Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สงครามทุบอุตสาหกรรมไทย ประธาน ส.อ.ท.ชี้ต้นทุนพุ่ง การผลิตสะดุด
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สงครามทุบอุตสาหกรรมไทย ประธาน ส.อ.ท.ชี้ต้นทุนพุ่ง การผลิตสะดุด

13 มี.ค. 69
21:50 น.
แชร์

เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง เมื่อเกิดเหตุการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ภาคธุรกิจในไทยจึงได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งในแง่ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบการผลิต

สถานการณ์ในตะวันออกกลางจึงกลายเป็นอีกปัจจัยลบที่เข้ามาซ้ำเติมผู้ประกอบการจำนวนมากที่ค่อนข้างเปราะบางอยู่แล้ว โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์กับ SPOTLIGHT ถึงเรื่องนี้ว่า ภาคอุตสาหกรรมกำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วยความกังวล โดยสิ่งที่กังวลที่สุด คือ ความเสี่ยงที่สงครามจะยืดเยื้อ ซึ่งจะกระทบต่อทั้งราคาพลังงาน วัตถุดิบ การผลิต การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโดยรวมมากยิ่งขึ้น

ห่วงสงครามยืดเยื้อ กระทบเศรษฐกิจโลก

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าวว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจกังวลมากที่สุดในขณะนี้คือความเป็นไปได้ที่สถานการณ์จะยืดเยื้อ เห็นได้จากพัฒนาการของเหตุการณ์ ในช่วงแรกหลายฝ่ายคาดว่าการโจมตีผู้นำสูงสุดและผู้นำทางทหารของอิหร่านอาจทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองภายในประเทศ จนถึงขั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่สถานการณ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่มีการประเมินกันไว้

เกรียงไกรและภาคเอกชนมองว่า หากสงครามยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในเรื่องพลังงาน ซึ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงแล้วตั้งแต่สถานการณ์เริ่มดุเดือดขึ้น

เกรียงไกรมองว่าสถานการณ์ในขณะนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เพราะหากความตึงเครียดบานปลาย อาจลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาค และหากมีมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงเพิ่มเติม ก็มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่สงครามโลกได้อีกครั้ง

“น่าเป็นห่วง และความท้าทายเหล่านี้จะมีความผันผวน เป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไม่ได้ เพราะว่าเราไม่เคยเจอประธานาธิบดีที่ใช้นโยบายลักษณะนี้ เปลี่ยนตลอด มีความหวือหวา ใช้อำนาจเต็มที่ ผมคิดว่าความท้าทายครั้งนี้หนัก แต่อาจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย อาจจะมีมาต่อ”

อย่างไรก็ตาม เกรียงไกรมองว่าโจทย์สำคัญ คือ ความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือกับสิ่งที่เป็นความท้าทายต่าง ๆ เพราะวันนี้เศรษฐกิจไทยไม่ดี ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง เปรียบเสมือนร่างกายที่อ่อนแอ หากต้องเผชิญแรงกระแทกจากวิกฤตภายนอกเหมือนมีโรคภัยมาจู่โจมโรคแล้วโรคเล่า ก็อาจจะรับมือไม่ไหว

ไม่กังวลขาดแคลนน้ำมัน แต่กังวลราคาสูง

ในเรื่องพลังงาน ซึ่งเป็นความกังวลแรกของภาคธุรกิจไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแสดงความเห็นว่า ภาคเอกชนได้เข้าร่วมรับฟังข้อมูลในการประชุมที่รัฐบาลเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ซึ่งทำให้คลายกังวลได้ เพราะตามข้อมูลที่ได้รับมา ไทยยังมีปริมาณพลังงานสำรองของไทยยังอยู่ในระดับที่รองรับได้ ณ ตอนนี้มีน้ำมันเพียงพอสำหรับ 95 วัน และมีการจัดหาจากประเทศอื่น ๆ นอกตะวันออกกลางเข้ามาเติมเรื่อย ๆ ดังนั้น จึงไม่กังวลเรื่องความขาดแคลน

แม้จะไม่กังวลเรื่องขาดแคลน แต่เกรียงไกรบอกว่า มีความกังวลเรื่องราคาพลังงานที่สูงขึ้น จากการติดขัดในเส้นทางการขนส่ง และทั้งสองฝ่ายพยายามโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของกันและกัน ทั้งนี้ เกรียงไกรมองว่า ราคาน้ำมันมีโอกาสขึ้นไปแตะ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงสั้น ๆ

“เหตุการณ์ตอนนี้ยังน่าเป็นห่วงและต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป”

เริ่มกระทบต้นทุนอุตสาหกรรม

ในด้านผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทย เกรียงไกรกล่าวว่า ระดับราคาน้ำมันจะเป็นตัวกำหนดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยประเมินว่า หากราคาน้ำมันอยู่ราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลา 1 เดือน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะยังไม่มาก แต่ถ้าราคาขยับขึ้นไปอยู่ในช่วง 100-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จีดีพีไทยอาจลดลงเหลือโตประมาณ 1.3% และในกรณีเลวร้ายที่สุด หากราคาน้ำมันทะลุ 125 ดอลลาร์ขึ้นไปและสถานการณ์ควบคุมไม่ได้ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ประธาน ส.อ.ท.บอกว่า ขณะนี้สถานการณ์เพิ่งผ่านไปเพียงราวสิบกว่าวัน จึงยังประเมินความเสียหายที่ชัดเจนได้ยาก

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เริ่มเห็นแล้วในระยะสั้นนี้ คือ ต้นทุนสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งจากราคาพลังงานและความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบนำเข้า โดยเฉพาะปุ๋ย ซึ่งไทยนำเข้าจำนวนมากจากตะวันออกกลาง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาปุ๋ยอาจปรับสูงขึ้นและเกิดภาวะขาดตลาด ส่งผลต่อเกษตรกรและต้นทุนสินค้าเกษตร จึงจำเป็นต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าจากประเทศอื่น เช่น จีน อินโดนีเซีย และอินเดีย

วัตถุดิบขาด การผลิต-ส่งออกสะดุด

สำหรับผลกระทบด้านการติดขัดในการขนส่งวัตุดิบในภาคอุตสาหกรรม ประธาน ส.อ.ท.เปิดเผยว่า เริ่มเห็นผลกระทบแล้ว โดยเมื่อไม่กี่วันก่อนมีโรงงานผลิตโอเลฟินส์สองแห่งประกาศปิดชั่วคราว และจะส่งผลต่อซัพพลายเชนเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตบรรจุภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก ทำให้ราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับขึ้นถึง 30-40% และอาจจะส่งผลให้เกิดการแคลนสินค้าบางประเภทต่อไป เพราะผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสินค้าออกขายได้โดยไม่มีบรรจุภัณฑ์

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการส่งออกบางส่วนต้องชะลอการรับคำสั่งซื้อ เนื่องจากไม่สามารถประเมินต้นทุนและกำหนดราคาล่วงหน้าได้อย่างแน่ชัด

ด้านวัตถุดิบอุตสาหกรรมอื่น เช่น อะลูมิเนียม ซึ่งไทยนำเข้าจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง ก็เริ่มได้รับผลกระทบจากราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลต่ออุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง

เกรียงไกรมองว่า ผลกระทบของภาคอุตสาหกรรมจากสถานการณ์นี้ มีแนวโน้มจะส่งต่อไปยังต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพ ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น

ขนส่ง โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมหนัก เจ็บสุด

ประธานสภาอุตสาหกรรมบอกอีกว่า ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากต้นทุนพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 35-40% ของต้นทุนทั้งหมด ขณะที่อุตสาหกรรมหนัก เช่น การผลิตปูน อะลูมิเนียม และเหล็ก ก็มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานใกล้เคียงกันที่ราว 35-45% ส่วนอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ย ต้นทุนพลังงานอยู่ที่ประมาณ 12-20%

ประธาน ส.อ.ท.มองว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ มีแนวโน้มสะท้อนไปยังราคาสินค้าในระยะต่อไป และอาจทำให้สินค้าบางประเภทเกิดภาวะขาดตลาด

เอกชนดูแลตัวเองด้วยการประหยัดพลังงาน

สำหรับแนวทางดูแลตัวเองของภาคอุตสาหกรรมในการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์นี้ เกรียงไกรแนะว่า ต้องร่วมมือประหยัดพลังงานตามมาตรการของรัฐบาล โดยใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมองหาทางเลือกด้านพลังงานอื่นที่สามารถใช้ทดแทนได้

ขณะนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยตั้งเป้าหมายให้โรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศลดการใช้พลังงานลงประมาณ 20% ในช่วงที่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน โดยจะผลักดันให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นมาใช้ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโรงงานและการใช้พลังงาน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้หลายโรงงานสามารถลดการใช้พลังงานได้ราว 15-20% และช่วยลดภาระการนำเข้าพลังงานของประเทศได้ในระดับหนึ่ง

แนะจริงจังกับการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ

นอกจากนั้น เกรียงไกรแสดงความเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องจริงจังกับการพัฒนาพลังงานทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสูง แต่ที่ผ่านมาไม่มีการจริงจัง มักจะตื่นตัวเดินหน้าเฉพาะช่วงที่ราคาน้ำมันโลกสูง และชะลอลงเมื่อราคาพลังงานปรับลด

“ถ้าประเทศไทยสามารถผลักดันพลังงานชีวภาพได้อย่างจริงจังเหมือนประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างบราซิล ก็จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ อาจลดการนำเข้าได้ราว 30% หรือมากกว่านั้น ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการขาดดุลการค้า แต่ยังสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศในระยะยาว”

เรียกร้องรัฐเร่งช่วย SME

เกรียงไกรกล่าวอีกว่า กลุ่ม SME ไทยซึ่งมีความเปราะบางอยู่แล้ว มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งค่อนข้างมาก ทั้งภาคการผลิต การบริการ และการท่องเที่ยว

ในด้านการท่องเที่ยว คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงจากเดิมที่ประเมินไว้ราว 35-36 ล้านคนในปีนี้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างน้อย 10-15% จากผลกระทบของสถานการณ์ความไม่สงบและต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน SME ยังต้องเผชิญกับต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้นและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่อยู่ในซัพพลายเชนของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน ทำให้ความเสี่ยงของธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น

เกรียงไกรจึงมองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือ SME โดยเฉพาะการจัดหาแหล่งเงินทุน ไม่เช่นนั้นผู้ประกอบการจำนวนมากอาจไปต่อไม่ไหว เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้

เกรียงไกรบอกอีกว่า ที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยดำเนินมาตรการช่วยเหลือ SME มาอย่างต่อเนื่อง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่เร่งดำเนินการคือการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงิน เพื่อหาแหล่งเงินทุนเข้ามาช่วยพยุงผู้ประกอบการ

โดยขณะนี้ สภาอุตสาหกรรมฯ อยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุน SME เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) และธนาคารออมสิน เพื่อผลักดันมาตรการสินเชื่อและการต่ออายุวงเงินให้กับผู้ประกอบการ เพื่อช่วยประคองธุรกิจให้รอดผ่านช่วงนี้ ซึ่งยังเป็นช่วงรอยต่อของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

เรียกร้องรัฐพยุงค่าน้ำมันอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ เกรียงไกรกล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น แม้ว่าราคาขายปลีกหน้าปั๊มจะได้รับการชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ ลิตรละ 16-17 บาท แต่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อน้ำมันจากปั๊มโดยตรง หากซื้อผ่านผู้ค้าคนกลาง (jobber) ซึ่งไม่ได้รับการชดเชย ทำให้ต้นทุนดีเซลที่เคยอยู่ราว 30 บาทต่อลิตร ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 40 กว่าบาทต่อลิตร

“ต้นทุนนี้กลายเป็นภาระที่ใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมที่จะส่งผ่านไปยังราคาสินค้า เพราะฉะนั้น อยากเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาขยายมาตรการดูแลราคาพลังงานไปยังภาคอุตสาหกรรมด้วย” ประธานสภาอุตสาหกรรมเรียกร้องไปถึงรัฐบาล

แชร์
สงครามทุบอุตสาหกรรมไทย ประธาน ส.อ.ท.ชี้ต้นทุนพุ่ง การผลิตสะดุด