Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ปธ.เฟดใหม่มีแววขึ้นดอกเบี้ย กดดันราคาทองลดลง ต้องจับตาปัจจัยอะไรบ้าง?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ปธ.เฟดใหม่มีแววขึ้นดอกเบี้ย กดดันราคาทองลดลง ต้องจับตาปัจจัยอะไรบ้าง?

23 พ.ค. 69
13:15 น.
แชร์

ราคาทองคำโลกปรับตัวลง ท่ามกลางแรงกดดันจากดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังทรงตัวในระดับสูง ทำให้บรรยากาศการลงทุนในทองคำยังไม่สดใสนัก

ราคาทองคำปิดสัปดาห์การซื้อขายที่ 4,522.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังอ่อนตัวลง 0.48% ในวันศุกร์ ส่งผลให้ภาพรวมตลอดสัปดาห์ลดลง 0.73% เมื่อเทียบกับวันศุกร์ก่อนหน้า ขณะที่ราคาตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมปรับลดลงแล้ว 4.44% สะท้อนแรงกดดันที่ยังปกคลุมตลาดทองคำอย่างต่อเนื่อง

สำหรับราคาทองคำในประเทศล่าสุดวันนี้ (23 พฤษภาคม 2569) ลดลง 200 บาท ทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 69,650.00 บาท และขายออกบาทละ 69,850.00 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้ออยู่ที่บาทละ 68,250.32 บาท และขายออกบาทละ 70,650.00 บาท ขณะที่ราคาทองคำสปอตเคลื่อนไหวอยู่ที่ 4,508.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์

การปรับฐานของราคาทองคำรอบนี้เป็นผลจากแรงกดดันทางมหภาคหลายด้าน โดยเฉพาะท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ที่เริ่มส่งสัญญาณแข็งกร้าวมากขึ้น ภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม แทนเจอโรม พาวเวลล์ ท่าทีดังกล่าวทำให้นักลงทุนประเมินว่าแนวโน้มนโยบายการเงินของสหรัฐฯ อาจตึงตัวมากขึ้น และลดความน่าสนใจของทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังไม่ได้ปรับลงอย่างรุนแรง เพราะยังมีแรงซื้อเชิงโครงสร้างจากธนาคารกลางทั่วโลกคอยรองรับอยู่เบื้องหลัง ข้อมูลจากสภาทองคำโลกชี้ว่า ธนาคารกลางซื้อทองคำสุทธิ 244 ตันในไตรมาสแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อนหน้า นำโดยโปแลนด์ จีน และอุซเบกิสถาน

ภาพรวมดังกล่าวทำให้ตลาดทองคำกำลังอยู่ในภาวะ “สองแรงดึง” ระหว่างแรงกดดันจากเฟดที่มีแนวโน้มดำเนินนโยบายเข้มงวดมากขึ้น กับแรงหนุนจากธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังเดินหน้ากระจายทุนสำรองระหว่างประเทศออกจากดอลลาร์ และเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในระยะยาว

เฟดสายเหยี่ยว-ดอลลาร์แข็ง กดต้นทุนถือทองคำให้สูงขึ้น

แรงขายทองคำในสัปดาห์นี้มีจุดเริ่มต้นสำคัญจากท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด หลังเควิน วอร์ช ส่งสัญญาณว่านโยบายการเงินของสหรัฐฯ อาจกลับมาตึงตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดขนาดงบดุล หรือการประสานงานกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิดมากขึ้นในประเด็นเงินเฟ้อ

สัญญาณดังกล่าวทำให้ตลาดเริ่มประเมินว่า เฟดอาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยราคาสัญญาในตลาดขณะนี้สะท้อนความน่าจะเป็น 58% ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ก่อนเดือนธันวาคม 2026

แรงกดดันนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูง โดยอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.8% ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.9% ทำให้นักลงทุนมองว่าเฟดอาจยังไม่มีพื้นที่มากพอที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเร็วเกินไป ท่าทีของคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการเฟด ซึ่งยังคงคัดค้านการลดดอกเบี้ยก่อนเวลา ยิ่งตอกย้ำมุมมองดังกล่าว

ผลที่ตามมาคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น และเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งกดดันราคาทองคำโดยตรง เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำจึงเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นยังทำให้ทองคำมีราคาแพงขึ้นสำหรับนักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่น

สหรัฐฯ-อิหร่านตึงเครียด เสี่ยงดันน้ำมัน-เงินเฟ้อสูง กดดันราคาทองต่อ

นอกจากปัจจัยด้านนโยบายการเงิน ตลาดยังจับตาความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งกลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญอีกครั้ง หลังมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายยังมีจุดยืนแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นคลังยูเรเนียมของอิหร่าน และการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

ด้านอิหร่าน ผู้นำสูงสุดภายใต้การนำของโมจตาบา คาเมเนอี มีคำสั่งว่า คลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านจะต้องไม่ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ เนื่องจากอาจทำให้อิหร่านเปราะบางมากขึ้นต่อความเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีในอนาคต

ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดกังวลว่า ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง และส่งแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยของเฟดต้องทรงตัวในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากทั้งดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ และแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังไม่เข้าสู่รอบขาลงอย่างชัดเจน

ธนาคารกลางทั่วโลกยังเป็นฐานรองรับราคาทองคำ

แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลงราว 17% จากจุดสูงสุดในเดือนมกราคมที่ 5,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่การอ่อนตัวรอบนี้ยังไม่ลุกลามเป็นแรงเทขายรุนแรง เพราะมีแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกคอยรองรับอยู่เบื้องหลัง และกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของตลาดทองคำในระยะหลัง

ข้อมูลจากสภาทองคำโลกระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิ 244 ตันในไตรมาสแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีโปแลนด์ จีน และอุซเบกิสถานเป็นผู้ซื้อหลัก 

แรงซื้อระดับนี้สะท้อนว่า ทองคำยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะสินทรัพย์ทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศต้องการลดการพึ่งพาดอลลาร์ และกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของระบบการเงินโลก

แรงซื้อที่ต่อเนื่องดังกล่าวทำให้โกลด์แมน แซคส์ ปรับเพิ่มสมมติฐานการซื้อทองคำรายเดือนของธนาคารกลางจาก 29 ตันเป็น 60 ตัน พร้อมประเมินว่าอุปสงค์จากธนาคารกลางจะทำหน้าที่เป็น “เบาะรองรับเชิงโครงสร้าง” ให้กับราคาทองคำ แม้ในระยะสั้นตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ย ดอลลาร์ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ลดลง

ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำปัจจุบันยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วันที่ 4,835 ดอลลาร์ต่อออนซ์ค่อนข้างมาก ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่าแรงขายระยะสั้นยังมีน้ำหนักสูง แต่ในอดีต ภาวะที่ราคาถอยห่างจากค่าเฉลี่ยมากเช่นนี้มักเกิดขึ้นก่อนการฟื้นตัว หากปัจจัยมหภาคเริ่มเปลี่ยนทิศ ไม่ว่าจะเป็นดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับลดลง หรือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง

นักลงทุนควรขายหรือซื้อ เมื่อทองคำยืนใกล้แนวรับ 4,500 ดอลลาร์

คำถามสำคัญของตลาดในเวลานี้คือ นักลงทุนควรขายทองคำออกทันที หรือใช้จังหวะอ่อนตัวเป็นโอกาสทยอยสะสม 

คำตอบยังไม่ชัดเจน เพราะตลาดทองคำกำลังถูกดึงรั้งระหว่างแรงกดดันระยะสั้นจากดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลง กับแรงหนุนระยะยาวจากการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก

ด้านอุปสงค์จริงในตลาดกายภาพยังไม่ได้แข็งแกร่งทั่วทั้งระบบ อินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ของโลก ได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำจาก 6% เป็น 15% มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะทำให้อุปสงค์ทองคำของอินเดียลดลง 50-60 ตันในปีนี้ โดยผลกระทบเห็นชัดที่สุดในกลุ่มทองคำแท่งและเหรียญทอง ซึ่งเป็นตลาดที่อ่อนไหวต่อราคาและต้นทุนภาษีเป็นพิเศษ

ขณะเดียวกัน ฝั่งอุปทานยังมีความเคลื่อนไหวจากบริษัทเหมืองแร่หลายแห่ง 1911 Gold Corp เดินหน้าโครงการทดลองทำเหมืองที่ True North Mine ในรัฐแมนิโทบา ส่วน NevGold เร่งพัฒนาโครงการ Limo Butte ในรัฐเนวาดา ซึ่งมีทรัพยากรแอนติโมนีควบคู่ไปด้วย 

แม้โครงการเหล่านี้อาจยังไม่เปลี่ยนสมดุลตลาดทองคำในทันที แต่สะท้อนว่าผู้ผลิตยังมองเห็นแรงจูงใจในการพัฒนาแหล่งแร่ ภายใต้ราคาทองคำที่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอดีต

ในเชิงเทคนิค ทองคำซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 50 วันที่ 4,670 ดอลลาร์อยู่ราว 3% ขณะที่ดัชนี RSI อยู่ที่ 49.8 สะท้อนภาวะเป็นกลาง ยังไม่เข้าสู่เขตซื้อมากเกินไปหรือขายมากเกินไป ระดับ 4,500 ดอลลาร์จึงกลายเป็นแนวรับทางจิตวิทยาสำคัญในสัปดาห์ข้างหน้า 

หากเฟดให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลดขนาดงบดุล แรงกดดันต่อราคาทองคำอาจดำเนินต่อ แต่หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสะดุดลงอีกครั้ง ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอาจกลับมาอย่างรวดเร็ว

สำหรับมุมมองของสถาบันการเงินรายใหญ่ ภาพระยะกลางยังไม่ได้เป็นลบทั้งหมด โกลด์แมน แซคส์ ยังคาดว่าราคาทองคำอาจแตะ 5,400 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2026 ขณะที่ UBS มองว่าราคามีโอกาสฟื้นสู่ 5,200 ดอลลาร์ หากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กลับมา หรือดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ 

อ้างอิง: ฮั่วเซ่งเฮง


แชร์
ปธ.เฟดใหม่มีแววขึ้นดอกเบี้ย กดดันราคาทองลดลง ต้องจับตาปัจจัยอะไรบ้าง?