
ช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางเดินเรือสำคัญที่สุดของโลกสำหรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านให้คำมั่นว่าจะเปิดเส้นทางนี้ให้ใช้งานได้อีก หลังถูกปิดกั้นมาตั้งแต่ทั้งสองประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์
อย่างไรก็ตาม การทำให้เรือกลับมาแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ในทันที ตลาดคาดการณ์ Kalshi ประเมินว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้มีโอกาส 51% ที่จะกลับสู่ภาวะปกติก่อนวันที่ 1 สิงหาคม และมีโอกาส 68% ที่จะกลับสู่ภาวะปกติก่อนวันที่ 1 กันยายน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดยังเชื่อว่าการฟื้นตัวมีความเป็นไปได้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ขณะเดียวกันก็ชี้ว่า ตลาดยังไม่ได้เชื่อมั่นอย่างเต็มที่ เพราะอุปสรรคสำคัญหลายด้านยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างชัดเจน ตั้งแต่ภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด ความเสี่ยงจากการโจมตี ความไม่แน่นอนว่าใครจะเป็นผู้กำกับดูแลการเดินเรือ ไปจนถึงคำถามเรื่องค่าผ่านทางและการฟื้นกำลังการผลิตน้ำมันและก๊าซในภูมิภาค
อุปสรรคแรกที่ขัดขวางการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ คือความเสี่ยงจากทุ่นระเบิด มีรายงานว่าอิหร่านอาจวางทุ่นระเบิดไว้ในเส้นทางเดินเรือหลักของช่องแคบ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรอินเดีย และตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านทางตอนเหนือ กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และโอมานทางตอนใต้
ความเสี่ยงดังกล่าวทำให้เรือจำนวนมากไม่สามารถใช้เส้นทางเดิมได้ตามปกติ บางส่วนต้องเปลี่ยนไปแล่นใกล้ชายฝั่งอิหร่านมากขึ้น ขณะที่บางส่วนเลือกเลี่ยงไปทางฝั่งโอมาน
แม้ปัจจุบัน เส้นทางตอนใต้ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลังสหรัฐฯ จะช่วยให้การขนส่งน้ำมันเริ่มขยับขึ้นได้บ้างแล้ว แต่ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเส้นทางทางเลือกเหล่านี้จะรองรับเรือจำนวนมากได้มากเพียงใด
ดังนั้น หากต้องการให้การเดินเรือกลับไปใกล้เคียงระดับก่อนสงคราม การกวาดล้างทุ่นระเบิดบริเวณกลางช่องแคบจึงเป็นขั้นตอนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ปัญหาคือยังไม่ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบภารกิจนี้ เรือกวาดทุ่นระเบิดจะได้รับการคุ้มกันอย่างไร และกระบวนการทั้งหมดอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์
นอกจากทุ่นระเบิดแล้ว ความเสี่ยงจากการโจมตียังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมเดินเรือกังวล แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะมีข้อตกลงหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน แต่การสู้รบยังไม่ได้ยุติลงอย่างสมบูรณ์ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ หรือ IMO ภายใต้องค์การสหประชาชาติ ระบุว่า มีลูกเรือเสียชีวิตอย่างน้อย 14 รายจากความขัดแย้งครั้งนี้ และมีการโจมตี 46 ครั้งที่ทำให้เรือได้รับความเสียหาย
สำหรับลูกเรือพาณิชย์ การทำงานในพื้นที่ขัดแย้งถือเป็นความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว อุตสาหกรรมเดินเรือจึงต้องการคำยืนยันที่ชัดเจนจากทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านว่า การสู้รบได้สิ้นสุดลงจริง แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าของเรือหลายรายยังมองว่า ลูกเรือบางส่วนอาจไม่ต้องการกลับเข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งอาจทำให้จำนวนเรือที่พร้อมเข้าไปรับสินค้าในภูมิภาคนี้ลดลง
ก่อนเกิดสงคราม บริษัทเดินเรือสามารถนำเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ค่อนข้างเสรี ภายใต้หลักเสรีภาพในการเดินเรือ แม้ในทางปฏิบัติจะมีข้อจำกัดอยู่บ้างในบางสถานการณ์
แต่หลังสงครามเริ่มต้นขึ้น การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซในอนาคตอาจไม่ได้อยู่ภายใต้กติกาเดิมทั้งหมด หรืออาจไม่เสรีเท่าที่เคยเป็นมา สำนักข่าวกึ่งทางการฟาร์สของอิหร่านรายงานว่า การบริหารจัดการ “บริการเดินเรือ” ในช่องแคบแห่งนี้จะถูกกำหนดโดยอิหร่านและโอมาน ซึ่งทำให้เจ้าของเรือหลายรายไม่สบายใจ
เหตุผลสำคัญคือ เจ้าของเรือไม่ต้องการให้การแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นเรื่องที่ต้องขออนุญาตหรือประสานงานกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอิหร่าน ซึ่งยังอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
สำหรับธุรกิจเดินเรือ การต้องติดต่อกับฝ่ายที่มีความเสี่ยงด้านมาตรการคว่ำบาตรอาจเพิ่มทั้งภาระด้านกฎหมาย ภาระด้านประกันภัย และความไม่แน่นอนในการดำเนินงาน
เจ้าของเรือหลายรายให้ข้อมูลกับ Bloomberg ว่า พวกเขาไม่ต้องการสื่อสารกับหน่วยงานใดเป็นพิเศษ เพียงเพื่อแล่นผ่านน่านน้ำที่ควรอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพในการเดินเรือ
ความกังวลนี้ทำให้สภาการเดินเรือบอลติกและระหว่างประเทศ หรือ BIMCO ซึ่งเป็นสมาคมการค้าระดับโลกของเจ้าของเรือ ระบุว่า จำเป็นต้องมีความชัดเจนว่าในอนาคตจะมีผู้ประสานงานการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ และหากจำเป็นต้องมีจริง อาจให้องค์กรภายใต้องค์การสหประชาชาติ หรือประเทศที่เป็นกลาง เข้ามามีบทบาทแทน
อีกประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนคือ เรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหรือไม่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า จะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม ขณะที่อิหร่านระบุว่า ช่วงเวลาที่เรือสามารถแล่นผ่านได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมจะสิ้นสุดลงหลังผ่านไป 60 วัน
เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะเรื่องต้นทุนการเดินเรือเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านมาตรการคว่ำบาตรด้วย องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ หรือ IMO ภายใต้องค์การสหประชาชาติ ระบุเมื่อเดือนเมษายนว่า ไม่มีฐานทางกฎหมายสำหรับการเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สหรัฐฯ เคยระบุในอดีตว่า การจ่ายค่าธรรมเนียมลักษณะนี้อาจทำให้ผู้จ่ายเสี่ยงถูกคว่ำบาตรได้
สภาวะนี้ทำให้เจ้าของเรือตกที่นั่งลำบาก เพราะหากจ่ายเงินให้อิหร่านเพื่อแล่นผ่านช่องแคบ ก็อาจเสี่ยงถูกหน่วยงานคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำ แต่ถ้าไม่ยอมจ่ายก็อาจถูกอิหร่านขัดขวางหรือโจมตี
ปัจจัยสุดท้าย ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุด ไม่ได้อยู่ที่เส้นทางเดินเรือเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การผลิตน้ำมันและก๊าซที่หยุดชะงักไปแล้วด้วย
ในบางพื้นที่ บริษัทน้ำมันต้องระงับการผลิตเพราะเมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด การส่งออกก็ทำไม่ได้ตามปกติ ขณะที่การปิดหลุมผลิต แม้จะเป็นการปิดโดยสมัครใจ ก็อาจทำให้ประสิทธิภาพของหลุมผลิตลดลง และสร้างความเสียหายต่อการดำเนินงานในระยะยาว
ในบางกรณี บริษัทน้ำมันหยุดการผลิตลงเพราะโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายจากสงคราม ดังนั้น ต่อให้ช่องแคบกลับมาเปิดได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าน้ำมันและก๊าซจะกลับมาไหลได้ทันที
Rystad Energy ประเมินว่า การบูรณะโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคนี้จะมีต้นทุนสูงถึงราว 42,000 ล้านดอลลาร์
อีกปัญหาหนึ่งคือ เรือบรรทุกน้ำมันที่เคยให้บริการในอ่าวเปอร์เซีย แต่กระจายไปยังเส้นทางอื่นหรือถูกหยุดใช้งานไปแล้ว จะต้องถูกนำกลับมาเข้าประจำตำแหน่งใหม่ นักวิเคราะห์ของ Rystad ระบุว่า กระบวนการนี้น่าจะใช้เวลาประมาณสองเดือน และคาดว่าการผลิตจากภูมิภาคจะเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในเดือนสิงหาคมและกันยายน เมื่อแหล่งผลิตต่าง ๆ ทยอยกลับมาทำงานได้อีกครั้ง
Rystad ประเมินว่า 85-90% ของปริมาณการผลิตที่สูญเสียไปจะฟื้นกลับมาได้ในช่วงต้นไตรมาส 4 ของปีนี้ และจะกลับมาเต็ม 100% ได้ในเดือนมกราคม 2570 เท่านั้น
ภาพนี้สะท้อนว่า แม้การเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นข่าวดีต่อการค้าและตลาดพลังงานโลก แตการเปิดเส้นทางกลับสู่ภาวะปกติยังต้องใช้เวลา เพราะต้องรอทั้งความปลอดภัยของเส้นทาง ความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์ ความมั่นใจของเจ้าของเรือและลูกเรือ รวมถึงการฟื้นตัวของกำลังการผลิตน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคไปพร้อมกัน
อ้างอิง: Bloomberg