพลตฟอร์มสามารถคาดเดาเป้าหมายและยิงโฆษณาได้ถูกต้อง เป็นวิธีการเดียวกับการยิงโฆษณาสินค้าที่ทำกันโดยทั่วไป ซึ่งในข้อนี้คุณจารุวัฒน์ก็กล่าวว่ากำลังจัดทำชุดข้อมูลอย่างเป็นทางการ และพร้อมจะให้ความร่วมมือกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
ผู้เขียนได้ติดต่อหา LINE ประเทศไทยผ่านบริษัทประชาสัมพันธ์เจ้าหนึ่งที่ดูแลด้านการสื่อสารให้ LINE แต่หลังจากพิจารณาหัวข้อแล้วทาง LINE ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์และแสดงความคิดเห็นใดๆ โดยไม่ได้อธิบายเหตุผลเพิ่มเติม
ด้านตัวแทนฝายสื่อของ Meta ประเทศไทยมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีผู้ถูกหลอกลวงผ่าน Meta และเกริ่นถึงความเป็นไปได้ในการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญของตน ก่อนเงียบหายไป
ตัวแทนโซเชียลมีเดียที่ผู้เขียนได้คุยด้วยของเจ้าหน้าที่สื่อสารของ TikTok ฝ่ายประทศไทยและฟิลิปปินส์ ซึ่งมาร่วมประชุมรับฟังสถานการณ์ การใช้งาน TikTok ของสแกมเมอร์ และแนวทางการมีวิดีโอสั้นสร้างความตระหนักรู้คั่นวิดีโอ และ TikTok ได้ส่งแถลงการณ์ยืนยันเจตนารมย์ให้ผู้เขียน
“TikTok ไม่อนุญาตการกระทำใด ๆ ที่เป็นการหลอกลวง ต้มตุ๋น หรือฉ้อโกงผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงในรูปแบบที่เกี่ยวกับงานหรือธุรกรรมทางการเงินก็ตาม นอกจากนี้ เราไม่อนุญาตให้มีการเผยแพร่เนื้อหาที่ส่งเสริมหรือเอื้อต่อการค้ามนุษย์โดยเด็ดขาด โดยกฎระเบียบในประเด็นนี้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในหลักเกณฑ์สำหรับชุมชนของเรา และเราได้ดำเนินการเชิงรุกในการลบเนื้อหาดังกล่าวออกไปแล้ว 96% ทั้งนี้ เนื้อหาที่มีการรายงานเข้ามาได้ถูกลบออกเนื่องจากละเมิดนโยบายของเรา เราได้ลบเนื้อหาตามที่ถูกแจ้งรายงานออกไปเนื่องจากละเมิดนโยบาย และเราเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเพื่อนำเนื้อหาเหล่านี้ออกจากแพลตฟอร์ม”
เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 กล่าวว่า การสร้างวิดีโอให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการฉ้อโกงออนไลน์บน TikTok นั้นมีอยู่แล้ว และมีการสร้างวิดีโอสร้างความตระหนักเหล่านี้กว่า 3.1 ล้านวิดีโอตั้งแต่โปรเจค #ThaisAware เปิดตัวในปี 2024 ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับ “การหลอกไปทำงาน” และ “การค้ามนุษย์ในศูนย์สแกม” จะถูกเพิ่มเติมเข้าไปด้วย
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ TikTok กล่าวว่า แพลตฟอร์มอาจช่วยสนับสนุนการพิสูจน์บริสุทธิ์ตามขบวนการทางกฎหมาย ที่เจ้าหน้าที่รัฐสามารถแจ้งเรื่องผ่านระบบ Leart เพื่อใหทีมกฎหมายพิจารณาว่า ข้อมูลเหมาะสมที่จะเปิดเผยต่อหรือไม่
จากรายงานของ UNODC เดือนตุลาคมปี 2567 การฉ้อโกงทางไซเบอร์สร้างความเสียหายทางการเงินให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ราว 1.8-3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนราคาชีวิตคนนั้นประเมินค่าไม่ได้ ด้วยความตระหนักรู้เรื่อง “แรงงานบังคับในศูนย์สแกม” ยังจำกัดมาก และถูกการตีตรา การเหมารวมบดบังปัญหาการค้ามนุษย์ทั้งจากสายตาเจ้าหน้าที่และสาธาณชน
ปัจจุบัน เอ, บี, และซี ยังคงต่อสู้คดีในชั้นศาล หาเงินภายใต้ข้อจำกัดมากมายเพื่อหาค่ารถไปฟังการพิจารณาคดีครั้งถัดไป ทนการตีตรา และแบกรับบาดแผลทางจิตใจไปพร้อมกัน