Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ทิศทางตลาดคริปโท กับปัจจัยขับเคลื่อนใหม่หลังสงครามใกล้สิ้นสุด ?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ทิศทางตลาดคริปโท กับปัจจัยขับเคลื่อนใหม่หลังสงครามใกล้สิ้นสุด ?

30 เม.ย. 69
11:44 น.
แชร์

ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ราคาของบิตคอยน์ยังคงเคลื่อนไหวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยสามารถยืนเหนือระดับ 70,000 ดอลลาร์สหรัฐได้ตลอดทั้งเดือน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดที่เพิ่มขึ้นจากความคาดหวังว่าสถานการณ์สงครามกำลังเข้าสู่ช่วงท้าย ประกอบกับปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวของโลกคริปโทฯ อย่างกฎหมาย Clarity Act และโมเดลการระดมทุนมาซื้อบิตคอยน์แบบใหม่ของบริษัท Strategy ที่น่าจับตา

แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ แต่คำถามสำคัญคือ เหตุใดตลาดจึงประเมินว่าสงครามกำลังใกล้ยุติ โดยหากพิจารณาให้ลึกกว่าการติดตามข่าวรายวัน เช่นวันนี้ช่องแคบฮอร์มุซเปิด-ปิด หรือมีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันหรือไม่ สิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าคือการตีความ “เจตนาเชิงกลยุทธ์” ของแต่ละฝ่าย ซึ่งสามารถแบ่งพัฒนาการของสงครามออกเป็น 3 เฟสเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายดังนี้

  • เฟสที่หนึ่ง คือช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง โดยยังจำกัดวงการโจมตีให้อยู่ในเป้าหมายเฉพาะ เช่น การที่สหรัฐฯ แสดงจุดยืนไม่ยอมให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมทั้งดำเนินการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยังผู้นำหรือบุคคลสำคัญของอิหร่าน
  • เฟสที่สอง คือช่วงการยกระดับความรุนแรง ซึ่งขอบเขตของการโจมตีขยายกว้างขึ้น ยังไม่มีการพูดถึงการเจรจา และส่งผลกระทบต่อภาคส่วนที่หลากหลายมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การที่สหรัฐฯ เริ่มหันมาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน รวมถึงการตอบโต้ของอิหร่านผ่านการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าระดับโลก
  • เฟสที่สาม คือช่วงการหาทางออกจากความขัดแย้ง โดยลักษณะของการดำเนินการจะเริ่มชะลอการขยายวงความรุนแรง และมีสัญญาณของการเจรจาหรือข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม

โดยจากพฤติกรรมล่าสุดของทั้งสองฝ่าย สามารถประเมินได้ว่ากำลังเข้าสู่เฟสที่สามอย่างชัดเจน ตัวอย่างสำคัญคือการที่ทรัมป์ ออกมาข่มขู่ว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ในทางปฏิบัติกลับมีการเลื่อนเส้นตายดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง ส่งผลให้ตลาดตีความว่านี่คือ Redline หรือจุดที่สหรัฐฯ ไม่ต้องการก้าวข้าม และไม่ได้มีเจตนาจะยกระดับสถานการณ์ไปมากกว่านี้

ขณะเดียวกัน การดำเนินการของสหรัฐฯ ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ยังสะท้อนถึงความพยายามในการกดดันอิหร่านทางเศรษฐกิจ โดยจำกัดความสามารถในการส่งออกน้ำมัน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ เพื่อเร่งให้เกิดการเจรจาและหาข้อยุติร่วมกัน ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกตอบสนองในเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ทำระดับสูงสุดใหม่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับลดลง รวมถึงตลาดคริปโทฯ ที่ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตามการปรับตัวขึ้นของตลาดคริปโทฯ ในรอบนี้อาจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเพียง Sentiment จากปัจจัยภายนอกเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยพื้นฐานภายในอุตสาหกรรมที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือความคืบหน้าของกฎหมาย Clarity Act ซึ่งคาดว่าจะมีรายละเอียดชัดเจนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ประเด็นหลักของกฎหมายนี้อยู่ที่การเปิดทางให้ Stablecoin สามารถจ่ายผลตอบแทนได้หรือไม่ โดยจากร่างกฎหมายล่าสุด มีแนวโน้มว่าจะอนุญาตเฉพาะ Stablecoin ที่มีการใช้งานจริง (active use) ให้สามารถจ่ายผลตอบแทนได้ ขณะที่การถือครองแบบฝากเฉย ๆ จะไม่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าว

หากกฎหมายออกมาตามแนวทางนี้ จะถือเป็นการปลดล็อกสำคัญที่เปิดทางให้สถาบันการเงินสามารถพัฒนา Stablecoin ของตนเองได้ ซึ่งเปรียบเสมือนการเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบบล็อกเชนและตลาดคริปโทโดยตรงในระยะถัดไป

อีกหนึ่งปัจจัยที่น่าสนใจคือโมเดลการระดมทุนผ่านหุ้นบุริมสิทธิ์ของบริษัท Strategy โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อย่าง STRC ซึ่งยังไม่ได้รับความสนใจจากตลาดอย่างเต็มที่ ก่อนหน้านี้บริษัทใช้วิธีออกหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertable note) ในการระดมทุน แต่ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการออกหุ้นบุริมสิทธิ์ถาวร เช่น STRC, STRK และ STRF ซึ่งไม่มีวันครบกำหนดไถ่ถอน และให้ผลตอบแทนในรูปแบบคงที่

สำหรับ STRC มีจุดเด่นที่อัตราผลตอบแทนประมาณ 11.50% ต่อปี โดยไม่มีสิทธิ์แปลงเป็นหุ้นสามัญ ส่งผลให้สามารถดึงดูดนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ เช่น BlackRock เข้ามาถือครองได้อย่างมีนัยสำคัญ และในช่วง 1–2 เดือนที่ผ่านมา เงินทุนที่ไหลเข้าสู่บิตคอยน์ผ่านเครื่องมือดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึงระดับหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

หากโมเดลนี้สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง จะก่อให้เกิดกลไกแบบ “Flywheel” ที่ช่วยสร้างแรงซื้อบิตคอยน์อย่างมีนัยสำคัญ คล้ายกับแนวคิด Digital Asset Treasury (DAT) ในช่วงก่อนหน้า ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนตลาด

โดยสรุป แม้ภาพรวมของตลาดยังมีนักลงทุนจำนวนมากมองว่าบิตคอยน์อยู่ในแนวโน้มขาลง ซึ่งสะท้อนผ่านตลาดอนุพันธ์ที่มีการเปิดสถานะ (Open Interest) เพิ่มขึ้น พร้อมกับ Funding rate ที่อยู่ในระดับติดลบ ทั้งที่ราคาตลาด Spot ปรับตัวขึ้น สะท้อนว่ามีคนส่วนใหญ่ในตลาดเปิด Short สวนมาตลอดทาง

มุมมองดังกล่าวอาจสะท้อนความเชื่อว่าปัจจัยจากสงครามใกล้จบเป็นเพียงแรงหนุนระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยขับเคลื่อนที่แท้จริงอาจกำลังมาในเร็ว ๆ นี้ หาก (1) กฎหมาย Clarity Act ออกมาในลักษณะที่เอื้อต่อการเข้ามาของสถาบันผ่าน Stablecoin หรือ (2) กลไกการระดมทุนของ STRC สามารถสร้างแรงส่งต่อเนื่องได้ตามที่คาดการณ์ไว้ ในกรณีดังกล่าว ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “Disbelief Rally” หรือการปรับตัวขึ้นท่ามกลางความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนส่วนใหญ่ในเดือนนี้ได้

*หมายเหตุ

คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ผู้เขียน
นายธนลภย์ ปรีดามาโนช
หัวหน้าฝ่ายการลงทุน และผู้จัดการเงินทุน บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด

แชร์
ทิศทางตลาดคริปโท กับปัจจัยขับเคลื่อนใหม่หลังสงครามใกล้สิ้นสุด ?