Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เส้นทางสู่แดนมังกร SME ไทยอยากบุกตลาดจีน ต้องทำอย่างไรให้ไปแล้วรุ่ง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เส้นทางสู่แดนมังกร SME ไทยอยากบุกตลาดจีน ต้องทำอย่างไรให้ไปแล้วรุ่ง

18 พ.ค. 69
20:54 น.
แชร์

ตลาดจีนยังคงเป็นหนึ่งในความฝันของผู้ประกอบการ SME ไทย ด้วยขนาดเศรษฐกิจและจำนวนผู้บริโภคมหาศาลที่เปิดโอกาสให้สินค้าแทบทุกประเภทสามารถเติบโตได้ หากมองผิวเผิน จีนดูเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยโอกาส แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นตลาดที่แข่งขันสูง เปลี่ยนแปลงเร็ว และมีความซับซ้อนมาก และที่สำคัญผู้ประกอบการจีนพัฒนาอย่างรวดเร็วและผลิตสินค้าเก่งทุกอย่าง จึงเป็นตลาดที่ ‘ยาก’ มากที่ต่างชาติจะเข้าไปตีตลาดได้

แล้วผู้ประกอบการไทยที่อยากบุกตลาดจีนต้องทำอย่างไร และจำเป็นต้องรู้อะไรบ้าง เพื่อที่จะไปแล้วเติบโตได้ดี ?

SPOTLIGHT ชวนมาฟังข้อมูลและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่ร่วมกันติวเข้มผู้ประกอบการไทยบนเวทีเสวนา “เส้นทางสู่แดนมังกรของสินค้าไทย: โอกาสและอุปสรรคของ SMEs ไทย” ในงานสัมมนา “ตีแตกตลาดส่งออก เจาะลึกเส้นทางสู่แดนมังกร โอกาสของ SMEs ไทย” เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569

งานนี้จัดโดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) สมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน หอการค้าไทยในจีน และศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งหลักสูตร ‘China Wealth สถาบันผู้นำตลาดจีน’ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ถูกออกแบบมาเพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการไทยที่ต้องการบุกตลาดจีน

ตลาดจีนเปลี่ยนเร็ว เปิดโอกาสใหม่ให้สินค้าไทย

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน กล่าวว่า ตลาดจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หากมองจากภายนอกอาจเห็นภาพไม่ชัด และมองไม่เห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะหลังยุคโควิด-19 พฤติกรรมผู้บริโภคจีนเปลี่ยนไปอย่างมาก ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความงามมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็เริ่มนิยมสินค้าที่ตอบโจทย์ความสะดวกควบคู่กับความคุ้มค่า เนื่องจากเศรษฐกิจจีนไม่ได้เติบโตรวดเร็วมากเหมือนในอดีตแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ขนาดเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีก็ยังมีมูลค่าสูงมาก

เมื่อเศรษฐกิจไม่ได้ขยายตัวรวดเร็วเหมือนเดิม พฤติกรรมการใช้จ่ายจึงเปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนเกิดปรากฏการณ์ ‘small consumption’ หรือการบริโภคขนาดเล็ก ซึ่งเป็นการจับจ่ายใช้สอยตามอารมณ์ความรู้สึก และกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็มีการพยายามผลักดันโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ ‘เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง’ (pet economy) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และเทรนด์ที่ใหม่กว่านั้น คือ ‘เศรษฐกิจการนอน’ (sleep economy) ซึ่งขยายตัวทั้งในส่วนสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้าเกี่ยวกับการนอนที่เริ่มผสานเทคโนโลยีมากขึ้น เนื่องจากคนจีนจำนวนมากประสบปัญหานอนหลับไม่เต็มอิ่ม และมีคนจำนวนมากยอมจ่ายเพื่อยกระดับคุณภาพการนอนและดูแลสุขภาพของตนเอง ส่วนด้านบริการก็มีธุรกิจใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น โปรแกรมส่งเสริมการนอนหลับที่ดี ซึ่งอาจรวมถึงอาหารว่างหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น ถือเป็นตลาดใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในจีน

ดร.ไพจิตรระบุว่า เทรนด์เหล่านี้เป็นโอกาสใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทย หากสามารถเชื่อมโยงสินค้าและบริการเข้ากับมิติด้านสุขภาพได้ ก็มีโอกาสเข้าสู่ตลาดจีนและเติบโตไปพร้อมกับกระแสการบริโภคใหม่ของผู้บริโภคจีน แต่หากยังอยู่ห่างจากตลาดและไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง ก็อาจพลาดโอกาสสำคัญเหล่านี้ไป

ต้องปรับตัวให้ทันตลาดและกฎสีเขียว

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร เสริมอีกว่า นอกจากเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และนวัตกรรมแล้ว ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าสู่ตลาดจีนยังต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบโมเดลธุรกิจ เพราะตลาดจีนมีการแข่งขันสูง การมีสินค้าอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีข้อมูลตลาดที่ถูกต้อง และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ

ดร.ไพจิตรบอกอีกว่า การขาย ‘อัตลักษณ์ความเป็นไทย’ ยังเป็นจุดแข็งสำคัญในการทำตลาดจีน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความนิยมของตลาดและทิศทางนโยบายภาครัฐจีน ไม่ควรดำเนินธุรกิจสวนกระแสของรัฐบาล ขณะเดียวกัน สินค้าไทยบางประเภท โดยเฉพาะอาหารที่คนจีนยังไม่คุ้นเคย ผู้ประกอบการต้องสร้างการรับรู้และปรับภาพจำของสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจและเข้าถึงได้มากขึ้น

นอกจากนั้น อีกเรื่องสำคัญ คือ การปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานสีเขียว เนื่องจากจีนให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น และมีเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในปี 2030 และ 2060 ทำให้มาตรฐานของจีนจะเข้มงวดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องสัดส่วนการใช้พลังงานสีเขียวในกระบวนการผลิต

“หากผู้ประกอบการไทยไม่เริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ สินค้าไทยจำนวนมากอาจเข้าสู่ตลาดจีนได้ยากขึ้นในอนาคต เพราะการปรับตัวด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมไม่สามารถทำได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ” รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีนกล่าวเตือน

สำหรับคำถามว่าผู้ประกอบการไทยควรบุกตลาดจีนด้วยตนเองหรือหาพันธมิตรในจีน ดร.ไพจิตร มองว่า สิ่งสำคัญคือการหาคนที่สามารถพาเข้าสู่ตลาดจีนได้อย่างถูกต้อง อาจไม่ใช่พันธมิตรในจีน แต่เป็นพันธมิตรในไทยเอง เพราะการเข้าไปเองเดี่ยว ๆ มีความเสี่ยงและมีต้นทุนสูงกว่า

ดร.ไพจิตรนำเสนอว่า หลักสูตร ‘China Wealth สถาบันผู้นำตลาดจีน’ ซึ่งมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงิน ภาควิชาการ และสถาบันทางธุรกิจ ถือเป็นแนวทางที่ดีที่จะช่วยผู้ประกอบการไทยเข้าใจตลาดจีนอย่างเป็นระบบ ช่วยลดเวลา ค่าใช้จ่าย และลดความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาดจีนได้

อ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจจีน มองหาโอกาสใหม่

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า หากต้องการมองทิศทางเศรษฐกิจจีนในระยะต่อไป สิ่งสำคัญที่ควรศึกษา คือ ‘แผนพัฒนา 5 ปี’ ของจีน ที่ประกาศเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมี 3 ประเด็นสำคัญที่สะท้อนโอกาสใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทย

ประเด็นแรก คือ เรื่องเทคโนโลยี จีนต้องการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากเดิมที่เน้นการเติบโตเชิงปริมาณ ไปสู่เศรษฐกิจที่เน้นคุณภาพ ภาพจำของสินค้าจีนในอดีตอาจเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือของใช้ในบ้าน แต่ปัจจุบันจีนต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ผ่านสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และโซลาร์เซลล์ ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควอนตัม และการผลิตทางชีวภาพ (biomanufacturing)

ประเด็นที่สอง คือ การให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภาคบริการมากขึ้น จีนเริ่มขยับจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยสินค้า ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยบริการ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของไทย เพราะผู้ประกอบการไทยมีจุดแข็งในภาคบริการอยู่แล้ว จึงมีโอกาสเข้าไปต่อยอดธุรกิจในจีนได้มากขึ้น

ส่วนประเด็นที่สาม คือ การพัฒนาภูมิภาคใหม่ของจีน ในอดีต การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนกระจุกตัวอยู่ในเมืองชายฝั่งทะเลทางตะวันออก เช่น เซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น แต่ปัจจุบันจีนหันมาให้ความสำคัญกับพื้นที่ตอนกลางและภาคตะวันตกมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองตลาดจีนเป็นภาพรวมทั้งประเทศ แต่ควรมองเป็นรายมณฑลหรือรายเมือง เพราะแต่ละพื้นที่มีระดับรายได้ พฤติกรรมผู้บริโภค และโอกาสทางธุรกิจต่างกัน

ดร.อาร์มให้ข้อมูลอีกว่า เมืองรองหลายแห่งของจีนเริ่มมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ขณะที่การแข่งขันยังไม่รุนแรงเท่าเมืองใหญ่ จึงอาจเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสเติบโตใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยการทำตลาดในจีนจำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน และทำตลาดแบบเฉพาะเจาะจง ไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันกับทุกพื้นที่ได้ เพราะจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่และมีความหลากหลายสูง

สำหรับภาคการผลิตและการค้าขายสินค้า ดร.อาร์มแนะว่า ผู้ประกอบการไทยสามารถนำเทคโนโลยีของจีนมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าไทย ขณะเดียวกัน สินค้าที่จะเข้าไปแข่งขันในตลาดจีนก็ต้องมีจุดเด่นหรือความแตกต่าง ไม่ใช่เพียงสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เพราะการแข่งขันในตลาดจีนรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่จีนเผชิญข้อจำกัดทางการค้ากับสหรัฐฯและยุโรป ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดภายในประเทศยิ่งดุเดือดกว่าเดิม

ดร.อาร์มย้ำว่า แม้ตลาดจีนจะมีขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถเข้าไปขายสินค้าได้ง่าย ๆ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษาตลาดอย่างละเอียด วิเคราะห์จุดแข็งของสินค้า และวางกลยุทธ์ให้ชัดเจน

สำหรับภาคบริการ ดร.อาร์ม มองว่า หากผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมผลิตภัณฑ์ของตนเข้ากับบริการหรือจับมือกับธุรกิจบริการของจีน ก็จะมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจบริการในจีน

อยากบุกจีนต้องแม่นกติกา

อีกเรื่องสำคัญที่ ดร.อาร์มให้ข้อมูล คือ ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับกฎระเบียบของจีนในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจีนใช้หลัก ‘ใครจดก่อน ได้ก่อน’ ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนไม่น้อยที่เข้าไปจีนแล้วพบปัญหาเครื่องหมายการค้าถูกจดทะเบียนไปแล้ว ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรเร่งจดเครื่องหมายการค้า

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่ต้องการขายสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ จำเป็นต้องศึกษากฎเกณฑ์ของแพลตฟอร์มออนไลน์และข้อกำหนดด้านการโฆษณาอย่างละเอียด ส่วนสินค้าบางประเภทที่ต้องได้รับใบอนุญาตพิเศษ ก็ต้องควบคุมมาตรฐานคุณภาพให้เป็นไปตามข้อกำหนดของจีนอย่างเคร่งครัด

ดร.อาร์มแนะนำอีกว่า ผู้ประกอบการต้องศึกษาข้อตกลงทางการค้าและสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างละเอียด เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีในการเข้าสู่ตลาดจีน โดยสามารถขอคำปรึกษาจากหอการค้า สมาคมการค้า ศูนย์ข้อมูลธุรกิจของสถานทูต หรือทูตพาณิชย์ในแต่ละเมืองได้ รวมถึงอาจใช้บริการสำนักงานกฎหมายทั้งในไทยและจีนที่มีความเชี่ยวชาญด้านตลาดจีนโดยเฉพาะ

เทคโนโลยี-นวัตกรรม ตัวช่วยเพิ่มโอกาส

พีชยา จิระธรรมกิจกุล ผู้จัดการงานอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และสุขภาพ โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นตัวแทนจากองค์กรภาครัฐที่นำเสนอองค์กรของตนเองว่าเป็นหนึ่งองค์กรที่สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME)

พีชยาอธิบายว่า ITAP สนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมายกระดับธุรกิจ โดยส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยแก้โจทย์ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงกระบวนการผลิต งานวิจัยและพัฒนา (R&D) ระบบมาตรฐาน ไปจนถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการทดลองตลาด

พีชยาบอกว่า การทำวิจัยและพัฒนาจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนและมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ITAP จึงเข้ามาช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ และแบ่งเบาภาระบางส่วน เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด และสามารถตัดสินใจลงทุนด้านนวัตกรรมได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าสู่ตลาดจีน พีชยาแนะว่า ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และนวัตกรรม เพราะแม้ผู้บริโภคจีนจะเริ่มพิจารณาจากราคา แต่การตัดสินใจซื้อจะพิจารณาคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้าควบคู่กันไปด้วย ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพสม่ำเสมอ และสร้างความแตกต่างผ่านนวัตกรรม มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ พีชยา ยังมองว่า สิ่งสำคัญสำหรับ SME ไทยไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่รวมถึงการมีเป้าหมายทางธุรกิจและกลยุทธ์ทางการตลาดที่ชัดเจน รู้ว่ากลุ่มลูกค้าคือใคร และต้องการแก้ปัญหาอะไร เพื่อให้สามารถพัฒนาสินค้าและหาผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยได้อย่างตรงจุด รวมถึงการเลือกพันธมิตรทางธุรกิจหรือตัวเทนจำหน่ายที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศได้ในระยะยาว

ibank ชี้ตลาดฮาลาลจีน โอกาสใหม่ที่ไม่ควรมองข้าม

นุจรี ภักดีเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ (ibank) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดฮาลาล ซึ่งเป็นอีกโอกาสขนาดใหญ่สำหรับผู้ประกอบการไทยว่า ตลาดฮาลาลโลกยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยปัจจุบันประชากรมุสลิมทั่วโลกกว่า 2,000 ล้านคน มีมูลค่าการใช้จ่าย (ไม่รวมภาคการเงิน) รวมประมาณ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเติบโตเฉลี่ยปีละราว 5% คาดว่าภายในปี 2028 มูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 3 ล้านล้านดอลลาร์ ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในระยะยาว

จุดแข็งอย่างหนึ่งของตลาดฮาลาลในมุมมองของนุจรี คือ ฮาลาลไม่ใช่กระแสหรือเทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นระบบคุณค่าที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความศรัทธา จึงไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

สำหรับประเทศจีน ปัจจุบันมีประชากรมุสลิมประมาณ 25 ล้านคน และกำลังซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่โอกาสของสินค้าฮาลาลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะชาวมุสลิมเท่านั้น เพราะผู้บริโภคจีนจำนวนมากที่นับถือศาสนาอื่นก็เริ่มให้ความสำคัญกับสินค้าเพื่อสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณค่าทางจริยธรรม ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับมาตรฐานฮาลาล

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย บอกอีกว่า ตลาดฮาลาลในจีนมีขนาดใหญ่มาก มีมูลค่าการใช้จ่ายปีละ 77,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหากผู้ประกอบการไทยสามารถเจาะตลาดฮาลาลในจีนได้สำเร็จ ก็มีโอกาสต่อยอดไปยังประเทศอื่น ๆ อีกอย่างน้อย 57 ประเทศ ผ่านเครือข่าย Belt and Road Initiative ของจีน

ปัจจุบัน จีนนำเข้าสินค้าฮาลาลจากมาเลเซียมากที่สุด ขณะที่มาเลเซียเองก็นำเข้าวัตถุดิบจำนวนมากจากไทย สะท้อนว่าไทยมีศักยภาพอยู่ในห่วงโซ่อุปทานอยู่แล้ว และไม่ควรปล่อยโอกาสนี้ผ่านไป โดยสินค้าฮาลาลที่จีนนิยม ได้แก่ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เช่น ไก่และเนื้อวัว รวมถึงอาหารแปรรูปประเภทสแน็กและเครื่องดื่ม

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลสำคัญที่หลายคนไม่ทราบว่า แม้ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยจะดำเนินธุรกิจตามหลักศาสนาอิสลาม แต่ธนาคารอิสลามฯ ให้บริการกับลูกค้าทุกศาสนา ไม่จำกัดเฉพาะมุสลิม

สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าฮาลาลหรือไม่ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยมีบริการสนับสนุนด้านสินเชื่อเพื่อการส่งออก โดยมีโครงการที่ให้สิทธิอัตรากำไรพิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่มีใบรับรองฮาลาลและผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าที่เป็น Muslim-Friendly

ไม่เพียงแค่เป็นตัวช่วยด้านการเงินเท่านั้น แต่หากผู้ประกอบการต้องการได้รับใบรับรองฮาลาล ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยยังร่วมมือกับ EXIM Bank ในการให้คำปรึกษาและให้บริการสำหรับการขอใบรับรองฮาลาลด้วย

EXIM ชี้ต้องมีเงินทุนและเครื่องมือบริหารความเสี่ยง

จันทร์ฉาย พิทักษ์อรรณพ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) นำเสนอว่า EXIM Bank ต้องการทำหน้าที่เป็น ‘Export Co-pilot’ หรือเพื่อนคู่คิดของผู้ส่งออกไทย ท่ามกลางสถานการณ์การค้าโลกที่มีความท้าทายอย่างมาก ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ค่าขนส่งระหว่างประเทศ รวมถึงมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี

จันทร์ฉายอธิบายว่า ในด้านการเงิน EXIM Bank ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ มีสินเชื่อสนับสนุนผู้ส่งออก โดยผู้ประกอบการสามารถนำใบสั่งซื้อ (purchase order) มาใช้ประกอบการขอสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการผลิตและส่งออกได้ ซึ่งธนาคารสามารถสนับสนุนวงเงินได้ประมาณ 80% ของมูลค่าออเดอร์ และหากผู้ประกอบการต้องการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ แต่ยังขาดเงินทุน EXIM Bank ก็มีสินเชื่อสนับสนุนการออกงานแสดงสินค้า โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายสำคัญของผู้ประกอบการไทย

จันทร์ฉายให้ข้อมูลว่า เรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออก คือ การบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจันทร์ฉายบอกว่า ผู้ส่งออกจำเป็นต้องป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน เพราะอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และต้นทุนอย่างรุนแรง EXIM Bank จึงมีบริการสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้า (forward contract) เพื่อช่วยผู้ประกอบการล็อกต้นทุนและรายได้ให้มีความแน่นอนมากขึ้น

นอกจากนั้น การเข้าสู่ตลาดจีนยังมีความเสี่ยงเรื่องผู้ซื้อไม่ชำระเงิน หรือปฏิเสธการรับสินค้า หลังจากส่งออกไปแล้ว ผู้ประกอบการจึงควรใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงควบคู่กันไป ซึ่ง EXIM Bank มีบริการประเมินความเสี่ยงของผู้ซื้อในต่างประเทศ รวมถึงบริการประกันการส่งออก โดยผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลของคู่ค้ามาให้ธนาคารวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ หากผู้ซื้อมีสถานะทางการเงินที่ดี ธนาคารจะรับประกันความเสี่ยงให้ และหากเกิดกรณีผู้ซื้อไม่ชำระเงิน ธนาคารจะชดเชยค่าสินไหมทดแทนประมาณ 75-80% ของมูลค่าความเสียหาย และจะตามทวงหนี้ส่วนที่เหลือให้ด้วย

ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า EXIM Bank ย้ำว่า การทำธุรกิจระหว่างประเทศต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านตลาด การเงิน และต้องวางแผนบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบในทุกตลาด

แชร์
เส้นทางสู่แดนมังกร SME ไทยอยากบุกตลาดจีน ต้องทำอย่างไรให้ไปแล้วรุ่ง