
หลังผ่านช่วงชะลอตัวในปี 2568 อุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยมีแนวโน้มจะกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้นในช่วงสามปีนี้ (2569-2571) จากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศและภาคท่องเที่ยว ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของเครื่องดื่มบางกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตและการแข่งขันที่เข้มข้น
วิจัยกรุงศรี (Krungsri Research) ประเมินว่า ในปี 2569 ปริมาณการจำหน่ายเครื่องดื่มในประเทศไทยจะเติบโตในอัตราที่ชะลอลง แต่จะดีขึ้นในปี 2570-2571 โดยภาพรวม 3 ปี ปริมาณจำหน่ายในประเทศมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 1.8-2.8% ต่อปี
แต่การฟื้นตัวของตลาดไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่ากันในทุกกลุ่มสินค้า เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น เครื่องดื่มบางกลุ่มอย่างเครื่องดื่มสูตรน้ำตาลต่ำ และเครื่องดื่มเสริมอาหาร (functional drink) จึงมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าภาพรวมตลาด ขณะที่บางกลุ่มยังต้องเผชิญข้อจำกัดจากการแข่งขันที่รุนแรงและตลาดที่เริ่มอิ่มตัว
รายงาน แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรมปี 2569-2571: อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ของวิจัยกรุงศรีให้ข้อมูลว่า อุตสาหกรรมเครื่องดื่มของไทยพึ่งพาการผลิตภายในประเทศเป็นหลัก โดยกว่า 94.9% ของอุปทานทั้งหมดมาจากการผลิตในประเทศ ขณะที่การนำเข้ามีสัดส่วนเพียง 5.1%
ในปี 2568 อุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยชะลอลง โดยปริมาณการผลิตรวมลดลง 5.0% เหลือ 13,500 ล้านลิตร จาก 14,200 ล้านลิตรในปีก่อนหน้า เป็นผลจากการที่ผู้ประกอบการเร่งระบายสินค้าคงคลังหลังเพิ่มการผลิตอย่างมากในปี 2567 ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือ 46.9% จาก 49.9% ขณะที่ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 การผลิตยังหดตัวต่ออีก 1.9%
กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์มีปริมาณการผลิตลดลง 6.1% เหลือ 10,600 ล้านลิตร โดยน้ำอัดลมและโซดาหดตัวจากการหยุดสายการผลิตชั่วคราวและผลกระทบด้านการส่งออก ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลง 1.1% เหลือ 2,940 ล้านลิตร จากการลดการผลิตเพื่อระบายสต๊อกในบางกลุ่มสินค้า
ปริมาณการจำหน่ายในประเทศขยายตัว 2.0% อยู่ที่ 14,000 ล้านลิตร โดยเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เติบโต 1.6% และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เติบโต 3.6% นำโดยเบียร์และน้ำอัดลมที่ได้รับแรงหนุนจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และกระแสผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
ด้านการส่งออก ปริมาณส่งออกเครื่องดื่มรวมในปี 2568 ลดลง 4.8% เหลือ 2,510 ล้านลิตร แต่มูลค่าส่งออกยังเพิ่มขึ้น 1.3% แตะ 3,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการปรับราคาสินค้าและต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น โดยการหดตัวส่วนใหญ่มาจากเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนกับกัมพูชา ขณะที่การส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังเติบโต 8.6% จากแรงหนุนของตลาดเมียนมา
ในช่วงปี 2569-2571 ปริมาณการผลิตเครื่องดื่มโดยรวมของไทยมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 1.8-2.8% ต่อปี ปัจจัยหนุนมาจาก (1) การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของอุปสงค์ภายในประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตในปี 2570-2571 แม้ยังคงหดตัวในปี 2569 จากผลกระทบของวิกฤติตะวันออกกลาง (2) การลงทุนขยายกำลังการผลิตของผู้ผลิตรายใหญ่ รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงกระบวนการผลิตและขนส่ง และ (3) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชัน (functional drink)
แนวโน้มของผลิตภัณฑ์หลักแบ่งได้ ดังนี้
เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ : ปริมาณการผลิตในประเทศคาดว่าจะขยายตัว 1.9-2.9% ต่อปี แบ่งเป็น (1) น้ำดื่มและน้ำแร่บรรจุขวดจะขยายตัว 2.0-3.0% ต่อปี เนื่องจากยังมีอุปสงค์รองรับ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำแร่และน้ำดื่มกลุ่มพรีเมียม โดยเฉพาะน้ำดื่มวิตามินที่เน้นสุขภาพ และ (2) น้ำอัดลมและโซดาจะขยายตัว 2.1-3.1% ต่อปี จากการกลับมาเปิดโรงงานของผู้ผลิตบางราย รวมถึงการพัฒนาเครื่องดื่มสูตรปราศจากน้ำตาลตามความนิยมของผู้บริโภค ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : ปริมาณการผลิตในประเทศโดยรวมคาดว่าจะเติบโต 1.6-2.6% ต่อปี แบ่งเป็น (1) เบียร์จะขยายตัว 1.9-2.9% ต่อปี และ (2) สุราจะขยายตัว 0.7-1.7% ต่อปี จากแนวโน้มการผ่อนปรนมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่คาดว่าจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยหนุนความต้องการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเบียร์ที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลายรองรับตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น อาทิ เบียร์ไม่มีแอลกอฮอล์ เบียร์แคลอรี่ต่ำ และคราฟต์เบียร์
อย่างไรก็ตาม การผลิตเครื่องดื่มของไทยยังเผชิญปัจจัยท้าทายหลายด้าน ได้แก่ (1) ภาวะอุปทานและต้นทุนวัตถุดิบสำคัญอย่างอ้อย ข้าวบาร์เลย์ และมอลต์ ที่ผันผวนตามสภาพภูมิอากาศ (2) ต้นทุนบรรจุภัณฑ์และการขนส่งที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามราคาพลังงาน (3) ความไม่แน่นอนของกฎระเบียบภาครัฐ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการค้าชายแดนกับกัมพูชา และ (4) กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์และการปรับกระบวนการผลิต
วิจัยกรุงศรีคาดการณ์แนวโน้มปริมาณการจำหน่ายเครื่องดื่มในประเทศว่า ช่วงปี 2569-2571 ปริมาณการจำหน่ายจะเติบโตเฉลี่ย 1.8-2.8% ต่อปี โดยในปี 2569 อัตราการขยายตัวจะชะลอลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันท่ามกลางวิกฤติตะวันออกกลาง ผนวกกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตและค่าบรรจุภัณฑ์ที่ผลักด้นให้ราคาเครื่องดื่มปรับสูงขึ้น
จากนั้น อัตราการเติบโตจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นในปี 2570-2571 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) สภาวะอากาศที่ร้อนขึ้น ทำให้ความต้องการเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นเพิ่มขึ้น (2) การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของอุปสงค์ภายในประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะช่วยหนุนการเติบโตของธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม ผับ บาร์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง (3) การขยายตัวของร้านสะดวกซื้อและร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น และ (4) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค โดยเฉพาะเครื่องดื่มฟังก์ชัน (functional drink)
อย่างไรก็ตาม การตระหนักถึงประเด็นเรื่องสุขภาพที่ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนลดการบริโภคน้ำอัดลมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจเป็นข้อจำกัดที่ทำให้อัตราการเติบโตไม่สูงนัก
เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ : คาดว่าจะขยายตัว 1.9-2.9% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2571
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : คาดว่าจะขยายตัว ที่ 1.7-2.7% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2571
โดยได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวต่ออย่างค่อยเป็นค่อยไปของธุรกิจท่องเที่ยว บวกกับมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอนาคตที่คาดว่าจะมีแนวโน้มผ่อนปรนมากขึ้น ทั้งในส่วนของช่วงเวลาขาย การนำเข้า และการโฆษณา อีกทั้ง การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเร่งพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ที่มีแอลกอฮอล์และแคลอรี่ลดลง รวมถึงการพัฒนาสุราพร้อมดื่มและเบียร์คราฟต์ที่มีรสชาติหลากหลาย ช่วยดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่แตกต่างได้มากขึ้น
ปริมาณส่งออกเครื่องดื่มของไทยในช่วงปี 2569-2571 คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 1.7-2.7% ต่อปี
เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ : คาดว่าจะเติบโต 1.8-2.8% ต่อปี โดยแนวโน้มของผลิตภัณฑ์หลัก แบ่งได้เป็น
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : คาดว่าปริมาณส่งออกจะขยายตัว 1.3-2.3% ต่อปี โดยตลาดหลักในการส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยอย่างเมียนมายังมีแนวโน้มเติบโตดี จากความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทย การขยายตลาดของผู้ผลิตรายใหญ่ของไทย และการขยายตัวของสังคมเมืองและกลุ่มชนชั้นกลาง
อย่างไรก็ตาม การส่งออกเครื่องดื่มยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่อาจยืดเยื้อและกระทบการค้าชายแดน รวมถึงกระแสต่อต้านสินค้าไทยในกัมพูชา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของหลายผลิตภัณฑ์ มาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจลดความต้องการนำเข้าสินค้าจากไทย โดยเฉพาะน้ำผลไม้ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคที่อาจผลักดันต้นทุนพลังงาน การผลิต และการขนส่งให้สูงขึ้น
วิจัยกรุงศรีมองว่า ผลประกอบการผู้ผลิตเครื่องดื่มไทยในช่วงปี 2569-2571 จะทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภาคบริการ และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะพลาสติกและแก้วที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในปี 2569 จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่การส่งออกยังขยายตัวได้จำกัด โดยเฉพาะตลาดกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนที่ยืดเยื้อ
แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมจะมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ตามมุมมองของวิจัยกรุงศรี ปัจจัยหนุนและความท้าทายของผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มยังแตกต่างกัน โดยกลุ่มเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากกว่า ขณะที่กลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังต้องปรับตัวท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและกระแสการดูแลสุขภาพที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค
ผู้ผลิตน้ำดื่มและน้ำแร่บรรจุขวด : คาดว่ารายได้จะทยอยเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มใส่ใจสุขภาพและนิยมบริโภคน้ำดื่มสะอาดและปลอดภัยมากขึ้น เอื้อโอกาสต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าเชื่อถือในด้านมาตรฐานการผลิต
ผู้ผลิตน้ำอัดลม : มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากสภาพอากาศที่มีแนวโน้มร้อนขึ้นทุกปี ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคความต้องการเครื่องดื่มเพื่อความสดชื่นมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการหลายรายได้เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยลดปริมาณน้ำตาลและใช้สารให้ความหวานแทน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้รายได้มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
ผู้ผลิตเบียร์ : รายได้ทยอยฟื้นตัวจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้ดีขึ้น ซึ่งรวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์และแคลอรี่ต่ำสำหรับผู้บริโภคที่กังวลเรื่องสุขภาพ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นอาจกดดันความสามารถในการทำกำไร
ผู้ผลิตสุรา : ปริมาณการบริโภคมีแนวโน้มเติบโตอย่างจำกัดจากความใส่ใจสุขภาพที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์แบบคราฟต์หรือแฮนด์เมดที่มีเรื่องราวเบื้องแบรนด์และมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จะยังคงเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีศักยภาพในการเติบโต