
“เอกนัฏ” รับข้อสั่งการนายกฯ เรียกถก กบง.-กบน.ด่วนเย็นนี้ เร่งลดราคาน้ำมันทันที หลังต้นทุนน้ำมันดิบโลกปรับลด ไม่รอราคาสิงคโปร์
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รับข้อสั่งการจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เป็นการด่วนในช่วงเย็นวันนี้ เพื่อพิจารณาแนวทางลดราคาน้ำมันให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ปรับลดลง
ทั้งนี้ การประชุม กบง. และ กบน. ในช่วงเย็นวันนี้ จะเร่งพิจารณามาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันโดยเร็ว เพื่อให้ราคาภายในประเทศสะท้อนต้นทุนที่ลดลง และให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องรอการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ หากต้นทุนน้ำมันดิบได้ปรับลดลงแล้ว
ปัจจุบัน ราคาน้ำมันสำเร็จรูปของไทยถูกผูกโยงกับ “ตลาดสิงคโปร์” เพราะสิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นตลาดอ้างอิงสำคัญของภูมิภาคเอเชีย โดยราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์จะสะท้อนทั้งความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปและปริมาณน้ำมันที่จัดหาได้ในภูมิภาค
ราคาที่ไทยใช้อ้างอิงเรียกว่า MOPS หรือ Mean of Platts ซึ่งหมายถึงราคาตลาดซื้อขายน้ำมันเฉลี่ยที่ประกาศโดย Platts ที่สิงคโปร์ ราคานี้ถูกนำมาเป็นฐานในการคำนวณราคา ณ โรงกลั่นของไทย ก่อนจะบวกต้นทุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าขนส่งน้ำมันจากสิงคโปร์มาไทย ส่วนต่างด้านคุณภาพ สารเติมแต่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายประกอบอื่น ๆ
เหตุผลหลักที่ไทยต้องอ้างอิงราคาสิงคโปร์ คือเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการผลิตและการจัดหาน้ำมันภายในประเทศ หากราคาโรงกลั่นในไทยถูกกำหนดให้ต่ำกว่าราคานำเข้า ซึ่งคำนวณจาก MOPS รวมกับต้นทุนนำเข้าอื่น ๆ โรงกลั่นอาจมีแรงจูงใจส่งออกน้ำมันไปขายต่างประเทศแทน เพราะได้ราคาสูงกว่า ผลที่ตามมาคืออาจทำให้ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศลดลง และเกิดความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนได้
ในทางกลับกัน หากราคาโรงกลั่นในประเทศสูงกว่าราคานำเข้า ผู้ค้าน้ำมันอาจเลือกนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศแทนการซื้อจากโรงกลั่นไทย ซึ่งจะกระทบต่อธุรกิจการกลั่นน้ำมันภายในประเทศ ดังนั้น การอ้างอิงราคาสิงคโปร์จึงเป็นกลไกที่ช่วยไม่ให้ราคาภายในประเทศหลุดจากระดับราคานำเข้าหรือราคาส่งออกมากเกินไป
กล่าวอีกทางหนึ่ง ราคาสิงคโปร์ทำหน้าที่เป็น “ราคากลางของภูมิภาค” ที่ช่วยให้ตลาดน้ำมันไทยไม่ถูกกำหนดแบบแยกขาดจากตลาดโลก เพราะหากราคาภายในประเทศต่ำเกินไป น้ำมันอาจไหลออกไปต่างประเทศ แต่หากราคาสูงเกินไป ผู้นำเข้าอาจหันไปซื้อน้ำมันจากต่างประเทศแทน กลไกอ้างอิงนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อรักษาความมั่นคงของอุปทานและความสามารถในการแข่งขันของโรงกลั่นไทยพร้อมกัน
อีกเหตุผลหนึ่งคือ สิงคโปร์เป็นตลาดส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปรายสำคัญที่ไทยสามารถนำเข้าได้ด้วยต้นทุนต่ำ เนื่องจากมีค่าขนส่งค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับแหล่งอื่น ทำให้ราคาสิงคโปร์เป็นราคาที่มีนัยสำคัญต่อการประเมินต้นทุนทางเลือกของไทย หากไทยไม่ผลิตหรือซื้อจากโรงกลั่นในประเทศ ก็สามารถเทียบได้ว่าการนำเข้าจากสิงคโปร์มีต้นทุนเท่าใด
การอ้างอิงราคาสิงคโปร์ยังช่วยกดดันให้โรงกลั่นไทยต้องพัฒนาประสิทธิภาพของตัวเอง เพราะราคาในประเทศต้องแข่งขันกับราคาตลาดโลก หากโรงกลั่นมีต้นทุนสูงเกินไป ก็จะเสียเปรียบเมื่อเทียบกับราคานำเข้า ข้อมูลของ EIC ระบุว่า กลไกนี้ช่วยผลักดันให้โรงกลั่นลดต้นทุนการกลั่นและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ราคาที่ผู้บริโภคเห็นหน้าปั๊มไม่ได้เท่ากับราคาสิงคโปร์โดยตรง เพราะราคาสิงคโปร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโครงสร้างราคา หลังจากได้ราคา ณ โรงกลั่นแล้ว ราคายังต้องบวกภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนอนุรักษ์พลังงาน ค่าการตลาด และภาษีมูลค่าเพิ่มในขั้นราคาขายปลีก ก่อนกลายเป็นราคาที่ประชาชนจ่ายจริง
ดังนั้น เมื่อพูดว่า “ไทยอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์” จึงไม่ได้หมายความว่าราคาหน้าปั๊มไทยต้องเท่ากับราคาสิงคโปร์ แต่หมายถึงการใช้ราคาตลาดสิงคโปร์เป็นฐานอ้างอิงในการคำนวณต้นทุนน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อให้ราคาในประเทศสอดคล้องกับราคาภูมิภาค ลดแรงจูงใจในการส่งออกหรือนำเข้าที่บิดเบือนตลาด และช่วยรักษาสมดุลของระบบพลังงานไทยในภาพรวม
จากความเชื่อมโยงดังกล่าว ราคาน้ำมันในไทยที่ยังปรับลดลงไม่มาก จึงสะท้อนทิศทางเดียวกับราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ ซึ่งยังไม่ได้ลดกลับลงมาใกล้ระดับก่อนเกิดสงครามเช่นกัน
ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มอ่อนตัวลงจากจุดสูงสุด หลังสงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินมาเกือบ 4 เดือนเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลาย โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงสำคัญของตลาดโลก ปิดที่ราว 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อวันศุกร์ที่ 3 ก.ค. ใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดความขัดแย้งที่ประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเริ่มปรับลดลง แต่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มในสิงคโปร์ยังไม่ได้ลดลงมากนัก โดยราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ในสิงคโปร์ยังอยู่ที่ลิตรละ 3.36-3.37 ดอลลาร์สิงคโปร์ ณ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ระดับราคาดังกล่าวยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยลิตรละ 2.88 ดอลลาร์สิงคโปร์เมื่อวันที่ 23 ก.พ. หรือประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนสงครามปะทุ อย่างน้อยลิตรละ 0.48 ดอลลาร์สิงคโปร์
นักวิเคราะห์อธิบายว่า สาเหตุสำคัญมาจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “จรวดกับขนนก” หรือ “rocket and feathers” หมายถึง ราคาน้ำมันหน้าปั๊มมักปรับขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น แต่เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับลดลง ราคาขายปลีกกลับลดลงอย่างช้า ๆ เหมือนขนนกที่ค่อย ๆ ลอยลงมา
นางสาวชีอานา เยว่ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Oxford Economics ระบุว่า เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นแรง ต้นทุนค้าส่งจะส่งผ่านมายังราคาขายปลีกค่อนข้างเร็ว เพราะผู้ค้าปลีกต้องเติมสต็อกน้ำมันใหม่ในต้นทุนที่สูงขึ้น หลังความขัดแย้งเริ่มต้น ปัญหาห่วงโซ่อุปทานเคยผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะ 119.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 9 มี.ค. และทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มเพิ่มขึ้นมากถึงลิตรละ 0.40 ดอลลาร์สิงคโปร์ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์
แต่เมื่อราคาน้ำมันดิบลดลง ผู้ค้าปลีกมักไม่รีบปรับลดราคาทันที เพราะต้องรอดูว่าการลดลงของราคาจะเกิดขึ้นต่อเนื่องและยั่งยืนหรือไม่ หากราคาน้ำมันดิบลดลงเพียงชั่วคราวแล้วกลับมาผันผวนอีก การลดราคาขายปลีกเร็วเกินไปอาจกระทบต่ออัตรากำไรและต้นทุนการจัดหาน้ำมันในรอบถัดไป
อีกปัจจัยหนึ่งคือ ความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานยังอยู่ในระดับสูง แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะเริ่มผ่อนคลายลง แต่ยังไม่ได้คลี่คลายอย่างสมบูรณ์ ดร.เดวิด บรอดสต็อก หุ้นส่วนของ The Lantau Group ระบุว่า ผู้ค้าปลีกได้เผื่อความเสี่ยงจากราคาน้ำมันไว้ในโครงสร้างราคาแล้ว และตั้งราคาในระดับที่เชื่อว่าสามารถรองรับความผันผวนที่ยังดำเนินอยู่ได้
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบเพียงอย่างเดียว แต่มักเชื่อมโยงกับราคาขายส่งน้ำมันสำเร็จรูปมากกว่า นางสาวเยว่ระบุว่า ในขณะนี้ การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันสำเร็จรูปเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ขณะที่ราคาน้ำมันดิบสะท้อนเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวม เพราะความสัมพันธ์ระหว่างน้ำมันดิบกับผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปแยกตัวออกจากกันชั่วคราว
นอกจากนี้ ราคาขายปลีกยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย ทั้งต้นทุนเชื้อเพลิงค้าส่ง ภาษี ค่าขนส่ง ภาวะตลาดในประเทศ และกลยุทธ์การกำหนดราคาของผู้ค้าปลีกแต่ละราย Shell ระบุว่า ราคาน้ำมันหน้าปั๊มในสิงคโปร์ถูกกำหนดจากหลายปัจจัยประกอบกัน และบริษัทมีการทบทวนราคาขายปลีกอย่างสม่ำเสมอตามภาวะตลาด
ดังนั้น การที่ราคาน้ำมันในสิงคโปร์จะกลับไปอยู่ระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง จำเป็นต้องอาศัยหลายเงื่อนไขพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องไม่กลับมารุนแรงขึ้น ความเสี่ยงส่วนเพิ่มในตลาดน้ำมันที่ต้องทยอยลดลง และราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูปที่ลดลงต้องส่งผ่านตลอดห่วงโซ่อุปทาน
นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากเงื่อนไขเหล่านี้เกิดขึ้นครบถ้วน ราคาน้ำมันอาจกลับเข้าใกล้ระดับก่อนความขัดแย้งได้ในช่วงต้นปี 2570 แต่ในระยะใกล้ ราคาหน้าปั๊มมีแนวโน้มลดลงอย่างจำกัดและยังอยู่สูงกว่าระดับเดิมไปอีกระยะหนึ่ง