
เศรษฐกิจเวียดนามในช่วงต้นปี 2569 เริ่มส่งสัญญาณ “ชะลอความร้อนแรง” ลง แม้ยังคงเติบโตในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค แต่แรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ท้าทายเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค และความสามารถของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตระดับสองหลักที่ตั้งไว้
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (NSO) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาสแรกของปี ซึ่งครอบคลุมช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม ขยายตัว 7.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะสูงกว่าระดับ 7.05% ในไตรมาสแรกของปี 2568 แต่ชะลอลงจาก 8.46% ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าโมเมนตัมทางเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแรงลง ท่ามกลางต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและแรงกดดันจากราคาพลังงาน
ขณะเดียวกัน สัญญาณเงินเฟ้อเริ่มเด่นชัดขึ้น โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 4.65% เมื่อเทียบรายปี เร่งตัวจากระดับ 3.35% ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากต้นทุนการขนส่งที่พุ่งขึ้นถึง 10.81% ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้แรงกดดันด้านค่าครองชีพเริ่มส่งผ่านไปยังทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ
โครงสร้างเศรษฐกิจของเวียดนามที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากกว่า 80% ทำให้ประเทศมีความเปราะบางต่อความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเมื่อสงครามในอิหร่านซึ่งยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 ได้รบกวนเส้นทางการขนส่งน้ำมัน ส่งผลให้ราคาพลังงานภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลจากผู้ค้าพลังงานรายใหญ่ของประเทศอย่าง Petrolimex ระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินในเวียดนามเพิ่มขึ้น 21% ขณะที่ราคาดีเซลพุ่งสูงถึง 84% ซึ่งถือเป็นแรงกระแทกโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่งและโลจิสติกส์
แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ไม่เพียงผลักดันเงินเฟ้อ แต่ยังส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะสายการบินเวียดนามที่ต้องลดการดำเนินงานลงเพื่อลดต้นทุน ขณะที่รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบ ทั้งการลดภาษีน้ำมัน การอุดหนุนราคาพลังงาน และการส่งเสริมการทำงานทางไกลเพื่อลดการใช้พลังงาน
ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลยังได้พยายามกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน ด้วยการหาแหล่งนำเข้าน้ำมันทางเลือกจากประเทศผู้ผลิตอื่น เช่น กลุ่มประเทศอ่าว ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลางในระยะยาว
ในด้านภาคต่างประเทศ แม้เศรษฐกิจจะเผชิญแรงกดดัน แต่การส่งออกยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยในเดือนมีนาคม มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 20.1% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 4.644 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ในไตรมาสแรก การส่งออกเพิ่มขึ้น 19.1% เป็น 1.229 แสนล้านดอลลาร์ สะท้อนถึงบทบาทของเวียดนามในฐานะฐานการผลิตสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า โดยในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 27.8% สู่ระดับ 4.711 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เวียดนามขาดดุลการค้าในเดือนดังกล่าว 670 ล้านดอลลาร์ และเมื่อรวมทั้งไตรมาสแรก การนำเข้าเพิ่มขึ้น 27.0% เป็น 1.26 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เกิดการขาดดุลสะสม 3.64 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น
ในภาคการผลิต ดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมในเดือนมีนาคมขยายตัว 6.9% เมื่อเทียบรายปี แม้ยังอยู่ในระดับบวก แต่ชะลอลงจาก 8.6% ในเดือนเดียวกันของปีก่อน บ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่เริ่มกระทบต่อกิจกรรมการผลิต
ในขณะเดียวกัน ภาคการบริโภคภายในประเทศยังคงมีสัญญาณบวก โดยยอดค้าปลีกในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 10.9% แสดงถึงอุปสงค์ภายในที่ยังคงมีความยืดหยุ่น แม้เผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
แม้เผชิญความท้าทายจากหลายด้าน รัฐบาลเวียดนามยังคงยืนยันเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 10% ในปี 2569 โดยนายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ระบุว่าจะเดินหน้ามาตรการเชิงรุก ทั้งการเพิ่มการลงทุนภาครัฐ การกระจายตลาดส่งออก และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหรือแหล่งทรัพยากรเพียงบางภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานสถิติแห่งชาติยอมรับว่า “แรงกดดันจากต้นทุนปัจจัยการผลิตและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นต่อเงินเฟ้อยังคงอยู่ และเป็นความท้าทายต่อการบริหารเศรษฐกิจ” โดยผู้อำนวยการ NSO เหงียน ถิ หือง ระบุว่า เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 สถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามยังคงเผชิญอุปสรรคหลายประการ และการบรรลุเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 ยังคงเป็น “ความท้าทายขนาดใหญ่”
ในอีกด้านหนึ่ง แม้เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในไตรมาสแรกจะเพิ่มขึ้น 9.1% เมื่อเทียบรายปี เป็น 5.41 พันล้านดอลลาร์ แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือมูลค่าการลงทุนที่ให้คำมั่น (pledges) ซึ่งสะท้อนกระแสเงินลงทุนในอนาคต เพิ่มขึ้นถึง 42.9% เป็น 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงมีต่อเศรษฐกิจเวียดนามในระยะกลางถึงยาว
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเวียดนามยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ประเทศยังคงเผชิญข้อจำกัด จุดอ่อน และความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะแรงกดดันจากการบริหารเศรษฐกิจมหภาค และความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งกลายเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดในบริบทเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในปัจจุบัน
ที่มา: Nikkei Asia