
มาตรการลดภาระค่าครองชีพ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นหนึ่งในโครงการเศรษฐกิจที่ได้รับความสนใจจากประชาชน หลังนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยรายละเอียดโครงการครบถ้วนแล้ว โดยเตรียมเปิดให้ประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐลงทะเบียนในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569
โครงการนี้เป็นการปรับรูปแบบจากแนวคิด “คนละครึ่งพลัส” มาเป็น “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยรวมมาตรการช่วยเหลือประชาชนทั่วไปและผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” เข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้เป้าหมายสำคัญคือการช่วยลดภาระค่าครองชีพในช่วงวิกฤติพลังงาน พร้อมกระตุ้นกำลังซื้อผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและร้านธงฟ้าที่ใช้แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งมีอยู่ราว 1.4-1.5 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ
สาระสำคัญของโครงการคือ ผู้ได้รับสิทธิจะได้รับวงเงินรวม 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไปประมาณ 30 ล้านคน และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13.18 ล้านคน รวมผู้ได้รับสิทธิคาดการณ์ราว 43 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังมีรายละเอียดที่ประชาชนต้องทำความเข้าใจ โดยเฉพาะเงื่อนไข “1 คน ได้เพียง 1 สิทธิ” วิธีใช้สิทธิแบบรัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไป รวมถึงประเด็นสำคัญที่ว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมจำเป็นต้องลงทะเบียนใหม่หรือไม่ เพื่อให้กระทรวงการคลังทบทวนสิทธิและคัดกรองผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่ ก่อนเข้าสู่การจ่ายเงินในเฟสถัดไป
SPOTLIGHT รวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาให้ในบทความนี้
“ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพที่รัฐบาลเตรียมดำเนินการในปี 2569 โดยกำหนดวงเงินช่วยเหลือรวม 4,000 บาทต่อคน แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน โดยต้องใช้สิทธิ 1,000 บาท ให้หมดภายในเดือนนั้นๆ ไม่สามารถทบสิทธิไปเดือนถัดไปได้
โครงการนี้แบ่งการช่วยเหลือออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
หลักการสำคัญของโครงการคือ ประชาชน 1 คน จะได้รับเพียง 1 สิทธิเท่านั้น ไม่สามารถใช้สิทธิซ้ำซ้อนระหว่างสิทธิไทยช่วยไทยพลัสกับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้
กล่าวคือ หากเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและได้รับสิทธิในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยแล้ว จะไม่สามารถใช้สิทธิในกลุ่มคนละครึ่งหรือไทยช่วยไทยพลัสทั่วไปได้ในเวลาเดียวกัน
กระทรวงการคลังเตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06:00 - 22:00 น.) จนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านสิทธิ หรือถึงปิดลงทะเบียนวันสุดท้ายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 แล้วแต่เกณฑ์ใดจะถึงก่อน
สำหรับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน ได้แก่
หากมีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด ประชาชนสามารถลงทะเบียนใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. สำหรับประชาชนผู้ที่เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง พลัส จะต้องยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยมีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้
2. สำหรับประชาชนผู้ที่ไม่เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง พลัส จะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยเมื่อลงทะเบียนแล้วเสร็จ จะได้รับข้อความผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” หรือข้อความสั้น (Short Message Service: SMS) แจ้งยืนยันการได้รับหรือไม่ได้รับสิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)
การลงทะเบียนมีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการสวมสิทธิจากผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของบัตรประจำตัวประชาชน ผู้ได้รับสิทธิจะต้องทำการพิสูจน์และยืนยันตัวตนตามวิธีการที่โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) กำหนด
ผู้ได้รับสิทธิจะต้องดำเนินการพิสูจน์ตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนผ่านช่องทางของ ธ. กรุงไทยฯ ได้แก่ สาขา หรือตู้เครื่องรับจ่ายเงินอัตโนมัติ (Automatic Teller Machine: ATM) ที่มีสัญลักษณ์ Confirm ID ของ ธ. กรุงไทยฯ ยกเว้นผู้ที่เคยทำการพิสูจน์ตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนกับโครงการ/มาตรการอื่นของรัฐ หรือผ่านช่องทางของ ธ. กรุงไทยฯ มาก่อนแล้ว
ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่เพื่อรับสิทธิในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยกลุ่มนี้จะได้รับการเติมวงเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน- กันยายน 2569
เดิมผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเดือนละ 300 บาท แต่ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลจะเพิ่มวงเงินให้อีก 700 บาท ทำให้ได้รับวงเงินรวม 1,000 บาทต่อเดือน โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิต้องเป็นผู้ที่อยู่ในระบบสวัสดิการแห่งรัฐก่อนวันที่ 18 พฤษภาคม 2569
อย่างไรก็ตาม วงเงินดังกล่าวต้องใช้ให้หมดภายในเดือนที่ได้รับสิทธิ ไม่สามารถสะสมยอดคงเหลือไปใช้ในเดือนถัดไปได้ หากใช้ไม่หมด วงเงินส่วนที่เหลือจะไม่ถูกทบไปรวมกับวงเงินเดือนใหม่ และเมื่อสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 กันยายน 2569 เงินคงเหลือในบัตรก็จะไม่สามารถนำไปใช้ต่อในเดือนถัดไปได้เช่นกัน
นอกจากวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคแล้ว ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่นตามเดิม เช่น ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน ค่าไฟฟ้า 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ค่าน้ำประปา 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน และเบี้ยความพิการเพิ่มเติม 200 บาทต่อเดือน สำหรับคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเร่งดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อคัดกรองผู้มีสิทธิตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด พร้อมประสานกระทรวงมหาดไทยสำรวจกลุ่มตกหล่นและกลุ่มชายขอบ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ถูกต้องและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงร้านธงฟ้าที่ใช้แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยปัจจุบันมีร้านค้าที่เกี่ยวข้องอยู่ราว 1.4-1.5 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ
กลุ่มร้านค้าที่รองรับสิทธิจึงครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไปที่สมัครเข้าร่วมโครงการ และร้านธงฟ้าที่อยู่ในระบบของภาครัฐ ทำให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้หลากหลายมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้สิทธิผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร หรือ Food Delivery Platform ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส รูปแบบ 60/40 ได้ด้วย
ผู้ได้รับสิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัส รูปแบบ 60/40 สามารถเริ่มใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน 2569 ระหว่างเวลา 06.00-23.00 น. โดยเข้าแอปฯ เป๋าตัง และกดแบนเนอร์โครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อใช้สิทธิซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า หรือบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรีจะเริ่มภายหลัง โดยสามารถใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน -30 กันยายน 2569 ระหว่างเวลา 06.00-21.00 น. ผ่านผู้ให้บริการ Food Delivery Platform ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการ และต้องชำระผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
ทั้งนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนเฉพาะค่าอาหารหรือเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่ครอบคลุมค่าจัดส่งหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากการสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี
สำหรับเงินสนับสนุนที่ภาครัฐร่วมจ่ายตามโครงการไทยช่วยไทยพลัส ผู้ได้รับสิทธิจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีด้วย
เงื่อนไขการใช้วงเงินมีรายละเอียดสำคัญ คือหากใช้ไม่หมดในแต่ละวัน ยอดเงินที่เหลือสามารถ ทบไปใช้ในวันถัดไปได้ แต่หากใช้ไม่หมดภายในเดือนนั้น ๆ วงเงินที่เหลือจะ ไม่ถูกทบไปเดือนถัดไป
ตัวอย่างเช่น หากได้รับวงเงินเดือนละ 1,000 บาท และใช้ไม่ครบภายในเดือนมิถุนายน ส่วนที่เหลือจะไม่สามารถนำไปใช้ต่อในเดือนกรกฎาคมได้
ดังนั้น ผู้ได้รับสิทธิต้องบริหารการใช้จ่ายให้ทันภายในแต่ละเดือน เพื่อไม่ให้วงเงินที่ได้รับเสียไป