
เช็กสัญญาณมะเร็งในถุงน้ำดีที่ไม่ควรมองข้าม ผ่านเคสของ “จา พนม” ภัยเงียบใกล้ตัวที่มักไร้อาการในระยะแรก
เป็นข่าวช็อกที่ชวนให้หลายคนหันมาดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น สำหรับกรณีของ จา พนม ยีรัมย์ นักแสดงแอ็กชั่นเบอร์ต้นของเมืองไทยที่ดังไกลระดับฮอลลีวูด หลังคนใกล้ชิดออกมาให้ข้อมูลว่านักบู๊คนดังกำลังต่อสู้กับโรคมะเร็งในถุงน้ำดี ระยะที่ 3 เกือบเข้าสู่ระยะที่ 4 เริ่มตรวจพบอาการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 โดยมีแฟนๆ ร่วมกันส่งกำลังใจให้เจ้าตัวอย่างล้นหลาม
หมอเจด-นายแพทย์ เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ชวนสังเกตสัญญาณเตือนของมะเร็งในถุงน้ำดีที่ไม่ควรมองข้าม ผ่านทางเพจ หมอเจด เพื่อเป็นความรู้ให้ทุกคนไว้ใช้สังเกตตนเอง ภัยเงียบใกล้ตัวที่มักไร้อาการในระยะแรก
จากข่าวที่มีการเปิดเผยว่า คนใกล้ชิดของ จา พนม เคยตรวจพบมะเร็งถุงน้ำดีระยะที่ 3 เกือบ 4 เรื่องนี้สะท้อนว่ามะเร็งถุงน้ำดีถือเป็นโรคที่มาเงียบมากในช่วงแรก ๆ หลายคนไม่มีอาการชัด หรือเข้าใจว่าเป็นแค่นิ่วหรือโรคกระเพาะธรรมดา แต่พอเริ่มมีสัญญาณชัด มักหมายถึงโรคลุกลามแล้ว จึงเป็นมะเร็งที่ตรวจเจอยากและมักพบช้า วันนี้ผมเลยจะพาทุกคนรู้จักสัญญาณเตือนตั้งแต่ต้น
ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะเล็กใต้ตับ ทำหน้าที่เก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน มะเร็งถุงน้ำดีเกิดจากเซลล์ผนังถุงน้ำดีค่อย ๆ กลายพันธุ์และเติบโตผิดปกติ จุดที่น่ากลัวคือระยะแรกมักไม่มีอาการชัด เพราะถุงน้ำดีเล็กและไม่ค่อยมีเส้นประสาทให้ปวด ทำให้หลายคนรู้ตัวอีกทีตอนโรคลุกลามแล้ว ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยคือ นิ่วเรื้อรัง ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ติ่งเนื้อบางชนิด อายุที่มากขึ้น และภาวะอ้วนหรือสูบบุหรี่ โรคนี้มักมีการอักเสบสะสมมาหลายปี ดังนั้นคนที่มีนิ่วหรือติ่งเนื้อควรติดตามสม่ำเสมอ
มะเร็งถุงน้ำดีไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่มีตัวกระตุ้นสำคัญ เช่น
ซึ่งพฤติกรรมเสี่ยงก็มี อ้วน สูบบุหรี่ อาหารไขมันสูงเรื้อรัง สิ่งสำคัญคือ มะเร็งถุงน้ำดีมักจะมี “การอักเสบเรื้อรังนำมาก่อน” ไม่ใช่เกิดจะเป็นขึ้นมาก็เป็นได้เลยนะ
มะเร็งถุงน้ำดีขึ้นชื่อว่าอาการมา “ช้าและไม่ชัด” หลายคนคิดว่าอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นแค่นิ่วหรือกรดไหลย้อน ซึ่งจริงไม่ควรมองข้ามไปแม้แต่นิดเดียวเลย ซึ่งอาการที่อาจเริ่มเจอ ได้แก่
แต่ถ้าเริ่มมีอาการแบบที่ข่าวพี่จาพูดถึง ต้องรีบตรวจทันที ตัวเหลือง ตาเหลือง (ก้อนกดท่อน้ำดี) ปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด คันตามตัวจากน้ำดีคั่ง ปวดท้องรุนแรงขึ้น หรือคลำได้ก้อน เพราะฉะนั้นการที่ตัวเองมีอาการตัวเหลืองไม่ใช่อาการธรรมดา เพราะนี่คือสัญญาณอุดตันของระบบท่อน้ำดี
การตรวจพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคืออัลตราซาวด์ช่องท้อง เพราะไม่เจ็บและเห็นถุงน้ำดีได้ชัด โดยแพทย์จะดูว่ามีผนังหนา นิ่ว หรือติ่งเนื้อผิดปกติหรือไม่ ถ้าสงสัยมากขึ้นอาจต้องตรวจ CT หรือ MRI เพื่อดูการลุกลามไปตับหรือท่อน้ำดี รวมถึงตรวจเลือดดูค่าตับประกอบด้วย
ติ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ควรผ่าถ้ามีขนาด มากกว่า 1 ซม. เป็นต้นไป และก้อนเนื้อโตเร็วผิดปกติ
• อายุเกิน 50–60 ปีร่วมด้วย
• มีอาการปวด
• ผนังถุงน้ำดีหนา ฐานกว้าง
และนิ่วในถุงน้ำดีควรผ่าถ้า
• ปวดซ้ำ ๆ ชัดเจน เคยอักเสบ
• นิ่วก้อนใหญ่ > 2–3 ซม.
• มีนิ่วร่วมกับผนังผิดปกติหรือติ่งเนื้อ
• มักจะพบกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เบาหวานคุมยาก
การผ่าตัดส่วนใหญ่ส่องกล้อง เอาถุงน้ำดีออกทั้งใบ ใช้ชีวิตได้ปกติ เพียงแค่ลดอาหารมันจัด
จากข่าวของพี่จา พนม ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดมากว่ามะเร็งถุงน้ำดีมักไม่เตือนแรงในระยะแรก แต่พอเริ่มปวดหนัก ตัวเหลือง น้ำหนักลด นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าลุกลามแล้ว ใครที่มีนิ่ว ติ่งเนื้อ หรือปวดชายโครงขวาเรื้อรัง อย่าปล่อยผ่านครับ แค่อัลตราซาวด์ตรวจเร็ว อาจช่วยจับโรคได้ก่อนจะสายเกินไปจริง ๆ
ที่มา : หมอเจด
Advertisement