
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง กำลังเพิ่มภาระต้นทุนให้ภาคธุรกิจโดยตรง ส่งผลกระทบต่อกำไรไปจนถึงความอยู่รอด โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กที่สายป่านสั้นและอ่อนแออยู่ก่อนแล้ว
ขณะเดียวกัน ปัญหาด้านการกระจายน้ำมันและสถานีบริการในบางพื้นที่มีน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการ ก็ส่งผลกระทบให้การประกอบกิจการและการขนส่งสินค้าสะดุด ผู้ประกอบการต้องเลื่อนรอบขนส่ง รวมออเดอร์ หรือมีต้นทุนเพิ่มขึ้น จากการต้องเดินทางไปจัดหาน้ำมันในระยะไกลขึ้น
องค์กรภาคธุรกิจต่าง ๆ จึงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา ทั้งการดูแลราคา การจัดสรรและกระจายน้ำมันให้เพียงพอ รวมถึงช่วยลดภาระต้นทุนในจุดที่จำเป็น เพื่อไม่ให้ธุรกิจ-ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบหนักจนอาจจะไม่สามารถเอาตัวรอดผ่านวิกฤตไปได้ และอาจลุกลามไปกระทบกิจกรรมเศรษฐกิจในวงกว้าง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในระหว่างแถลงผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เมื่อวันที่ 18 มีนาคมว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในภาพรวม
ภาคอุตสาหกรรมประเมินว่า หากราคาน้ำมันดีเซลยังไม่เกินระดับ 33 บาทต่อลิตร ธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่หากปรับตัวสูงกว่านี้จะส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 5-12% และอาจผลักดันราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5% โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ กลุ่มเหล็ก อลูมิเนียม พลาสติก เยื่อกระดาษ แก้ว เซรามิก ปิโตรเคมีและปูนซีเมนต์ จากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อแนวโน้มการปรับราคาสินค้า ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นยังได้รับผลกระทบในระดับจำกัด
นอกจากนี้ ต้นทุนการขนส่งทางเรือก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากข้อจำกัดด้านเส้นทางการเดินเรือและความล่าช้าในการขนส่งสินค้า ส่งผลให้ราคาสินค้าและแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น
ด้านต้นทุนพลังงานในการผลิต ราคาน้ำมันเตา ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็ก ก็มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจาก 7-8 บาท มาอยู่ที่ประมาณ 23-24 บาทต่อลิตร ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด
ขณะเดียวกัน ยังเกิดปัญหาราคาเขย่งในตลาดน้ำมัน โดยราคาหน้าปั๊มและราคาขายผ่านผู้ค้ารายย่อย (Jobber) ต่างกันสูงถึง 11-12 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ผู้ค้าขาดสภาพคล่องในการจัดหาน้ำมันไปป้อนภาคการผลิตและเกษตรกรรม จนเริ่มเกิดภาวะขาดแคลนในบางพื้นที่
ส.อ.ท.จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการรองรับเพื่อป้องกันผลกระทบลุกลาม ได้แก่
ด้านหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันหน้าคลัง รวมถึงมาตรการลดผลกระทบต่อต้นทุนภาคขนส่งทั้งทางบก ทางเรือ ภาคอุตสาหกรรม และภาคก่อสร้าง ต่อที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ซึ่งมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยได้เสนอข้อมูลและข้อเสนอเชิงรุกต่อที่ประชุม ศบก. เพื่อสะท้อนสถานการณ์จริงที่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญ โดยมี 2 ประเด็นสำคัญที่ภาครัฐได้ตอบรับข้อเสนอ ดังนี้
1. เร่งกระจายน้ำมันสู่หน้าคลังเพื่อรองรับภาคการผลิตและการขนส่ง
หอการค้าไทยเสนอให้เร่งกระจายน้ำมันไปยังหน้าคลังโดยเร็ว เพื่อลดปัญหาความแออัดของรถบรรทุกที่เข้ามาเติมน้ำมันในสถานีบริการ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในปั๊มไม่เพียงพอต่อการใช้งานในบางพื้นที่ การมีมาตรการดังกล่าวจะช่วยให้ภาคการผลิตและการขนส่งสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงจากปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงในระดับพื้นที่
2. มาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งและความโปร่งใสด้านราคาหน้าคลัง
หอการค้าไทยได้เสนอให้รับออกมาตรการช่วยเหลือเรื่องต้นทุนภาคขนส่ง โดยเฉพาะเส้นทางลงสู่ภาคใต้ที่ต้องซื้อน้ำมันหน้าคลังในราคาสูงกว่าราคาขายปลีก ในประเด็นนี้ภาครัฐได้ตอบรับข้อเสนอ โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการประกาศราคาน้ำมันหน้าคลังเป็นรายวัน ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา
นอกจากนั้น ดร.พจน์เปิดเผยว่า หอการค้าไทยได้ถือโอกาสนี้ยื่นเอกสารสรุปผลการสำรวจการใช้พลังงานและผลกระทบจากสมาชิกและเครือข่ายทั่วประเทศต่อรองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายด้านพลังงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของภาคธุรกิจในช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง
ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ทั่วประเทศลำบากหนักยิ่งกว่า เนื่องจากฐานะการเงินไม่แข็งแกร่งเท่ารายใหญ่ เมื่อเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นและระบบโลจิสติกส์ใกล้พิการ สถานการณ์จึงเหนื่อยยิ่งกว่า สมาพันธ์ SME ไทยจึงออกมาวอนรัฐบาลตรวจสต๊อกโรงกลั่นและบริษัทน้ำมันรายใหญ่ ก่อนที่ระบบโลจิสติกส์จะพังทั้งระบบ
ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 มีนาคมว่า ผลการประชุมด่วนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก และรายย่อย (MSME) จาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ สะท้อนตรงกันถึงวิกฤตน้ำมันที่อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและมีปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในธุรกิจ ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนอย่างหนัก โดยเฉพาะระบบขนส่งที่เริ่มสะดุดอย่างมีนัยสำคัญ จนใกล้เข้าสู่ภาวะชะงักทั้งระบบ
“จากการประชุมร่วมกับแกนนำสมาพันธ์ SME ไทย ทั้ง 76 จังหวัดพบว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถจัดหาน้ำมันสำหรับขนส่งได้เพียงพอ ต้องรวบรวมออเดอร์ก่อนส่ง ทำให้การจัดส่งล่าช้า ขณะที่การขนส่งระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดขาดความต่อเนื่อง ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัว ทั้งยอดขายในประเทศและต่างประเทศลดลง
“หลายจังหวัดเริ่มมีการจำกัดการจำหน่ายน้ำมันในสถานีบริการ บางแห่งต้องรอคิวยาว หรือเกิดภาวะน้ำมันหมด ผู้ประกอบการต้องเดินทางไปเติมน้ำมันในพื้นที่ห่างไกลอีกหลายกิโลเมตร ทำให้ต้นทุนขยับมากขึ้น และที่แย่กว่านั้นคือ บางพื้นที่จำกัดปริมาณการเติมต่อคัน กระทบโดยตรงต่อการสัญจรของประชาชนและภาคขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของเศรษฐกิจ”
ประธานสมาพันธ์ SME ไทยกล่าวอีกว่า หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ อาจเกิดเอฟเฟกต์แบบโดมิโนทำให้ผู้ประกอบการทยอยปิดกิจการ กระทบการจ้างงานและลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง จึงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการตรวจสอบสต๊อกน้ำมันในโรงกลั่นและบริษัทน้ำมันรายใหญ่ เพื่อความโปร่งใส การจัดสรรน้ำมันให้เพียงพอในทุกพื้นที่ การควบคุมราคาให้เกิดเสถียรภาพ และการดูแลภาคการขนส่งอย่างเร่งด่วน ก่อนวิกฤตจะลุกลามเกินควบคุม