
ตลาดความงามไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ร้อนแรงขึ้นจากหลายทิศทาง ทั้งจากแบรนด์ฝั่งตะวันตก แบรนด์เอเชีย และแบรนด์ไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ในสมรภูมินี้ “T-Beauty” หรือแบรนด์ความงามของคนไทย ไม่ได้เป็นเพียงอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภคอีกต่อไป แต่กำลังขยับขึ้นมาเป็นพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามไทยให้เติบโต
ข้อมูลจากสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทยระบุว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 6-7% และในปี 2568 มีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 400,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ไทยมีศักยภาพไม่แพ้แบรนด์ต่างประเทศ ทั้งยังได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติในฐานะสินค้าของฝากจากเมืองไทย
ภายใต้ภาพรวมตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด ในฐานะบิวตี้สโตร์ชั้นนำของไทย เดินหน้าจัดงาน “EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS 2025” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อมอบรางวัลให้แก่แบรนด์ความงามที่มียอดขายสูงสุดแห่งปี
งานปีนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “Beauty Beyond Reality” สะท้อนการก้าวข้ามขีดจำกัดของโลกความงาม ผ่านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และการเติบโตของแบรนด์ที่มีบทบาทในการสร้างเทรนด์ใหม่ ๆ พร้อมยกระดับความงามให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมของผู้บริโภคยุคใหม่
นายหิรัญ ตันมิตร หรือ “คุณบอย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด ระบุว่า เวทีรางวัลปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงการประกาศสินค้าขายดี แต่ยังสะท้อนทิศทางสำคัญของธุรกิจบิวตี้ไทย ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของ T-Beauty พฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความรู้มากขึ้น และการแข่งขันของแบรนด์ที่ไม่ได้วัดกันเพียงเรื่องราคา
ขณะเดียวกัน อีฟแอนด์บอยยังเดินหน้าปรับบทบาทจาก Beauty Store ไปสู่ Beauty Destination หรือจุดหมายปลายทางด้านความงาม ที่ไม่ได้มีเพียงการขายสินค้า แต่รวมถึงประสบการณ์ ไลฟ์สไตล์ และพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคเข้าด้วยกัน
นายหิรัญกล่าวว่า EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS ยังคงใช้หลักเกณฑ์เดียวกับทุกปี คือพิจารณาจากยอดขายจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละ category ภายในร้าน EVEANDBOY ทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อให้รางวัลมีน้ำหนักทั้งในมุมของลูกค้าและแบรนด์
สำหรับผู้บริโภค รางวัลนี้เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจซื้อสินค้าในหมวดที่มีตัวเลือกจำนวนมาก เช่น น้ำหอม เมคอัพ สกินแคร์ หรือผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเอง เพราะเมื่อลูกค้าเดินเข้าร้านแล้วเห็นว่าสินค้ารุ่นใดเป็นสินค้าขายดีของปี ก็สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการเลือกซื้อได้ทันที
ในมุมของแบรนด์ รางวัลจากเวทีนี้เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ความงามที่สามารถครองยอดขายอันดับ 1 ในแต่ละหมวดหมู่ และสะท้อนความนิยมกับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วประเทศ นายหิรัญระบุว่า อีฟแอนด์บอยต้องการใช้เวทีนี้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและผลักดันการเติบโตของแบรนด์พาร์ทเนอร์ ทั้งในด้านการสร้างการรับรู้ ความน่าเชื่อถือ และการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม T-Beauty ที่เติบโตโดดเด่นในปีนี้
ปีนี้มีผู้ได้รับรางวัลรวม 148 รางวัล ครอบคลุม 6 หมวดหมู่ ได้แก่ Makeup, Skincare, Fragrance, Hair and Accessories, Personal Care and Body และ Supplement โดยทุกหมวดหมู่สะท้อนจากยอดขายจริงในร้าน ไม่ใช่เพียงกระแสบนโซเชียลหรือการรับรู้ของตลาดเท่านั้น
ขณะเดียวกัน อีฟแอนด์บอยยังแบ่งหมวดหมู่ให้ละเอียดขึ้นเพื่อช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายกว่าเดิม เช่น หมวดรองพื้นที่แยกตามสภาพผิวว่าผู้ที่มีผิวแห้งมักเลือกใช้รองพื้นแบบใด หรือผู้ที่มีผิวมันนิยมซื้อรองพื้นประเภทไหน ส่วนหมวดน้ำหอมก็มีการแบ่งตามโทนกลิ่น เช่น fruity และ floral เพราะผู้บริโภคแต่ละคนมีความชอบด้านกลิ่นไม่เหมือนกัน
ความน่าสนใจของปีนี้อยู่ที่การเติบโตของแบรนด์ไทย ซึ่งคว้ารางวัลในหลายสาขาและได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง นายหิรัญมองว่า เมื่อเทียบกับช่วงแรกที่จัดงาน แบรนด์ไทยที่ได้รับรางวัลยังมีจำนวนไม่มาก แต่ปัจจุบันจำนวนแบรนด์ไทยที่ได้รับรางวัลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนว่าลูกค้าให้ความสำคัญกับแบรนด์ไทยมากขึ้น และไม่ได้มองว่าแบรนด์ไทยด้อยกว่าแบรนด์ต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคจนได้รับรางวัลต่อเนื่องยาวนาน 3-5 ปี และมีแบรนด์ที่ได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ซึ่งสะท้อนมากกว่าความสำเร็จจากยอดขายระยะสั้น แต่สะท้อนความสามารถในการรักษามาตรฐาน คุณภาพ และความนิยมอย่างแข็งแกร่ง กล่าวอีกด้านหนึ่งคือเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึง ซื้อซ้ำ และผูกพันในระยะยาว ตัวอย่างที่นายหิรัญกล่าวถึง ได้แก่ Fresh Drop และน้ำหอม Montblanc ซึ่งเป็นไอเท็มขายดีต่อเนื่อง โดยปัจจัยสำคัญมาจากการตอบโจทย์ผู้บริโภคไทย หากเป็นน้ำหอมก็เป็นกลิ่นที่ตรงกับความชื่นชอบของคนไทย หากเป็นสกินแคร์ก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศและสภาพผิวของคนไทย จึงเกิดการซื้อซ้ำทุกปี
นายหิรัญย้ำว่า EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS 2025 จัดขึ้นเพื่อตอกย้ำบทบาทของอีฟแอนด์บอยในฐานะ Beauty Destination และผู้นำด้านบิวตี้รีเทลของประเทศไทย พร้อมคาดหวังให้งานนี้เป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมความงามไทยและการเติบโตของตลาดบิวตี้ในอนาคต
นายหิรัญให้มุมมองว่าพฤติกรรมผู้บริโภคบิวตี้ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มี loyalty ต่อแบรนด์ต่ำลง ไม่ได้ยึดติดว่าต้องใช้แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งตลอดไป หรือใช้สินค้าแบรนด์เดียวตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนพฤติกรรมในอดีต แต่มีความรู้มากขึ้นทั้งเรื่องส่วนผสม เนื้อสัมผัส และผลลัพธ์ที่ต้องการจากผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท
ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้เลือกซื้อจากชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากปัญหาเฉพาะของตัวเอง เช่น ผู้ที่มีปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอจะรู้ว่าต้องการ active ingredient อย่าง niacinamide วิตามินซี หรือส่วนผสมอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผิว ขณะที่บางช่วงเวลา หากต้องเดินทางไปทะเล ก็อาจเลือกครีมกันแดดแบบ waterproof โดยเฉพาะ พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนว่าลูกค้ามีความต้องการซับซ้อนขึ้น และเลือกสินค้าให้เหมาะกับสถานการณ์ในชีวิตจริงมากขึ้น
โซเชียลมีเดียเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคมีองค์ความรู้ในการเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้เทรนด์เปลี่ยนเร็วกว่าเดิม แบรนด์จึงต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ทั้งเรื่องสินค้า การสื่อสาร และการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภค นายหิรัญมองว่าแบรนด์ต้องเก่งในการสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าให้ได้ เพราะการแข่งขันในยุคนี้ไม่ได้จบที่การทำให้ลูกค้าซื้อครั้งแรก แต่ต้องทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำและรู้สึกผูกพันกับแบรนด์
หมวดสกินแคร์เป็นหนึ่งในกลุ่มที่เติบโตสูงจากพฤติกรรมดังกล่าว เพราะลูกค้า shift ระหว่างแบรนด์ได้ง่ายขึ้น และสนุกกับการเลือกผลิตภัณฑ์ตามความต้องการเฉพาะ เช่น ใช้กันแดดแบรนด์หนึ่ง เซรั่มอีกแบรนด์หนึ่ง และมอยส์เจอไรเซอร์อีกแบรนด์หนึ่ง ไม่ได้เน้นใช้แบรนด์เดียวเหมือนผู้บริโภครุ่นก่อน ส่วนผสมที่ได้รับความสนใจในช่วงนี้ ได้แก่ niacinamide, thiamidol และ TXA ซึ่งเป็นตัวอย่างของสารออกฤทธิ์ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่มองหาเองมากขึ้น
นอกจากนี้ แม้เศรษฐกิจไทยจะอยู่ในช่วงเวลาท้าทาย แต่นายหิรัญมองว่าอุตสาหกรรมบิวตี้ยังมีแนวโน้มไปต่อ เพราะผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง และเลือกลงทุนกับสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งราคาและคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ไม่มีเซกเตอร์ใดไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ อีฟแอนด์บอยจึงต้องทำการบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะการทำโปรโมชั่น การคัดเลือกสินค้า และการสร้างข้อเสนอที่เหมาะสมกับลูกค้าในแต่ละกลุ่ม
ในประเด็นราคา นายหิรัญมองว่าราคายังเป็นปัจจัยที่ขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้า เพราะอีฟแอนด์บอยมีสินค้าหลากหลายตั้งแต่แบรนด์ราคาย่อมเยาไปจนถึงแบรนด์ราคาสูง หากเป็นลูกค้าผู้ใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง ก็ยังเห็นการ spending ต่อเนื่อง และยังเห็นการเติบโตในหลายระดับราคา จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าแบรนด์ราคาสูงขายไม่ได้ สิ่งสำคัญคือสินค้าต้องตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ ราคา และความต้องการของลูกค้าในช่วงเวลานั้น
หนึ่งในภาพสะท้อนที่ชัดที่สุดจากตลาดบิวตี้ไทยปีนี้คือการเติบโตของ T-Beauty นายหิรัญมองว่าแบรนด์ไทยกำลังขึ้นมาเป็นกลุ่มแบรนด์ที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภครุ่นใหม่ในตลาดเครื่องสำอางอย่างชัดเจน หลายแบรนด์เติบโตจากธุรกิจระดับไม่กี่ร้อยล้านบาทไปสู่ระดับ 2,000-3,000 ล้านบาท สะท้อนว่าความต้องการสินค้าไทยในตลาดบิวตี้มีขนาดใหญ่ขึ้น และแบรนด์ไทยสามารถจับโอกาสนี้ได้ดี
จุดแข็งของแบรนด์ไทยอยู่ที่ความเข้าใจคนไทยด้วยกันเอง ทั้งสภาพอากาศ สภาพผิว พฤติกรรมการใช้ชีวิต และความต้องการเฉพาะของผู้บริโภคในประเทศ แบรนด์ไทยจึงสามารถปรับตัวได้เร็ว และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าไทยได้แม่นยำ ในบางมิติ นายหิรัญมองว่าแบรนด์ไทยอาจมีความเข้าใจความต้องการของลูกค้ามากกว่าแบรนด์ต่างประเทศด้วยซ้ำ เพราะอยู่ใกล้ตลาดและเห็นพฤติกรรมจริงของผู้บริโภคไทยอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงที่อีฟแอนด์บอยเริ่มทำธุรกิจเมื่อ 21 ปีก่อน แบรนด์ไทยยังถูกตั้งคำถามมากกว่าปัจจุบัน ลูกค้าจำนวนมากมักถามหาแบรนด์ต่างประเทศเป็นหลัก แต่เวลาที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าแบรนด์ไทยสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์นอก และในหลายกรณีก็เข้าใจโจทย์ลูกค้าไทยได้ลึกกว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ T-Beauty ไม่ได้แข่งขันเพียงเรื่องราคา แต่แข่งขันด้วยความคิดสร้างสรรค์ การสร้างตัวตนของแบรนด์ คุณภาพ และนวัตกรรมใหม่ ๆ
นายหิรัญระบุว่า แบรนด์ไทยที่ดีต้องมีองค์ประกอบหลายด้าน ต้องมีนวัตกรรมที่ดี มีคุณภาพ รู้จักลูกค้าว่ากำลังทำสินค้าเพื่อขายให้ใคร และต้องมีระบบ operation หลังบ้านที่รองรับการเติบโตได้ เพราะเมื่อแบรนด์ถูก scale ขึ้นมา ธุรกิจจะมีความซับซ้อนมากกว่าที่หลายคนคิด ทั้งด้านการผลิต สต๊อกสินค้า การกระจายสินค้า และการบริหารช่องทางขาย หากจัดการสิ่งเหล่านี้ได้ดี แบรนด์จึงจะเติบโตในระยะยาวได้
สำหรับแบรนด์ไทยหน้าใหม่ที่มีโอกาสเข้ามาอยู่บนเชลฟ์ของอีฟแอนด์บอย นายหิรัญกล่าวว่าตลาดมีแบรนด์ไทยจำนวนมาก แต่แบรนด์ที่จะเข้ามาได้ต้องมีคุณภาพ มีตัวตนชัดเจน และมี branding แข็งแรงเพียงพอ เพราะเมื่อเข้ามาอยู่ในอีฟแอนด์บอย จะต้องอยู่ท่ามกลางแบรนด์ที่แข็งแรงจำนวนมาก หากแบรนด์ยังไม่แข็งแรงพอ ก็อาจเผชิญความยากลำบาก ดังนั้นการเลือกแบรนด์จึงต้องดูทั้งคุณภาพ ศักยภาพในการเติบโต และความพร้อมในการแข่งขันบนพื้นที่รีเทลจริง
ปัจจุบันแบรนด์ไทยมีคาแรกเตอร์หลากหลายมาก ไม่ได้มีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด เช่น Laglace มีภาพลักษณ์จัดจ้านและชัดเจนในสไตล์ของตัวเอง ศรีจันทร์เป็นแบรนด์ไทยที่ให้ความรู้สึกเป็น comfort zone และมีผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับส่วนผสมจากไทย INGU มีความเป็นวิทยาศาสตร์และ dermatology พร้อมสื่อสารส่วนผสมอย่างชัดเจน ส่วนกลุ่มแบรนด์สปาอย่าง Panpuri ก็มีคาแรกเตอร์และกลุ่มลูกค้าชัดเจน ความหลากหลายนี้ทำให้ตลาดมีสีสันและทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น
ขณะเดียวกัน อีฟแอนด์บอยไม่ได้มองว่าการเติบโตของ T-Beauty หมายถึงการปิดรับแบรนด์ต่างประเทศ นายหิรัญย้ำว่าการเป็น Beauty Destination ที่ลูกค้านึกถึงเสมอคือการ provide สินค้าและแบรนด์ที่ลูกค้าอยากได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ไทย แบรนด์นอก หรือแบรนด์ใหม่จากประเทศอื่น เพียงแต่เมื่อแบรนด์ไทยได้รับความนิยมมากขึ้น สัดส่วนของแบรนด์ไทยในร้านจึงเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาด
ทิศทางการดำเนินธุรกิจของอีฟแอนด์บอยในปีนี้จะมุ่งสร้างความแข็งแรงทั้งด้าน Beauty Retail และ Lifestyle Experience ควบคู่กันไป โดยนายหิรัญระบุว่าแกนหลักมี 3 เรื่อง ได้แก่ Awards Marketing การผลักดัน T-Beauty และการพัฒนา Experience Store ในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้ร้านไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ซื้อขายสินค้า แต่เป็นจุดหมายปลายทางด้านความงามและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่
แนวคิดนี้เกิดจากการมองว่าผู้บริโภครุ่นใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงการเดินเข้าร้านเพื่อซื้อของ แต่ต้องการทดลองสินค้า ต้องการสัมผัสประสบการณ์ ต้องการถ่ายคอนเทนต์ และต้องการมีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น อีฟแอนด์บอยจึงเพิ่มพื้นที่ pop-up store ในหลายสาขา เช่น สยามสแควร์วัน และเมกาบางนา เพื่อให้แบรนด์มีพื้นที่ในการสื่อสาร identity ของตัวเองได้ชัดเจนกว่าการวางสินค้าอยู่บนเชลฟ์เพียงอย่างเดียว
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการขยายสาขาและพื้นที่ป๊อปอัพไปยังย่านนักท่องเที่ยว เพื่อผลักดัน T-Beauty สู่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยอีฟแอนด์บอยปักหมุดใน 2 ย่านที่เป็นศูนย์รวมของพื้นที่ศิลปะ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ใจกลางกรุงเทพฯ ได้แก่ สีลมและทรงวาด
สาขาสีลมถูกวางให้ตอบโจทย์พื้นที่ที่มีทั้งกลุ่มคนทำงาน คนรุ่นใหม่ และนักท่องเที่ยวหลากหลายไลฟ์สไตล์ นายหิรัญอธิบายว่าย่านสีลมมีลูกค้ากลุ่มออฟฟิศเป็นหลักในช่วงกลางวัน และมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงเย็น จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่อีฟแอนด์บอยสามารถ introduce แบรนด์ไทยให้กับนักท่องเที่ยวได้ สาขานี้มีทั้งหมด 3 ชั้น โดยชั้น 3 เป็นพื้นที่สำหรับจัดเวิร์กชอป สอนแต่งหน้า และทำกิจกรรมกับแบรนด์ อีกทั้งยังมี EVEANDBOY Glass House Pop-Up ด้านหลัง สำหรับให้ลูกค้ามาเปิดประสบการณ์กับสินค้าใหม่และสินค้าที่กำลังเป็นกระแส
ส่วนทรงวาดเป็นย่านเมืองเก่าที่มีเสน่ห์ด้านศิลปะ วัฒนธรรม อาหาร คาเฟ่ และชุมชนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ อีฟแอนด์บอยจึงต่อยอดแนวคิดรีเทลรูปแบบใหม่ด้วยการนำบิวตี้และไลฟ์สไตล์มาผสมกับเสน่ห์ของพื้นที่ เพื่อสร้างให้เป็น Iconic Beauty Experience Landmark แห่งใหม่ใจกลางทรงวาด นายหิรัญระบุว่าสาขาทรงวาดมีกำหนดเปิดประมาณเดือนสิงหาคม และจะเป็นคอนเซ็ปต์สโตร์ใหม่ที่อีฟแอนด์บอยยังไม่เคยทำมาก่อน มีดีไซน์พิเศษที่ไม่เคยมีในสาขาใดของอีฟแอนด์บอย และตั้งใจให้เป็นโลเคชั่นที่คนอยากมาเยี่ยมชม ถ่ายรูป และสัมผัสประสบการณ์มากกว่าการซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว
อีกก้าวสำคัญคือการเปิดตัว EVEANDBOY Café ที่ศูนย์การค้า PLATINUM POP ซึ่งนายหิรัญอธิบายว่าเกิดจากการมองเห็นโอกาสที่ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้ต้องการเพียงพื้นที่ช้อปปิ้ง แต่ยังมองหาสถานที่พักผ่อนและสนุกไปกับแบรนด์ต่าง ๆ ภายในร้าน คาเฟ่แห่งนี้จึงไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงร้านขายเครื่องดื่มเหมือนคาเฟ่ทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือทางการตลาดและ Social Space ที่เชื่อมโยงการช้อป ทดลองสินค้า ถ่ายคอนเทนต์ ใช้เวลาร่วมกับแบรนด์ และสร้างประสบการณ์ในบรรยากาศที่สะท้อนตัวตนกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่
นายหิรัญกล่าวว่า EVEANDBOY Café จะเปิดโอกาสให้เกิด marketing collaboration กับแบรนด์ต่าง ๆ เช่น การสร้างเครื่องดื่มเฉพาะสำหรับ event หรือแบรนด์ในช่วง launching เพื่อเพิ่มความสนุกและสร้างการทดลองใหม่ ๆ สำหรับทั้งแบรนด์และลูกค้า โดยอีฟแอนด์บอยยังวางแผนใช้พื้นที่ลักษณะนี้สำหรับการ collaboration กับแบรนด์และพรีเซนเตอร์ระดับโลกในอนาคต
แม้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ แต่ทิศทางดังกล่าวสะท้อนความตั้งใจที่จะทำให้ EVEANDBOY เดินหน้าสู่ Lifestyle Experience และเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคในหลายมิติ ทั้งความงาม การใช้ชีวิต การพักผ่อน และการใช้เวลาร่วมกับแบรนด์
ด้านผลประกอบการ นายหิรัญเปิดเผยว่า ปี 2568 อีฟแอนด์บอยมีผลประกอบการ 8,297 ล้านบาท เติบโตจากปี 2567 ที่มีผลประกอบการ 7,037 ล้านบาท และถือว่าตรงตามเป้าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนปี 2569 ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 10,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันอีฟแอนด์บอยมีสาขารวมทั้งประเทศ 67 แห่ง และยังเดินหน้าขยายธุรกิจต่อเนื่อง
การขยายธุรกิจในปีนี้จะให้ความสำคัญกับพื้นที่ในกรุงเทพฯ หัวเมืองใหญ่ และเมืองที่มีศักยภาพ มีกำลังซื้อจากผู้บริโภคที่เติบโตต่อเนื่อง โดยมองทั้งการเข้าไปอยู่ในศูนย์การค้า ย่านไลฟ์สไตล์ และพื้นที่ที่มีทั้งคนไทยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
นอกจากการขยายสาขาและช่องทางออนไลน์อย่างเว็บไซต์กับช่องทางอีคอมเมิร์ซ ปีนี้อีฟแอนด์บอยยังเพิ่มช่องทางใหม่ผ่านบริการบน LINE MAN MART เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าความงามได้ง่ายขึ้น ยกระดับประสบการณ์ช้อปสินค้าความงามออนไลน์สู่การเป็น Beauty Destination ที่รวมสินค้าจากหลากหลายแบรนด์ดังไว้ในแพลตฟอร์มเดียว พร้อมส่งตรงถึงบ้านอย่างสะดวก รวดเร็ว และคุ้มค่ายิ่งขึ้น
นายหิรัญยอมรับว่าการแข่งขันในตลาดบิวตี้รีเทลรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอด 21 ปีที่อีฟแอนด์บอยอยู่ในธุรกิจนี้ บริษัทเห็นการแข่งขันมาหลายเจเนอเรชัน และมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่ธุรกิจที่ยังเติบโตจะดึงดูดผู้เล่นใหม่เข้ามา หน้าที่ของอีฟแอนด์บอยคือการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทั้งการหาแบรนด์ที่ลูกค้าต้องการ การทำดีลให้ดีที่สุด การทำโปรโมชั่น และการบริหาร operation หลังบ้านให้แข็งแรง
ความสำเร็จของอีฟแอนด์บอยไม่ได้มาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง ไม่ใช่แค่มีแบรนด์มาก ไม่ใช่แค่ราคาถูก และไม่ใช่แค่โลเคชั่นดี แต่เป็นการรวมกันของหลายองค์ประกอบ ทั้งแบรนด์ที่หลากหลาย ดีลที่ดี สินค้า exclusive การทำ launching ร่วมกับแบรนด์ ทีมงานที่แข็งแรง และระบบหลังบ้านที่รองรับการทำงานของรีเทลขนาดใหญ่ได้ ตัวอย่างของการทำงานร่วมกับแบรนด์ ได้แก่ การ collaboration กับศรีจันทร์ Karmart และแบรนด์อื่น ๆ รวมถึงการ launch cushion กับ L’Oréal ที่จัดอีเวนต์ใหญ่ที่สยามและเป็น exclusive เฉพาะอีฟแอนด์บอย
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือการบริหาร SKU ระดับหลักแสนรายการ การจัดการ inventory และระบบ operation ของธุรกิจรีเทลเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและยากมาก เพราะต้องดูแลสินค้าจำนวนมหาศาลให้พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ สิ่งนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่นายหิรัญมองว่าการแข่งขันของบิวตี้รีเทลไม่ได้วัดกันแค่หน้าร้าน แต่รวมถึงความแข็งแรงของระบบหลังบ้านด้วย
ในด้านแบรนด์จีน นายหิรัญระบุว่าอีฟแอนด์บอยมีแบรนด์จีนอยู่แล้วหลายแบรนด์ เช่น Judydoll และ Skintific ซึ่งเข้ามาทำตลาดในไทย ผลตอบรับในเชิงตัวเลขถือว่าใช้ได้ แม้จำนวนแบรนด์จีนในร้านยังไม่ได้มากนักและยังต้องติดตามพัฒนาการต่อไป ด้วยขนาดร้านของอีฟแอนด์บอยที่ใหญ่เมื่อเทียบกับคู่แข่ง เช่น สาขา One Bangkok ที่มีพื้นที่ประมาณ 700 กว่าตารางเมตร บริษัทจึงมีพื้นที่เพียงพอสำหรับทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างประเทศ
นายหิรัญย้ำว่า หัวใจของการเป็น Beauty Destination คือการมีสินค้าและแบรนด์ที่ลูกค้าต้องการอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ไทย แบรนด์นอก หรือแบรนด์จีน การที่ T-Beauty ได้รับความนิยมมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าอีฟแอนด์บอยจะหยุดรับแบรนด์ต่างประเทศ แต่หมายความว่าสัดส่วนของแบรนด์ไทยเพิ่มขึ้นตามความนิยมของผู้บริโภค ในฐานะรีเทลเลอร์ไทย อีฟแอนด์บอยต้องการสนับสนุนทุกแบรนด์ที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกันก็ภูมิใจที่ได้ช่วยผลักดันแบรนด์ไทยด้วยกันเองให้เติบโต และทำให้สินค้าไทยพิสูจน์ตัวเองได้ทั้งด้านคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และยอดขายจริงบนชั้นวาง