
หลังผ่านความชุลมุนฝุ่นตลบ ในที่สุดการเลือกตั้งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือประธาน ส.อ.ท. วาระปี 2569-2571 ในวันที่ 28 เมษายน 2569 ก็ผ่านไปอย่างราบรื่น โดยจบลงด้วยชัยชนะของ ‘พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล’ แบบไม่มีอะไรพลิก
การรับตำแหน่ง ‘ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย’ ของพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล มาพร้อมสถิติ ‘ผู้หญิงคนแรก’ ที่ได้นั่งเก้าอี้ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นับตั้งแต่องค์กรนี้ก่อตั้งขึ้นมาเป็นเวลาเกือบ 60 ปี
ชื่อของ พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล เพิ่งถูกเสนอให้ลงชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 หลังจาก ชนะ ภูมี รองประธาน ส.อ.ท. และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจี ประกาศถอนตัวกะทันหันเมื่อวันที่ 27 มีนาคม หรือเพียง 3 วันก่อนการเลือกกรรมการ ส.อ.ท. ด้วยเหตุผลว่า กระบวนการแข่งขันไม่ได้ดำเนินไปบนพื้นฐานของความสร้างสรรค์และข้อเสนอเชิงนโยบาย แต่กลับมีการบิดเบือนข้อมูล ใส่ร้าย และลดทอนความน่าเชื่อถือ ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
ชนะถอนตัวพร้อมกับส่งไม้ต่อให้พิมพ์ใจลงสมัครชิงตำแหน่งแทน โดยชนะได้ขอให้ผู้สนับสนุนตัวเขาให้การสนับสนุนพิมพ์ใจต่อไป
คู่ชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. ของพิมพ์ใจ คือ อภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (ISM) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีสไพพ์ฟิตติ้ง อินดัสตรี
สำหรับขั้นตอนการโหวตเลือกประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ มีกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่มีสิทธิออกเสียงรวม 372 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กรรมการสภาอุตฯ ที่ได้รับการเลือกตั้งในวันที่ 30 มีนาคม จำนวน 248 ราย (2) ประธาน 48 กลุ่มอุตสาหกรรม (3) ประธานสภาอุตสาหกรรมทั้ง 76 จังหวัด
ในการประชุมสามัญประจำปี 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อเลือกคณะกรรมการ ส.อ.ท. เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ผลปรากฏว่า คณะกรรมการส่วนใหญ่อยู่ในฝั่งผู้สนับสนุนพิมพ์ใจ ด้านอภิชิตไม่ได้รับเลือกเป็นกรรมการ ส.อ.ท. ทำให้ขาดคุณสมบัติในการถูกเสนอชื่อเป็นประธาน ส.อ.ท. ส่งผลให้พิมพ์ใจเป็นตัวเต็งหนึ่งเดียวค่อนข้างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านในเดือนเมษายน มีความเคลื่อนไหวอีกครั้งจากสมาชิก ส.อ.ท.ส่วนหนึ่งที่ร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้งกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม
โดยผู้แทนสมาชิก ส.อ.ท.ฝั่งที่ไม่ยอมรับผลการเลือกกรรมการ ส.อ.ท. ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขอให้พิจารณาใช้อำนาจตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อกำกับดูแลหรือสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว รวมถึงพิจารณาการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับผลการเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามหลักกฎหมาย และธรรมาภิบาล อีกทั้งยังได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยระบุว่า กระบวนการเลือกตั้งไม่โปร่งใส และเรียกร้องให้พิจารณาให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพื่อรักษาหลักธรรมาภิบาล
อย่างไรก็ตาม คำร้องนี้ถูกปัดตก โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่า การเลือกตั้งภายในของ ส.อ.ท. มีหลักเกณฑ์ มีพระราชบัญญัติสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2530 กำกับอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่กระทรวงฯ ควรเข้าไปยุ่งหรือแทรกแซง
จากนั้น เมื่อเข้าใกล้วันเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท. ซึ่งกำหนดไว้เป็นวันที่ 28 เมษายน มีกระแสข่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่กลุ่มผู้สนับสนุน อภิชิต ประสพรัตน์ อาจเสนอชื่อบุคคลอื่นลงแข่งขันแทน เนื่องจากเมื่อประเมินฐานคะแนนเสียงแล้ว พบว่ามีผู้สนับสนุนในระดับที่พอมีโอกาสลุ้นตำแหน่งได้
แต่สุดท้ายแล้ว กลุ่มผู้สนับสนุนอภิชิต มีมติไม่เสนอชื่อผู้แข่งขันรายใหม่ เนื่องจากมองว่าไม่เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติที่เหมาะสม และไม่ต้องการถูกมองว่าทำลายระบบการเลือกตั้งของสภาฯ
ดังนั้น ในการเลือกตั้งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เวลา 15.00 น. วันที่ 28 เมษายน 2569 พิมพ์ใจจึงคว้าตำแหน่งไปแบบฉลุย
หลังทราบผลการเลือกตั้ง พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคนใหม่ ได้แถลงยุทธศาสตร์แนวทางการขับเคลื่อนนโยบายในวาระปี 2569 – 2571 ภายใต้แนวคิด “The New Chapter of Thai Industry: Empowering Growth with 5I” เพื่อวางรากฐานการเติบโตใหม่ของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้
I1: Intelligent Industry
เป้าหมาย: ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยการใช้ AI & Automation เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และก้าวสู่ Smart Factory & Smart OEM
การขับเคลื่อนในมิตินี้มุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิตได้จริง โดยเริ่มจากการประเมินศักยภาพของสถานประกอบการ เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของแต่ละโรงงาน
โดยจะมีการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการเงิน เพื่อพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน เช่น AI & Automation Transition Loan สำหรับสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีของผู้ประกอบการ
ในเชิงปฏิบัติ จะเน้นการนำระบบ Digital Technology, Artificial Intelligence (AI), Automation, Robotics และ Data Analytics มาใช้ โดยเฉพาะแนวทาง Data-driven Manufacturing เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตแบบ Real-time การควบคุมคุณภาพด้วยระบบอัตโนมัติ และการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดสายการผลิต แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ ลดความสูญเสีย และยกระดับประสิทธิภาพโดยรวมของโรงงาน พร้อมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Transformation อย่างเป็นรูปธรรม
I2: Innovation & Creative Industry
เป้าหมาย: สร้างความแตกต่าง พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยจากรับจ้างผลิต (OEM) สู่การสร้างแบรนด์เพิ่มมูลค่า (Brand & IP)
นโยบายนี้มุ่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมจากรูปแบบที่พึ่งพาการผลิตตามคำสั่งซื้อ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่าน Innovation และ Creativity โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) เป็นเครื่องมือสำคัญโดยแนวทางหลักคือการผลักดันแนวคิด “อุตสาหกรรมกำหนดโจทย์งานวิจัย” (Industry-driven R&D) เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีตอบโจทย์การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ ลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้
การดำเนินงานจะเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และแหล่งทุน เพื่อพัฒนานวัตกรรมในลักษณะ Agenda-based Innovation และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ
ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมการสร้างแบรนด์ไทย และพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพใหม่ อาทิ Health & Wellness และอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางราง เป็นต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าและขยายตลาดในอนาคต
I3: International Alliance & Network
เป้าหมาย: ใช้ความเป็นกลางของไทย สร้างโอกาสเป็น Global Supply Chain HUB เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่
นโยบายนี้มุ่งใช้จุดแข็งของประเทศไทยในด้าน ความเป็นกลาง ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Neutrality) และเชิงภูมิศาสตร์ (Geographic Advantage) เพื่อสร้างบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก
การดำเนินงานจะมุ่งสร้าง Strategic Alliance กับประเทศคู่ค้าและนักลงทุน เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ พร้อมกันนี้ จะพัฒนาการเชื่อมโยง Supply Chain Integration ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อให้ประเทศไทยสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตและการกระจายสินค้า (Regional Industry HUB) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในด้านตลาด จะดำเนินนโยบายเชิงรุกด้าน Market Penetration Enhancement โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เพิ่มส่วนแบ่งตลาด และลดข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจข้ามประเทศ
I4: Industrial Infrastructure Reform
เป้าหมาย: ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมไทย ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับสู่เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
นโยบายนี้มุ่งแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยครอบคลุมหลายมิติสำคัญ
ในด้านพลังงาน จะสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานต้นทุนเหมาะสม โดยเฉพาะ Direct PPA และ Green & Clean Energy เพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ
ในด้านกฎหมาย จะดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบที่ล้าสมัย ลดขั้นตอน และอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ผ่านแนวทาง Regulatory Guillotine และ Omnibus Law
ในด้านการค้า จะพัฒนามาตรการปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ด้วย Trade Remedy Early Warning System เฝ้าระวังการทุ่มตลาดล่วงหน้าด้วย AI และเร่งรัดการดำเนินมาตรการ AD/CVD/SG อย่างมีประสิทธิภาพ
ในเชิงรุก จะผลักดันนโยบาย MiT Plus (Made in Thailand) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าไทย และขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกันนี้ จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเน้น Upskill / Reskill, การทำงานร่วมกับ AI & Robotics, และการดึงดูด Global Talents เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานไทย
I5: Inclusive & Sustainable Growth
เป้าหมาย: ปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน
นโยบายนี้มุ่งสร้างการเติบโตที่สมดุล ครอบคลุม และยั่งยืน โดยผสานมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน
ในระดับอุตสาหกรรม จะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Transition) และการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ในระดับองค์กร จะส่งเสริมการนำหลัก ESG มาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระยะยาว พร้อมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลและโครงสร้างองค์กรให้ทันสมัย (Modernized Database & Organization) เพื่อสนับสนุนสมาชิกได้อย่างตรงเป้าหมาย
ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือภายในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืนในภาพรวม
โดยสรุป แนวทาง 5I เป็นกรอบนโยบายที่เชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรมในทุกมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การค้า โครงสร้างพื้นฐาน และความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก้าวสู่การแข่งขันในระดับโลกได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
สำหรับประวัติของ พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล เธอเป็นวิศกรนักบริหาร ซึ่งเกิดในตระกูลลี้อิสสระนุกุล เจ้าของ ‘กลุ่มสิทธิผล’ หรือบริษัท สิทธิผล 1919 จำกัด อาณาจักรธุรกิจด้านการผลิตและจำหน่ายอะไหล่ยานยนต์รายใหญ่ที่ประกอบธุรกิจมานานมากกว่า 100 ปี โดยพิมพ์ใจและพี่น้องของเธอเป็นเจนเนอเรชันที่ 3 ของตระกูลที่ดูแลอาณาจักรธุรกิจแห่งนี้อยู่ในปัจจุบัน
พิมพ์ใจจบการศึกษาระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทบริหารธุรกิจ (MBA) สาขาการบริหารการดำเนินงาน (Operations) จากมหาวิทยาลัยเดรกเซล (Drexel University) ฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา
พิมพ์ใจเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เธอมีแพสชันในการเป็นวิศวกรมาตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ อีกทั้งคุณปู่ของเธอ (กนก ลี้อิสสระนุกุล) เคยเปิดโรงเรียนช่าง (กนกอาชีวะศึกษา) เธอจึงคุ้นเคยและรู้สึกชอบงานช่าง และเลือกสอบเข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ โดยทำคะแนนสอบได้เป็นอันดับ 1 ของแผนกวิศวกรรมอุตสาหการ
ปัจจุบัน พิมพ์ใจดำรงตำแหน่งสำคัญในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมค้าของกลุ่มสิทธิผล ดังนี้
2556 – ปัจจุบัน : ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ บจ. อิโนแอค โตไก (ประเทศไทย)
2550 – ปัจจุบัน : ประธานกรรมการบริหาร บมจ. อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) หรือ IRC ซึ่งเป็นบริษัทร่วมค้าของกลุ่มสิทธิผล
2549 – ปัจจุบัน : กรรมการ บจ. ไดโด สิทธิผล
2538 – ปัจจุบัน :
2536 – ปัจจุบัน : กรรมการ บจ. โสภา-กนก อินเตอร์เนชั่นแนล
2526 – ปัจจุบัน : กรรมการ บมจ. ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า