
วันนี้ (7 กรกฎาคม) Thaimart หรือ “ไทยมาร์ท” เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ไทยมาร์ท มาร์เก็ตเพลส จำกัด โดยมี “นอท-พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์” ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซไทยที่ยังถูกขับเคลื่อนโดยแพลตฟอร์มรายใหญ่จากต่างชาติเป็นหลัก
การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนความพยายามของไทยมาร์ทในการวางตัวเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยบริษัทตั้งเป้าสร้างพื้นที่การค้าที่ผู้ขายสามารถเติบโตได้ภายใต้กติกาที่เป็นธรรมมากขึ้น มีโอกาสกำหนดทิศทางธุรกิจของตัวเอง และไม่ต้องพึ่งพาเงื่อนไขจากแพลตฟอร์มอื่นเพียงฝ่ายเดียว
หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ไทยมาร์ทใช้ดึงดูดผู้ประกอบการในช่วงเริ่มต้น คือ การไม่เก็บค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม หรือ GP 0% ในปีแรก สำหรับร้านค้าที่เปิดร้านบนแพลตฟอร์มระหว่างวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ถึง 6 กรกฎาคม 2570 ก่อนจะปรับเข้าสู่โครงสร้างค่าธรรมเนียมแบบขั้นบันไดในปีถัดไป
ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมจัดแคมเปญส่งฟรีสำหรับ 100,000 ออเดอร์แรกของทั้งแพลตฟอร์ม โดยไม่จำกัดวงเงินค่าจัดส่งต่อชิ้น เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงเพิ่มโอกาสในการปิดการขายในช่วงเริ่มต้นของแพลตฟอร์ม
อย่างไรก็ตาม ไทยมาร์ทไม่ได้วางจุดขายของตัวเองไว้ที่การแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ของแพลตฟอร์มที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ คุณภาพสินค้า ความถูกต้องตามกฎหมาย และการจัดการปัญหาสินค้าปลอมอย่างจริงจัง
อีกจุดที่บริษัทให้ความสำคัญคือการสื่อสารระหว่างผู้ค้าและลูกค้า โดยไทยมาร์ทต้องการเป็นแพลตฟอร์มที่ทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยกันได้จริง เข้าใจปัญหาของกันและกัน และมีระบบสนับสนุนที่ช่วยให้การซื้อขายเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่น
เพื่อรองรับทิศทางดังกล่าว บริษัทประกาศแนวคิด “Fair First” หรือ “ความเป็นธรรมต้องมาก่อน” ควบคู่กับแนวคิด “Partner Success” หรือ “เพื่อนรวย เราสำเร็จ” โดยมองว่าความสำเร็จของแพลตฟอร์มจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อผู้ค้าอยู่รอด มีกำไร และสามารถเติบโตไปพร้อมกับแพลตฟอร์มได้อย่างยั่งยืน
นายพันธ์ธวัชอธิบายว่า Thaimart ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเพียงมาร์เก็ตเพลสอีกแห่งหนึ่ง แต่ถูกวางให้เป็น “บ้านหลังแรกของผู้ประกอบการไทย” หรือพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตภายใต้กติกาที่เป็นธรรม มีอำนาจต่อรองมากขึ้น และมีโอกาสกำหนดอนาคตของธุรกิจตัวเองได้มากกว่าเดิม
แนวคิดดังกล่าวมาจากบทเรียนที่นายพันธ์ธวัชสะสมมาตลอดกว่า 20 ปีในการทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ตั้งแต่ยุค Internet Marketing หรือ IM ก่อนที่คำว่า “Digital Marketing” จะถูกใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้นายพันธ์ธวัชเห็นข้อจำกัดของการพึ่งพาแพลตฟอร์มของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นช่องทางขาย การทำการตลาด การเข้าถึงลูกค้า หรือการสร้างรายได้
นายพันธ์ธวัชมองว่า ปัญหาใหญ่ของผู้ประกอบการไม่ได้อยู่ที่การใช้แพลตฟอร์มต่างชาติ แต่คือการที่ผู้ประกอบการแทบไม่มีอำนาจต่อรองเมื่อกติกาถูกเปลี่ยน อัลกอริทึมถูกปรับ หรือบัญชีถูกระงับโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน แม้ผู้ประกอบการจะเป็นฝ่ายสร้างยอดขาย สร้างทราฟฟิก และสร้างรายได้ให้ระบบ แต่อำนาจตัดสินใจสุดท้ายยังอยู่ในมือของเจ้าของแพลตฟอร์ม
หนึ่งในประสบการณ์ที่นายพันธ์ธวัชยกขึ้นมาเล่าเกิดขึ้นเมื่อราว 20 ปีก่อน ขณะทำ Affiliate กับ Amazon.com โดยในช่วงแรกสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง เดือนละประมาณ 100,000-300,000 บาท และในช่วง Black Friday ปีหนึ่ง มียอดค่าคอมมิชชันจาก Affiliate ประมาณ 2 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อนายพันธ์ธวัชต้องการถอนเงิน กลับไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้ แม้ยอดเงินยังปรากฏอยู่ในบัญชี โดย Amazon แจ้งว่ามีการทำผิดกฎ เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นายพันธ์ธวัชตั้งคำถามกับการฝากอนาคตธุรกิจไว้กับแพลตฟอร์มของผู้อื่น
หลังจากนั้น นายพันธ์ธวัชยังเผชิญประสบการณ์ลักษณะเดียวกันอีกหลายครั้ง ทั้งการทำเว็บไซต์ที่พึ่งพารายได้จากโฆษณาของ Google ซึ่งได้รับผลกระทบหลังการเปลี่ยนอัลกอริทึม จนรายได้ที่เคยอยู่ในระดับหลักแสนบาทต่อเดือนลดลงเหลือศูนย์ รวมถึงการทำเพจไฮไลต์ฟุตบอลพากย์ไทย “กูว่าแล้วมันต้องยิง” ที่เคยสร้างรายได้จากโฆษณาเดือนละหลายแสนบาท ก่อนถูกปิดเพจหลัง Facebook เปลี่ยนนโยบาย
แม้ต่อมานายพันธ์ธวัชจะสร้างแพลตฟอร์มของตัวเองในธุรกิจลอตเตอรี่ เช่น กองสลากดอทคอม กองสลากพลัส และลอตเตอรี่พลัส แต่ช่องทางการตลาดหลักยังต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มภายนอกอย่าง TikTok, Facebook และ YouTube นายพันธ์ธวัชระบุว่า ทั้งตัวนายพันธ์ธวัชและธุรกิจถูกแบนจากหลายช่องทาง แม้จะใช้งบโฆษณากับแพลตฟอร์มเหล่านั้นเดือนละหลายสิบล้านบาท
จากประสบการณ์ทั้งหมด นายพันธ์ธวัชจึงสรุปว่า ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากกำลังสร้างธุรกิจของตัวเอง แต่กลับนำอนาคตไปฝากไว้กับ “บ้านที่ไม่ใช่ของเรา” เมื่อเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการถูกแบน การถูกปรับกฎ การถูกเปลี่ยนอัลกอริทึม หรือการถูกตัดสินโดยไม่มีคำอธิบาย ผู้ประกอบการมักไม่มีช่องทางโต้แย้งหรืออุทธรณ์อย่างเป็นธรรม
บทเรียนดังกล่าวทำให้นายพันธ์ธวัชไม่ต้องการ “ยืมจมูกคนอื่นหายใจ” อีกต่อไป และกลายเป็นที่มาของการลงทุนสร้างระบบนิเวศของตัวเอง โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้เตรียมโครงสร้างไว้ล่วงหน้า ทั้งทีมพัฒนาเทคโนโลยีประมาณ 120 คน ทีมการตลาด ทีมโปรดักชัน และทีมบริการลูกค้าที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีพนักงานรวมราว 450 คน
นายพันธ์ธวัชระบุว่า หากบริษัททำธุรกิจลอตเตอรี่เพียงอย่างเดียว อาจไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างองค์กรขนาดใหญ่เช่นนี้ แต่เหตุผลที่บริษัทสร้างทีมไว้ล่วงหน้า เพราะต้องการเตรียม ecosystem สำหรับวันที่พร้อมเดินหน้าในธุรกิจแพลตฟอร์มอย่างจริงจัง
ด้านเงินทุน นายพันธ์ธวัชระบุว่า บริษัทใช้เงินลงทุนจากทุนส่วนตัวทั้งหมด ไม่มีนักลงทุนต่างชาติหรือกลุ่มทุนรายใหญ่ร่วมลงทุน ทำให้สามารถกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจได้อย่างอิสระ และสะท้อนเจตนารมณ์ของ Thaimart ที่ต้องการเป็นแพลตฟอร์มของผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง
มาตรการสำคัญที่สุดในช่วงเปิดตัวของ Thaimart คือการยกเว้นค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม หรือ GP 0% สำหรับร้านค้าที่เปิดร้านบน Thaimart ในปีแรก ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ถึง 6 กรกฎาคม 2570 โดยบริษัทระบุว่า มาตรการนี้ต้องการช่วยให้ร้านค้ามีเวลาตั้งตัว ลดภาระต้นทุน และมีโอกาสเหลือกำไรไว้ใช้บริหารธุรกิจมากขึ้น
หลังพ้นปีแรก Thaimart จะปรับเข้าสู่โครงสร้างค่าธรรมเนียมแบบขั้นบันได
ทั้งนี้ อัตราดังกล่าวยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT
นายพันธ์ธวัชอธิบายว่า การไม่จัดเก็บค่าธรรมเนียมในปีแรกจะช่วยให้ร้านค้ามีกำไรเหลือสำหรับบริหารธุรกิจ และช่วยให้สามารถกำหนดราคาสินค้าได้ไม่แพงกว่าแพลตฟอร์มที่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราสูง แนวทางนี้สะท้อนตำแหน่งของ Thaimart ที่ต้องการใช้เรื่องต้นทุนเป็นเครื่องมือสนับสนุนร้านค้า มากกว่าการเร่งสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น
ทั้งนี้ นายพันธ์ธวัช ยอมรับว่า แพลตฟอร์มจำเป็นต้องเก็บค่าธรรมเนียม GP และต้องมีกำไร เพราะบริษัทมีต้นทุน ทั้งค่าเซิร์ฟเวอร์และค่าใช้จ่ายในการดูแลพนักงาน แต่การเก็บค่าธรรมเนียมต้องอยู่บนหลักที่เป็นธรรม ไม่ใช่การเอาเปรียบผู้ค้า โดยมองว่าหากมีผู้ค้าจำนวนมาก การเก็บค่าธรรมเนียมในระดับที่พอเหมาะจากแต่ละรายก็เพียงพอให้แพลตฟอร์มอยู่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องกดดันผู้ค้าเกินสมควร
นอกจาก GP 0% แล้ว บริษัทยังเปิดตัวแคมเปญส่งฟรีสำหรับ 100,000 ออเดอร์แรกของทั้งแพลตฟอร์ม โดยไม่จำกัดวงเงินค่าจัดส่งต่อชิ้น เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขายในช่วงเริ่มต้น หลังครบจำนวนสิทธิ์ ลูกค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าจัดส่งเอง มาตรการนี้จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของการลดแรงเสียดทานในการเริ่มใช้งานแพลตฟอร์ม ทั้งในฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อ
ด้านระบบโลจิสติกส์ Thaimart เปิดให้ผู้ใช้งานเลือกผู้ให้บริการขนส่งได้เอง ไม่ว่าจะเป็น Flash Express, KEX หรือไปรษณีย์ไทย โดยไม่มีการบังคับใช้ผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง บริษัทระบุว่าแนวทางนี้ต้องการเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพบริการ และในอนาคตอาจพัฒนาระบบขนส่งของตัวเอง หากสามารถช่วยลดต้นทุนให้ผู้บริโภคได้
ในเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ นายพันธ์ธวัชกล่าวว่า ความสำเร็จของ Thaimart จะไม่ถูกวัดจาก GMV หรือมูลค่าการซื้อขายรวม รายได้ กำไร จำนวนลูกค้า หรือการเติบโตของตัวเลขทางธุรกิจเป็นหลัก เนื่องจากมองว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียง “ผลลัพธ์” ของการดำเนินงาน ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของแพลตฟอร์ม
สำหรับนายพันธ์ธวัช เป้าหมายที่แท้จริงของ Thaimart คือการเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน และเป็นพื้นที่ทางธุรกิจที่คู่ค้าให้ความเชื่อถือในระยะยาว
หลักคิดสำคัญที่นายพันธ์ธวัชวางไว้คือ “ผู้ค้าต้องรอด แพลตฟอร์มถึงจะรุ่ง” เพราะหากแพลตฟอร์มเติบโตจากยอดขายของผู้ค้า แต่ผู้ค้ากลับไม่เหลือกำไรหรือไม่สามารถอยู่รอดได้ การเติบโตเช่นนั้นไม่ควรถูกนับเป็นความสำเร็จที่แท้จริงของแพลตฟอร์ม
นายพันธ์ธวัชกล่าวว่า ปัญหาของผู้ค้าจำนวนมากในปัจจุบันคือ ขายสินค้าอย่างหนัก แต่ท้ายที่สุดแทบไม่เหลือเงิน บางรายอาจมียอดขายสูง แต่เมื่อหักต้นทุน ค่าธรรมเนียม ค่าการตลาด ค่าขนส่ง และภาษีแล้ว กลับเหลือกำไรน้อย หรืออาจขาดทุนโดยไม่รู้ตัว นายพันธ์ธวัชจึงมองว่า หากแพลตฟอร์มร่ำรวยขึ้นบนหยาดเหงื่อของผู้ค้า แต่ผู้ค้าไม่สามารถอยู่รอดได้ นั่นไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง
ด้วยเหตุนี้ ความสำเร็จของ Thaimart จึงจะไม่ถูกวัดจาก GMV เพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจาก “ขนาดรอยยิ้มและกำไรของผู้ประกอบการไทย” หากผู้ค้าบนแพลตฟอร์มสามารถขายสินค้าได้ มีกำไร และเติบโตเป็นแบรนด์ของตัวเอง Thaimart ก็จะเติบโตตามไปด้วย
กลยุทธ์หลักที่นายพันธ์ธวัชวางไว้คือ “Partner Success” หรือ “เพื่อนรวย เราสำเร็จ” โดยนายพันธ์ธวัชอธิบายว่า หน้าที่ของ Thaimart และพนักงานทุกคนในบริษัทมีเพียงเรื่องเดียว คือทำให้ผู้ค้าที่อยู่บนแพลตฟอร์มประสบความสำเร็จ เพราะหากผู้ค้าประสบความสำเร็จ แพลตฟอร์มก็จะสำเร็จตามไปด้วย
นายพันธ์ธวัชยกตัวอย่างว่า หากมีผู้ค้าใน Thaimart จำนวน 100,000 ราย และผู้ค้าเหล่านั้นสามารถมีกำไรหรือเติบโตจากการขายบนแพลตฟอร์มได้ Thaimart เองก็ย่อมเติบโตตามไปด้วย แนวคิดนี้จึงไม่ใช่เพียงกลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่เป็นกติกาสำคัญของ “บ้านหลังนี้”
นอกจากการสร้างยอดขาย Thaimart ยังต้องการช่วยให้ผู้ค้าสร้างแบรนด์ของตัวเองได้ในระยะยาว โดยบริษัทมีแผนจัดทำอคาเดมีเพื่อให้ความรู้ด้านมาร์เก็ตติ้งและแบรนดิ้ง ซึ่งเป็นด้านที่นายพันธ์ธวัชระบุว่ามีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่ได้เป็นเพียงผู้ขายบนแพลตฟอร์ม แต่สามารถพัฒนาธุรกิจให้มีตัวตนและมูลค่าในระยะยาว
อีกปัจจัยที่นายพันธ์ธวัชให้ความสำคัญคือ “ความเชื่อมั่น” โดยมองว่าปัจจัยชี้ขาดของแพลตฟอร์มในอนาคตไม่ใช่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพราะเทคโนโลยีสามารถพัฒนาให้ไล่ทันกันได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบคลาวด์ เซิร์ฟเวอร์ หรือ AI แต่สิ่งที่สร้างได้ยากกว่าและมีความสำคัญมากกว่า คือความไว้วางใจจากผู้ค้าและผู้บริโภค
นายพันธ์ธวัชมองว่า ความไม่พอใจของผู้ค้าต่อแพลตฟอร์มเดิมจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการขาดฟีเจอร์หรือเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่เกิดจากความเชื่อมั่นที่ลดลง ทั้งจากการเปลี่ยนกติกา การปรับขึ้นค่าธรรมเนียม การเปลี่ยนอัลกอริทึม และการตัดสินใจของแพลตฟอร์มโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน
ดังนั้น Thaimart จึงต้องการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม แต่สิ่งที่ต้องการสร้างมากกว่านั้นคือ “ระบบปฏิบัติการของความเชื่อมั่น” โดยนายพันธ์ธวัชย้ำว่า แพลตฟอร์มต้องรักษาคำพูดกับผู้ค้าและลูกค้า เพราะความเชื่อมั่นคือปัจจัยที่จะกำหนดความยั่งยืนของแพลตฟอร์มในระยะยาว
จากแนวทางการทำธุรกิจที่วางไว้ Thaimart ประกาศชัดว่า กลยุทธ์การแข่งขันของแพลตฟอร์มจะไม่เน้นการเผาเงิน แจกคูปอง หรือเข้าสู่สงครามราคาเป็นหลัก แต่จะมุ่งแข่งขันด้วยคุณภาพสินค้า ความถูกต้องตามกฎหมาย และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
นายพันธ์ธวัชกล่าวว่า หากผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีคุณภาพและเชื่อมั่นได้ว่าเป็นของแท้ ผู้บริโภคก็มีโอกาสกลับมาใช้บริการซ้ำ แนวทางนี้ทำให้ Thaimart พยายามวางตำแหน่งตัวเองให้ต่างจากการแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซที่เน้นส่วนลดและราคาต่ำเป็นหลัก
ในด้านการคัดเลือกร้านค้า Thaimart กำหนดว่าสินค้าทุกประเภทที่จำหน่ายบนแพลตฟอร์มต้องถูกต้องตามกฎหมาย หากเป็นสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาต เช่น เครื่องหมาย อย. หรือ มอก. ผู้ค้าต้องมีเอกสารรับรองครบถ้วน ขณะที่สินค้าแฮนด์เมดสามารถจำหน่ายได้ หากไม่ขัดต่อกฎหมาย เงื่อนไขสำคัญคือสินค้าต้องเป็นของแท้ มีคุณภาพ และไม่ผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม Thaimart ไม่ได้จำกัดว่าสินค้าบนแพลตฟอร์มจะต้องเป็นสินค้าไทยเท่านั้น แต่เน้นว่าสินค้าทุกชิ้นต้องมีคุณภาพ ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นของแท้ เป้าหมายของบริษัทคือการสร้างตลาดที่มีแต่ของดีและของแท้ พร้อมสร้างภาพจำให้ผู้บริโภคเชื่อมโยงว่า หากต้องการซื้อของแท้ให้มาที่ Thaimart
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นดังกล่าว นายพันธ์ธวัชประกาศคำสัญญา 7 ข้อของ Thaimart โดยระบุว่านี่คือสิ่งที่แพลตฟอร์มอื่นอาจให้ไม่ได้ และเป็นหลักปฏิบัติสำคัญที่ Thaimart ต้องยึดถือในการอยู่ร่วมกับผู้ค้า ลูกค้า และคู่ค้าทั้งหมด
ข้อแรก Thaimart สัญญาว่าจะไม่เติบโตด้วยการเอาเปรียบผู้ค้า แต่จะเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน นายพันธ์ธวัชยอมรับว่าแพลตฟอร์มจำเป็นต้องเก็บค่าธรรมเนียม GP และต้องมีกำไร เพราะบริษัทมีต้นทุน ทั้งค่าเซิร์ฟเวอร์และค่าใช้จ่ายในการดูแลพนักงาน แต่การเก็บค่าธรรมเนียมต้องอยู่บนหลักที่เป็นธรรม ไม่ใช่การเอาเปรียบผู้ค้า
นายพันธ์ธวัชมองว่า หากมีผู้ค้าจำนวนมาก การเก็บค่าธรรมเนียมในระดับที่เหมาะสมจากผู้ค้าแต่ละรายก็เพียงพอให้แพลตฟอร์มอยู่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องกดดันผู้ค้าเกินสมควร แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการสำคัญของ Thaimart ที่ต้องการให้แพลตฟอร์มและผู้ค้าเติบโตไปพร้อมกัน ไม่ใช่ให้แพลตฟอร์มเติบโตอยู่ฝ่ายเดียว
ข้อที่สอง Thaimart สัญญาว่ากติกาของแพลตฟอร์มต้องชัดเจน โปร่งใส และอธิบายได้ นายพันธ์ธวัชยกตัวอย่างว่า นายพันธ์ธวัชเคยตำหนิทีมงานที่ตอบผู้ค้าที่มีข้อสงสัยว่า “เป็นข้อจำกัดของแพลตฟอร์ม” โดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม เพราะมองว่าคำตอบลักษณะนี้ไม่ช่วยให้ผู้ค้าเข้าใจปัญหา
นายพันธ์ธวัชกล่าวว่า หากแพลตฟอร์มยังไม่พร้อมรองรับสินค้าขนาดใหญ่หรือสินค้าสด ก็ควรอธิบายตรงไปตรงมาว่าเป็นเพราะระบบหรือการดำเนินงานยังไม่พร้อม ไม่ใช่ตอบด้วยถ้อยคำกว้าง ๆ ที่ไม่อธิบายอะไรเลย พร้อมย้ำว่าทีมงานทุกคนต้องตอบผู้ค้าแบบ “มนุษย์คุยกับมนุษย์” ไม่ใช่ตอบด้วยภาษาระบบหรือข้อความสำเร็จรูปที่ทำให้ผู้ค้าไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ข้อที่สาม Thaimart สัญญาว่าจะไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างไร้เหตุผล แต่จะยืนอยู่บนหลักความเป็นธรรมและความถูกต้อง นายพันธ์ธวัชกล่าวถึงกรณีที่ผู้ค้าอาจถูกคืนสินค้าบ่อยครั้ง โดยระบุว่าแพลตฟอร์มต้องให้ความเป็นธรรมทั้งกับลูกค้าและผู้ค้า และต้องพิจารณาจากเหตุผลและข้อเท็จจริงว่าใครเป็นฝ่ายผิด ไม่ใช่ผลักภาระทั้งหมดให้ร้านค้าเสมอไป
นายพันธ์ธวัชระบุว่า ลูกค้าที่ดีควรได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด แต่ในอีกด้านหนึ่ง ลูกค้าที่ไม่ดีมีอยู่จริง และแพลตฟอร์มต้องมีวิธีจัดการกับกรณีดังกล่าวอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่มองว่าลูกค้าถูกเสมอในทุกสถานการณ์
ข้อที่สี่ Thaimart สัญญาว่าผู้ค้าและลูกค้าต้องสามารถสื่อสารกับแพลตฟอร์มได้จริง นายพันธ์ธวัชมองว่านี่เป็นหนึ่งในข้อที่สำคัญที่สุด และเป็นสิ่งที่ผู้ค้าต้องการมากที่สุด เพราะในความเป็นจริง ทุกฝ่ายสามารถทำผิดพลาดได้ ผู้ค้าอาจละเมิดข้อตกลงโดยไม่ตั้งใจ อาจส่งสินค้าเสียหาย หรืออาจพูดบางอย่างผิดพลาดระหว่างไลฟ์สด แต่ปัญหาสำคัญของแพลตฟอร์มเดิมคือ เมื่อเกิดปัญหาแล้ว ผู้ค้าและลูกค้าไม่สามารถพูดคุยกับใครได้
นายพันธ์ธวัชระบุว่า การ “รับเรื่อง” แล้วเงียบหาย หรือใช้เวลานานมากกว่าจะตอบกลับ ไม่ใช่การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ผู้ค้าและลูกค้าต้องการ ดังนั้น Thaimart จึงสัญญาว่าจะเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้ค้าและลูกค้าสามารถพูดคุยได้จริง และต้องคุยกันรู้เรื่อง
ข้อที่ห้า Thaimart สัญญาว่าจะจัดการสินค้าปลอมอย่างจริงจัง นายพันธ์ธวัชระบุว่านี่คือหนึ่งในแนวทางที่เชื่อว่าจะใช้แข่งขันกับแพลตฟอร์มอื่นได้ โดยตั้งเป้าให้คนไทยมีภาพจำว่า “ของแท้ต้องไทยมาร์ท”
นายพันธ์ธวัชมองว่า หาก Thaimart สามารถดึงผู้บริโภคที่เคยเจอสินค้าปลอมบนแพลตฟอร์มอื่นให้ย้ายมาใช้ Thaimart หรือดึงเจ้าของแบรนด์ที่เคยถูกลอกเลียนแบบและไม่ได้รับการดูแลจากแพลตฟอร์มอื่นให้มาขายบน Thaimart ได้ ก็จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความแตกต่างในตลาด เพราะผู้บริโภคไทยไม่ได้ต้องการเพียงสินค้าราคาถูก แต่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและเป็นของแท้ด้วย
ข้อที่หก Thaimart สัญญาว่าจะช่วยให้ผู้ค้าสร้างแบรนด์ ไม่ใช่เพียงสร้างยอดขาย นายพันธ์ธวัชกล่าวว่า Thaimart จะมีอคาเดมีเพื่อให้ความรู้และติดอาวุธด้านการตลาดและแบรนดิ้งแก่ผู้ค้า โดยระบุว่านี่เป็นด้านที่นายพันธ์ธวัชมีความเชี่ยวชาญมากที่สุด
นายพันธ์ธวัชยกตัวอย่างกรณีแบรนด์กระดาษชำระที่สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 1,700 ล้านบาท โดยกล่าวว่า เดิมทีไม่เคยคิดว่าสินค้าอย่างกระดาษทิชชูจะมีผู้เล่นรายใหม่ลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์แข่งกับเจ้าตลาดได้ แต่กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสินค้าธรรมดา หากมีคุณภาพและมีแบรนด์ที่แข็งแรง ก็สามารถเติบโตได้
นายพันธ์ธวัชมองว่า ประเทศไทยยังมีสินค้าอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้เป็นแบรนด์ไทยอย่างจริงจัง ทั้งที่ผู้บริโภคไทยมีความเป็นชาตินิยมและพร้อมสนับสนุนสินค้าไทย หากผู้ประกอบการสามารถทำสินค้าที่มีคุณภาพและสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงพอ
ข้อที่เจ็ด Thaimart สัญญาว่าจะรับฟัง แก้ไข และรับผิดชอบต่อความผิดพลาดของตัวเอง โดยนายพันธ์ธวัชยอมรับว่า นายพันธ์ธวัชไม่ใช่ “เทวดา” และ Thaimart ก็ไม่ใช่แพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบ แพลตฟอร์มนี้อาจผิดพลาดได้ เพราะยังไม่มีโนว์ฮาวในหลายเรื่อง แต่ Thaimart จะเรียนรู้จากความผิดพลาด และเมื่อทำผิดก็จะรับผิดชอบ
นายพันธ์ธวัชกล่าวปิดท้ายว่า หลังจากนี้ สิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อไปคือการรักษาคำสัญญา 7 ข้อของ Thaimart ต่อผู้ค้า ลูกค้า และผู้ประกอบการไทยทั้งหมด