Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ทำไมราคาน้ำมันโลกยังสูงแม้ UAE จะออกจาก OPEC? Brent ทะลุ $114/บาร์เรล
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ทำไมราคาน้ำมันโลกยังสูงแม้ UAE จะออกจาก OPEC? Brent ทะลุ $114/บาร์เรล

29 เม.ย. 69
17:09 น.
แชร์

ตลาดน้ำมันโลกเผชิญความไม่แน่นอนระลอกใหม่ หลังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี (UAE) ประกาศถอนตัวอย่างเป็นทางการจากองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก และพันธมิตรในวงกว้างอย่างโอเปกพลัส เมื่อวันอังคาร โดยจะมีผลในวันศุกร์ที่ 1 พ.ค. นี้

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยุติบทบาทสมาชิกที่ยาวนานหลายทศวรรษของยูเออีในกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ และเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกกำลังเผชิญแรงกดดันสูงจากสงครามกับอิหร่าน รวมถึงการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงมีผลบังคับใช้

การตัดสินใจของยูเออีทำให้นักลงทุนต้องประเมินสมดุลใหม่ระหว่างศักยภาพการเพิ่มกำลังการผลิตของยูเออีในอนาคต กับความเสี่ยงเฉียบพลันต่อเส้นทางอุปทานพลังงานโลกในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาว่าการถอนตัวของผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสามของกลุ่มอาจกลายเป็นแรงกระตุ้นให้ประเทศอื่น ๆ ทบทวนบทบาทของตนในโอเปกและโอเปกพลัสตามไปด้วยหรือไม่

หลังการประกาศดังกล่าว ตลาดตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อแรงกดดันขาลงจากความเป็นไปได้ที่ยูเออีจะเพิ่มกำลังการผลิตและส่งออก โดยราคาน้ำมันปรับลดลงราว 2-3% โดยเฉพาะในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีกำหนดส่งมอบในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า 

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันดังกล่าวหายไปอย่างรวดเร็วจากความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังรุนแรง การจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และสถานะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังไม่ได้ข้อตกลงใดๆ ที่เป็นรูปธรรม

ในวันนี้ (29 พ.ค. 69) เวลาประมาณ 16.50 น. เวลาไทย น้ำมันดิบ WTI ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของสหรัฐฯ ซื้อขายเหนือ 109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงสากล อยู่เหนือ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาทั้งสองประเภทสูงขึ้นราว 4% ในวันพุธจากระดับต่ำสุดหลังการประกาศของยูเออี สะท้อนว่าตลาดยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านอุปทานมากกว่าความเป็นไปได้ของอุปทานเพิ่มเติมในระยะกลาง

ยูเออีถอนตัวจากโอเปก เขย่าสมดุลอำนาจผู้ผลิตน้ำมัน

การตัดสินใจของยูเออีถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโอเปก ซึ่งตลอดเกือบ 60 ปีที่ผ่านมาอาศัยการประสานนโยบายการผลิตระหว่างประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาและบริหารอุปทานให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโลก 

ยูเออีเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของกลุ่ม และมีบทบาทสำคัญในกลไกโอเปกพลัสร่วมกับซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และสมาชิกอื่น ๆ การถอนตัวของผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสามของกลุ่มจึงเป็นแรงกระแทกโดยตรงต่อเอกภาพขององค์กรผู้ผลิตน้ำมันอายุราว 60 ปีแห่งนี้

ซูฮาอิล โมฮัมเหม็ด อัล-มาซรูอี รัฐมนตรีพลังงานยูเออี ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการทบทวนนโยบายการผลิตทั้งในปัจจุบันและอนาคตของประเทศ โดยย้ำว่าเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายระดับชาติ และไม่ได้มีการหารือกับประเทศอื่นก่อนประกาศอย่างเป็นทางการ 

ยูเออีคาดว่าจะถอนตัวออกจากทั้งโอเปกและโอเปกพลัสในวันที่ 1 พฤษภาคม หรือมีผลในวันศุกร์ตามกรอบเวลาที่ประกาศไว้ ซึ่งจะทำให้ประเทศสามารถดำเนินนโยบายการผลิตนอกระบบโควตาของกลุ่ม และใช้กำลังการผลิตที่มีอยู่ได้มากขึ้นเมื่อภาวะตลาดและเส้นทางส่งออกเอื้ออำนวย

เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้คือความตึงเครียดที่สะสมมาหลายปีระหว่างยูเออีกับซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับโควตาการผลิต 

ยูเออีได้ลงทุนมากกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 128,000 ล้านยูโร ในบริษัทน้ำมันแห่งชาติ Abu Dhabi National Oil Company หรือ ADNOC เพื่อขยายกำลังการผลิตสู่ระดับประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ภายใต้กรอบจำกัดของโอเปก กำลังการผลิตจำนวนมากยังไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์เต็มที่ ทำให้รัฐบาลอาบูดาบีหันมาให้ความสำคัญกับผลประโยชน์แห่งชาติมากขึ้น และต้องการความยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบายพลังงานของตนเอง

การถอนตัวจากโอเปกและโอเปกพลัสจึงเปิดทางให้ยูเออีสามารถเพิ่มอุปทานได้โดยไม่ต้องถูกจำกัดด้วยเพดานการผลิตร่วมของกลุ่ม ในเชิงโครงสร้าง นี่อาจเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศสมาชิกที่เหลือ เพราะการสูญเสียหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ไม่เพียงลดขนาดอุปทานที่อยู่ภายใต้การประสานงานของโอเปกพลัส แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงที่ประเทศอื่น ๆ อาจพิจารณาทบทวนสถานะของตน หากเห็นว่ากรอบโควตากลายเป็นข้อจำกัดต่อยุทธศาสตร์พลังงานแห่งชาติของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ผลของการถอนตัวต่ออุปทานในระยะสั้นยังถูกจำกัดด้วยปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้ยูเออีให้คำมั่นว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตเข้าสู่ตลาดอย่าง “ค่อยเป็นค่อยไปและรอบคอบ” แต่การส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวยังคงเผชิญอุปสรรคจากการปิดกั้นและจำกัดการเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ 

ก่อนเกิดสงคราม โอเปกพลัสเคยควบคุมกำลังการผลิตน้ำมันเกือบครึ่งหนึ่งของโลก แต่สัดส่วนดังกล่าวลดลงหลังเส้นทางส่งออกและการผลิตในภูมิภาคได้รับแรงกดดัน โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ระบุว่าสัดส่วนการผลิตของโอเปกพลัสลดลงเหลือ 44% ในเดือนมีนาคม จากราว 48% ในเดือนกุมภาพันธ์

เมาริซิโอ คารุลลี นักวิเคราะห์พลังงานโลกจาก Quilter Cheviot ชี้ว่า การถอนตัวของยูเออีสร้างข้อจำกัดเพิ่มเติมต่อสมาชิกโอเปกที่เหลือ โดยระบุว่า “จนกว่าการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง ความสามารถของโอเปกในการรักษาเสถียรภาพราคาจะถูกจำกัดอย่างมาก ขณะที่ผู้ผลิตสหรัฐฯ มีอิทธิพลมากขึ้น” 

มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่าการแตกตัวของกลไกประสานงานภายในโอเปกอาจทำให้ตลาดน้ำมันโลกเคลื่อนเข้าสู่โครงสร้างที่ผันผวนกว่าเดิม โดยอำนาจในการรักษาสมดุลราคาจะกระจายออกจากกลุ่มผู้ผลิตดั้งเดิมอย่างโอเปกมากขึ้น

สำหรับยูเออี การปิดกั้นเส้นทางเดินเรืออาจเป็นตัวเร่งขั้นสุดท้ายของการถอนตัว เมื่อเส้นทางส่งออกหลักตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคาม อาบูดาบีจึงต้องการความยืดหยุ่นทางการทูตมากขึ้นในการสร้างหุ้นส่วนด้านความมั่นคงและการค้าอย่างเป็นอิสระนอกโครงสร้างคาร์เทลแบบดั้งเดิม ความยืดหยุ่นดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นในภาวะที่นโยบายพลังงานไม่สามารถแยกออกจากยุทธศาสตร์ความมั่นคง การเดินเรือ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อีกต่อไป

ช่องแคบฮอร์มุซปิดซ้ำเติมอุปทาน ดันราคาน้ำมันผันผวนรุนแรง

แรงขับเคลื่อนหลักของราคาน้ำมันในระยะสั้นยังอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือแคบ ๆ ระหว่างอิหร่านกับโอมาน และเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของตลาดพลังงานโลก โดยปกติช่องแคบแห่งนี้รองรับการขนส่งน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณน้ำมันโลก และยังมีความสำคัญต่อการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG จากภูมิภาคอ่าวไปยังตลาดโลก การปิดกั้นหรือจำกัดการเดินเรือผ่านเส้นทางนี้จึงส่งผลกระทบต่อทั้งตลาดน้ำมัน ตลาดก๊าซ ต้นทุนขนส่ง และความมั่นคงด้านพลังงานของหลายภูมิภาคพร้อมกัน

สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปราะบางอย่างมากจากความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และอิหร่าน การเดินเรือผ่านเส้นทางดังกล่าวถูกจำกัดอย่างหนัก ทำให้ผู้ผลิตในอ่าวประสบปัญหาในการขนส่งน้ำมันออกสู่ตลาดโลก ภาวะดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานน้ำมันดิบ และผลักดันให้ราคาน้ำมันอ้างอิงทั้งเบรนท์และ WTI เคลื่อนไหวในระดับสูง แม้ข่าวการถอนตัวของยูเออีจะสร้างแรงกดดันขาลงในช่วงสั้นจากความเป็นไปได้ของอุปทานเพิ่มเติม

ตามข้อมูลของ IEA การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานได้ดึงอุปทานน้ำมันราว 12% ของโลกออกจากตลาด ซึ่งถือเป็นเหตุหยุดชะงักด้านอุปทานที่รุนแรงกว่าวิกฤตพลังงานสำคัญในอดีตหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสงครามยมคิปปูร์ ความขัดแย้งอิหร่าน-อิรัก การบุกคูเวต หรือแม้กระทั่งผลกระทบจากสงครามยูเครน ภาวะดังกล่าวทำให้ตลาดต้องสะท้อนค่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระดับสูงกว่าปกติ

ในบริบทนี้ การถอนตัวของยูเออีจึงไม่ได้ทำให้ตลาดผ่อนคลายลงในทันที เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่กำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการเคลื่อนย้ายน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเข้าสู่ตลาดโลก หากเส้นทางส่งออกหลักยังถูกจำกัด การเพิ่มกำลังผลิตของยูเออีหรือผู้ผลิตรายอื่นอาจช่วยชดเชยอุปทานได้เพียงบางส่วนเท่านั้น และอาจไม่เพียงพอที่จะลดค่าความเสี่ยงที่ตลาดสะท้อนอยู่ในราคาน้ำมัน

ตลาดจับตาข้อเสนออิหร่าน เปิดทางคลายวิกฤติพลังงาน

อีกปัจจัยที่ยังพยุงราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูง คือสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลางที่ยังเปราะบาง แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่มีความแน่นอนมากพอที่จะทำให้ตลาดคลายความกังวลได้

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านเสนอแผน 10 ข้อเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยเตหะรานเรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนการปิดล้อมทางเรือทั้งหมด และยุติท่าทีเป็นปรปักษ์ในปัจจุบัน เพื่อแลกกับการฟื้นฟูการเดินเรือผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดผ่านสำคัญที่สุดของตลาดพลังงานโลก

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งขยายข้อตกลงหยุดยิงออกไปอีกสองสัปดาห์ ภายใต้การไกล่เกลี่ยของปากีสถาน ระบุว่า ข้อเสนอล่าสุดของอิหร่าน “ดีกว่าอย่างมาก” เมื่อเทียบกับข้อเสนอก่อนหน้า แต่สหรัฐฯ ยังไม่ได้ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว

หลังจากนั้นไม่นาน ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่าอิหร่านอยู่ในสถานะที่ย่ำแย่และแทบไม่มีอำนาจต่อรองในการเจรจา ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ตลาดจะเริ่มเห็นสัญญาณของการเจรจาที่อาจนำไปสู่การเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง แต่สหรัฐฯ กับอิหร่านยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมได้

สหรัฐฯ ยังคงยืนยันว่าต้องมีข้อตกลงถาวรเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และต้องการให้มีการเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้งอย่าง “ไม่มีเงื่อนไข” ก่อนที่สหรัฐฯ จะพิจารณาผ่อนคลายหรือยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร เงื่อนไขนี้ทำให้การเจรจายังคลี่คลายได้ยาก เพราะอิหร่านต้องการใช้การเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นข้อต่อรองเพื่อแลกกับการลดแรงกดดันด้านความมั่นคง ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการแยกประเด็นเสรีภาพในการเดินเรือออกจากการต่อรองเรื่องนิวเคลียร์และมาตรการคว่ำบาตร

สำหรับตลาดน้ำมัน ภาพรวมจึงยังถูกขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันสองด้าน ด้านหนึ่ง การถอนตัวของยูเออีออกจากโอเปกและโอเปกพลัสอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานส่วนเกินในระยะกลาง หากยูเออีสามารถใช้กำลังการผลิตของ ADNOC ได้เต็มศักยภาพ และเส้นทางส่งออกกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

แต่อีกด้านหนึ่ง การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซและความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงสร้างค่าความเสี่ยงจำนวนมากในระยะสั้น ทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนสูงต่อไป

ในระยะถัดไป ตลาดจึงต้องจับตาพร้อมกันหลายปัจจัย ทั้งจังหวะการเพิ่มกำลังการผลิตของยูเออี เสถียรภาพของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และท่าทีของประเทศสมาชิกโอเปกที่เหลือ หลังจากหนึ่งในผู้ผลิตรายสำคัญเลือกเดินออกจากกรอบความร่วมมือเดิมอย่างเป็นทางการแล้ว

อ้างอิง: Coinpaper, Euronews



แชร์
ทำไมราคาน้ำมันโลกยังสูงแม้ UAE จะออกจาก OPEC? Brent ทะลุ $114/บาร์เรล