
สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางผลักต้นทุนของหลายอุตสาหกรรมให้สูงขึ้น หนึ่งในนั้นคือ อุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง (CMI) ในเดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้นแล้ว 2.6% จากปีก่อนหน้า (YoY)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างจะยังคงมีทิศทางเพิ่มขึ้น โดยในไตรมาส 2 ของปี 2569 อาจขยายตัวอีก 5-8% (YoY) โดยเฉพาะในกลุ่มเหล็ก ผลิตภัณฑ์คอนกรีต และซีเมนต์ เมื่อรวมกับต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของต้นทุนรวม ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อผลประกอบการและสภาพคล่องของผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง
ลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ บอกกับ SPOTLIGHT ว่า ต้นทุนก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้นนี้ ถือเป็นสถานการณ์และแนวโน้มที่ไม่ดีสำหรับอุตสาหกรรม และมีความรุนแรงมากกว่าช่วงการระบาดของโควิด-19 หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ เสี่ยงมากที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กจะล้ม แล้วกระทบไปถึงผู้ค้าวัสดุก่อสร้างและแรงงานในอุตสาหกรรม
ก่อนหน้านี้ สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะตัวแทนผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง ได้ขอให้ภาครัฐช่วยเหลือ โดยเรียกร้อง 3 แนวทางการช่วยเหลือ ได้แก่
1. ขอให้ภาครัฐออกประกาศให้มีผลทางกฎหมาย ครอบคลุมสัญญาภาคเอกชน เพื่อให้สถานการณ์ปัจจุบันถูกนับเป็นเหตุสุดวิสัย เปิดทางให้ผู้รับเหมาสามารถเจรจากับเจ้าของโครงการได้ เช่น การขยายอายุสัญญา และงดค่าปรับ เช่นเดียวกับช่วงโควิด-19
2. สำหรับงานภาครัฐ ขอให้สามารถขยายอายุสัญญา หรือยกเลิกสัญญาที่ยังไม่เริ่มงานได้ โดยไม่ติดแบล็กลิสต์
3. ขอให้รัฐช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น การชดเชยต้นทุน การปรับสูตรเงินชดเชยค่าก่อสร้าง (ค่า K) และการจัดสรรงบประมาณโดยตรงสำหรับค่า K
นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ บอกถึงความคืบหน้าว่า ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐในบางส่วนแล้ว นั่นคือ ส่วนการขยายอายุสัญญา และงดค่าปรับ ซึ่งกรมบัญชีกลางได้ออกแนวปฏิบัติ บรรเทาผลกระทบให้คู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน โดยสาระสำคัญสำหรับงานก่อสร้าง ได้แก่
1. กรณีชนะการประมูลแล้ว และมีกำหนดลงนาม (ตั้งแต่ 28 ก.พ. 69 เป็นต้นไป) สามารถไม่เข้าทำสัญญาได้ โดยไม่ถือว่าทิ้งงาน
2. กรณีลงนามสัญญาแล้ว (ก่อน 28 ก.พ. 69) ให้ถือเป็นเหตุสุดวิสัย หากยังไม่เริ่มงาน สามารถยกเลิกสัญญาได้ตามดุลยพินิจของหน่วยงาน (พร้อมคืนหลักประกัน) หรือหากเริ่มงานแล้ว ให้หน่วยงานพิจารณาขยายสัญญา หรืองด/ลดค่าปรับได้ (โดยผู้รับจ้างต้องแจ้งความประสงค์)
อย่างไรก็ตาม นายกสมาคมฯ ย้ำว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดคือ ความช่วยเหลือทางการเงิน ซึ่งภาครัฐยังไม่ได้ให้ความชัดเจนว่าจะช่วยอย่างไร ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน ตัวแทนภาคเอกชนได้เข้าหารือกับภาครัฐเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนและผลกระทบ ดังนั้น ตอนนี้จึงอยู่ระหว่างรอว่าภาครัฐจะมีแนวทางช่วยเหลืออย่างไร
“ตอนนี้มีการพูดกันว่า ‘รัฐบาลเร่งช่วยผู้รับเหมา’ แต่จริง ๆ แล้ว รัฐบาลยังไม่มีการช่วยเรื่องเงินเลย มีเพียงการขยายอายุสัญญา ลดค่าปรับ และอนุญาตให้ยกเลิกการเซ็นสัญญาได้ ซึ่งถือว่าเป็นความเป็นธรรม และดีกว่าการที่รัฐเสี่ยงให้มีการเซ็นสัญญาแล้วผู้รับเหมาทิ้งงานหรือทำงานต่อไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนี้ภาษีของประชาชนจะสูญเปล่ายิ่งกว่า”
นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ กล่าวอีกว่า แม้ราคาน้ำมันจะมีจังหวะปรับลดลงตามสถานการณ์ แต่ราคาวัสดุก่อสร้างไม่ได้ลดลงตาม โดยจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อราคาปรับขึ้นแล้วมักจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป ด้วยเหตุนี้ ภาคเอกชนจึงคาดหวังให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือทางการเงินสำหรับโครงการของภาครัฐ
นายกสมาคมฯ อธิบายว่า โดยทั่วไปแล้ว เมื่อต้นทุนสูง ผลกระทบจะไม่จบในระยะสั้น แต่จะลากยาวต่อเนื่องหลายปี ยกตัวอย่างช่วงโควิด-19 ที่แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นไม่รุนแรงเท่าปัจจุบัน แต่ผลกระทบก็ยังยืดเยื้อนานประมาณ 2 ปี
“รอบนี้คาดว่าอย่างน้อยน่าจะ 2 ปี เพราะในช่วงหนึ่งปีจากนี้ราคาน้ำมันไม่ลดลงแน่ ๆ เมื่อราคาน้ำมันไม่ลดลง ผู้ประกอบการก็ต้องรับต้นทุนต่อไปหนึ่งปี และยังต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาที่ค้างอยู่ ทั้งเรื่องการเจรจาราคาและเรื่องการทำงานต่อ ดังนั้น อย่างน้อยน่าจะเห็นผลกระทบกับอุตสาหกรรมของเราต่อไปอีก 2-3 ปี”
นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ บอกอีกว่า ปัจจุบัน มูลค่างานก่อสร้างที่มีสัญญาแล้วอยู่ที่ประมาณ 800,000 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังเผชิญความเสี่ยง ทำให้ผลกระทบในภาพรวมอยู่ในระดับสูง
ลิซ่าบอกว่า กลุ่มที่เป็นห่วงมาก คือ ผู้รับเหมางานเอกชน เนื่องจากแม้เจ้าของโครงการส่วนใหญ่จะเข้าใจสถานการณ์ แต่ไม่ได้มีการช่วยเหลือ เมื่อเป็นเช่นนี้ โอกาสที่ผู้รับเหมาจะเดือดร้อนจะมีมาก และโอกาสที่ผู้รับเหมารายกลางและรายย่อยจะต้องหยุดงานหรือทิ้งงานก็จะมีมาก
“ตอนนี้จะเห็นตามเว็บไซต์หรือ Facebook กลุ่มงานพัสดุว่า มีผู้รับเหมาหลายรายเขียนว่า ‘ต้องทิ้งงาน’ หรือ ‘ต้องหยุดงาน’ ซึ่งกลุ่มที่เราห่วงมาก ๆ คือ กลุ่ม SME หรือผู้รับเหมาขนาดกลางและขนาดเล็ก เพราะกลุ่มนี้ไม่ได้มีสายป่านยาว หากต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นงานรัฐหรือเอกชน เขาก็ต้องหยุดงาน ธุรกิจสะดุดทันที”
นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ ชี้ให้เห็นภาพว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างมีห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ งานก่อสร้างหนึ่งโครงการต้องใช้วัสดุจำนวนหลายร้อยรายการ เมื่อราคาวัสดุปรับขึ้นทุกรายการ ย่อมเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบตามกันแล้วล้มไปทั้งซัพพลายเชน
“ถ้าผู้รับเหมาล้ม ผู้ขายวัสดุก็จะไม่ได้รับเงิน เกิดเป็นหนี้เสียต่อ ๆ กันไป โอกาสที่คนจะตกงานก็มีมากขึ้น เพราะฉะนั้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงปล่อยให้อุตสาหกรรมก่อสร้างล้มไม่ได้”
“หากผู้รับเหมาล้ม ผู้ขายวัสดุก็จะไม่ได้รับการจ่ายเงิน เกิดเป็นหนี้เสียต่อเนื่อง ความเป็นไปได้ที่คนจะตกงานก็มีมากขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงปล่อยให้อุตสาหกรรมก่อสร้างล้มไม่ได้” ลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ กล่าว