
ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ชื่อประเทศ “จอร์เจีย” กลับมาอยู่ในความสนใจของคนไทย แต่ครั้งนี้ไม่ได้มาจากภาพเทือกเขาคอเคซัส เมืองเก่า หรือแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยม หากมาจากข่าวการเสียชีวิตของนายบวรทัต เป็งสุข หรือ “Hlun Solo” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชาวไทยวัย 27 ปี
Hlun Solo เดินทางไปจอร์เจียเพื่อถ่ายทำเนื้อหาท่องเที่ยว ก่อนขาดการติดต่อกับครอบครัวตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 กระทั่งวันที่ 29 กรกฎาคม ตำรวจจอร์เจียยืนยันว่าเขาเสียชีวิตในกรุงทบิลิซี หลังครอบครัวและหลายฝ่ายช่วยกันติดตามมานานกว่าสองสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม สาเหตุการเสียชีวิตยังอยู่ระหว่างการสอบสวนและยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยระบุว่า ไม่ควรด่วนสรุปจากกระแสข่าวหรือข้อสันนิษฐานใด จนกว่าทางการจอร์เจียจะเปิดเผยผลการสอบสวน ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังการา ซึ่งรับผิดชอบจอร์เจีย ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปติดตามข้อเท็จจริงและประสานงานกับครอบครัวแล้ว
เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามว่า จอร์เจียมีความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวเพียงใด โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางตามลำพัง แต่การเสียชีวิตเพียงกรณีเดียวยังไม่อาจใช้ตัดสินระดับความปลอดภัยของทั้งประเทศได้ การประเมินจำเป็นต้องพิจารณาทั้งผลการสอบสวน สถิติอาชญากรรม อุบัติเหตุทางถนน สถานการณ์การเมือง และคำแนะนำจากหน่วยงานต่างประเทศ
ในอีกด้านหนึ่ง จอร์เจียกำลังเติบโตขึ้นในฐานะจุดหมายปลายทางระหว่างประเทศ ปี 2568 ประเทศแห่งนี้ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5.8 ล้านคน สร้างรายรับจากต่างประเทศ 4.69 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1.6 แสนล้านบาท และมีเงินใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวหมุนเวียนเกือบ 1.5 หมื่นล้านลารี
จอร์เจียจึงกำลังเผชิญภาพสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคืออุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สร้างรายได้และการจ้างงานจำนวนมาก แต่อีกด้านคือความปลอดภัยซึ่งมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้เดินทาง
สำนักงานสถิติแห่งชาติจอร์เจียระบุว่า ในปี 2568 จอร์เจียต้อนรับผู้มาเยือนต่างชาติ 5.79 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.0% ขณะที่จำนวนการเดินทางเข้าประเทศของผู้มาเยือนทั้งหมดอยู่ที่ 6.86 ล้านครั้ง โดยประมาณ 5.5 ล้านครั้งเป็นการเดินทางแบบพักค้างคืน
ผู้มาเยือนต่างชาติใช้จ่ายในจอร์เจียเกือบ 15,000 ล้านลารี เพิ่มขึ้น 5.1% ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้า ที่พัก ร้านอาหาร และการเดินทางภายในประเทศ โดยพักเฉลี่ย 5.6 คืน และกว่า 78.4% เคยเดินทางมาเยือนจอร์เจียแล้ว
ด้านธนาคารแห่งชาติจอร์เจียรายงานว่า รายรับจากผู้มาเยือนต่างชาติในปี 2568 อยู่ที่ 4.69 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5.8% คิดเป็นมูลค่าเทียบเท่าประมาณ 12.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ซึ่งอยู่ที่ 38.14 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการเปรียบเทียบรายรับจากการท่องเที่ยวกับจีดีพี ไม่ใช่สัดส่วนมูลค่าเพิ่มทางตรงของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
แรงส่งจากภาคท่องเที่ยวยังกระจายไปไกลกว่าโรงแรมและบริษัทนำเที่ยว ครอบคลุมทั้งร้านอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ และการจ้างงานในเมืองท่องเที่ยว โดยในปี 2568 ธุรกิจที่พักและบริการอาหารสร้างมูลค่าเพิ่มประมาณ 3,702 ล้านลารี และขยายตัวจริง 5.6% เทียบกับเศรษฐกิจจอร์เจียโดยรวมที่เติบโต 7.5%
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลปี 2569 เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว โดยไตรมาสแรกมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 994,800 คน เพิ่มขึ้น 2.5% แต่ค่าใช้จ่ายกลับลดลง 5.2% เหลือ 2,220 ล้านลารี ขณะที่รายรับจากผู้มาเยือนต่างชาติในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 1.93 พันล้านดอลลาร์ ลดลงประมาณ 2% โดยเฉพาะไตรมาสที่สอง ซึ่งรายรับลดลง 3.8% เหลือ 1.10 พันล้านดอลลาร์
อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือการพึ่งพาตลาดใกล้เคียงในสัดส่วนสูง นักท่องเที่ยวจากรัสเซีย ตุรกี และอาร์เมเนียรวมกันคิดเป็นประมาณ 52% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดในปี 2568 ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวของจอร์เจียมีแนวโน้มได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว หากเกิดสงคราม ความขัดแย้ง หรือข้อจำกัดด้านการเดินทางในภูมิภาค
จุดเด่นที่ทำให้จอร์เจียเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวมากขึ้น คือการรวมเมืองประวัติศาสตร์ ภูเขา ทะเล ถ้ำ และวัฒนธรรมอาหารไว้ในประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสภูมิประเทศและประสบการณ์ที่หลากหลายได้โดยเดินทางในระยะทางค่อนข้างสั้น
กรุงทบิลิซีเป็นประตูหลักสู่จอร์เจีย มีจุดขายสำคัญทั้งย่านเมืองเก่า โรงอาบน้ำกำมะถัน และป้อมนาริคาลา ตลอดจนสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานอิทธิพลจากจอร์เจีย เปอร์เซีย ตุรกี อาหรับ รัสเซีย และยุโรป ขณะที่ถนนรุสตาเวลีเป็นศูนย์กลางของโรงแรม พิพิธภัณฑ์ ร้านค้า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในเมือง
ทางเหนือของทบิลิซีเป็นที่ตั้งของเมืองมตสเคตา อดีตเมืองหลวงและศูนย์กลางศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์ จากนั้นเส้นทางสู่เทือกเขาคอเคซัสจะนำไปยังคาซเบกีหรือสเตปันต์สมินดา ซึ่งมีโบสถ์เกอร์เกตี ทรินิตีตั้งเด่นท่ามกลางภูเขา และกลายเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของการท่องเที่ยวจอร์เจีย
ส่วนภูมิภาคคาเคติทางตะวันออกเป็นศูนย์กลาง “วัฒนธรรมไวน์” ของประเทศ โดยจอร์เจียระบุว่ามีประเพณีการทำไวน์ยาวนานกว่า 8,000 ปี เอกลักษณ์สำคัญคือการหมักไวน์ในไหดินที่เรียกว่า “คเวฟรี” นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอย่างหุบเขาอลาซานี เมืองเทลาวีและซิกนากี รวมถึงโบสถ์และอารามเก่าแก่ วัฒนธรรมไวน์จึงมีบทบาททั้งในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมและสินค้าส่งออกที่ช่วยสร้างภาพจำให้จอร์เจีย
ด้านตะวันตก เมืองคูไตซีมีทั้งมหาวิหารบากราติ อารามเกลาติซึ่งเป็นมรดกโลก ตลอดจนถ้ำโพรมีธีอุสและถ้ำซาตาเปลีย ขณะที่เมืองบาทูมีในเขตอัดจาราเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลดำ ประกอบด้วยย่านเมืองเก่า ทางเดินริมทะเล โรงแรม และธุรกิจการประชุม
สำหรับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ภูมิภาคสวาเนตีและเมืองเมสเตียโดดเด่นด้วยภูเขาสูง หมู่บ้านโบราณ และหอคอยหินยุคกลาง ส่วนเมืองถ้ำอย่างวาร์ดเซียและอุพลิสซิเคสะท้อนประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของประเทศ ความหลากหลายเหล่านี้ทำให้จอร์เจียรองรับการท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ตั้งแต่เมืองเก่าและชายทะเลในฤดูร้อน ไปจนถึงพื้นที่ภูเขาและรีสอร์ตในฤดูหนาว
หากพิจารณาเฉพาะเมืองและแหล่งท่องเที่ยวหลัก จอร์เจียถือเป็นประเทศที่ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว ตราบใดที่ใช้ความระมัดระวังตามปกติ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จัดคำแนะนำการเดินทางไปจอร์เจียไว้ในระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับความเสี่ยงต่ำสุด เช่นเดียวกับไทย ญี่ปุ่น กรีซ โครเอเชีย และโปรตุเกส ขณะที่ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน และสหราชอาณาจักรอยู่ในระดับ 2
ด้านดัชนีสันติภาพโลกปี 2569 ของ Institute for Economics & Peace จอร์เจียอยู่ในอันดับ 94 จาก 163 ประเทศ มีอันดับดีกว่าฝรั่งเศสที่อยู่ในอันดับ 99 และไทยในอันดับ 101 เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ดัชนีนี้ไม่ได้วัดเฉพาะอาชญากรรมที่เกิดกับนักท่องเที่ยว แต่ครอบคลุมทั้งความปลอดภัยในสังคม ความขัดแย้งภายในและระหว่างประเทศ ตลอดจนระดับการใช้กำลังทหาร
อันดับกลางตารางของจอร์เจียจึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นประเทศอันตรายสำหรับนักท่องเที่ยวโดยตรง แต่สะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่า กล่าวคือ ชีวิตประจำวันและพื้นที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่อาจมีความสงบ ขณะที่ประเทศยังเผชิญความเสี่ยงจากข้อพิพาทด้านดินแดนและความผันผวนทางการเมือง
คำแนะนำล่าสุดของรัฐบาลแคนาดา ซึ่งปรับปรุงเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2569 ยังคงแนะนำให้นักท่องเที่ยวใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยตามปกติเมื่อเดินทางในจอร์เจียโดยรวม แต่ในบางช่วงยกระดับคำเตือนเฉพาะกรุงทบิลิซีให้ใช้ความระมัดระวังเนื่องจากมีความเสี่ยงจากการชุมนุมทางการเมืองและการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประท้วง
สำหรับอาชญากรรมทั่วไป การล้วงกระเป๋าและฉกชิงกระเป๋าอาจเกิดขึ้นในเขตเมืองที่มีผู้คนหนาแน่น งานสาธารณะ และระบบขนส่งมวลชน ส่วนอาชญากรรมรุนแรงที่มุ่งเป้าไปยังชาวต่างชาติเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น การชิงทรัพย์ ลักทรัพย์ในที่พัก จี้ชิงรถ และล่วงละเมิดทางเพศ แม้ตำรวจจะออกลาดตระเวนเป็นประจำ แต่ระยะเวลาตอบสนองในพื้นที่ห่างไกลและนอกเมืองใหญ่อาจนานกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ
รัฐบาลแคนาดายังเตือนถึงการฉ้อโกงผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต และตู้เอทีเอ็ม รวมถึงความเสี่ยงจากเครือข่ายไวไฟสาธารณะที่อาจถูกใช้ขโมยข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ ยังมีรายงานการหลอกนักท่องเที่ยวที่รู้จักกันผ่านเว็บไซต์หรือสื่อสังคมออนไลน์ให้เข้าไปในร้านอาหารหรือสถานบันเทิง ก่อนถูกเรียกเก็บค่าอาหารและเครื่องดื่มในราคาสูงผิดปกติ นักท่องเที่ยวจึงควรตรวจสอบราคาและรายการเรียกเก็บเงินก่อนชำระทุกครั้ง
ในด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม ผู้หญิงที่เดินทางตามลำพังอาจเผชิญการคุกคามหรือการใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม โดยควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องเดินทางในเวลากลางคืนหรือผ่านพื้นที่เปลี่ยว ขณะที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศอาจเผชิญการเลือกปฏิบัติและการคุกคาม รัฐบาลแคนาดาจึงแนะนำให้ประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนเดินทาง
ในส่วนของระบบขนส่ง รถโดยสารและรถไฟใต้ดินในกรุงทบิลิซีโดยทั่วไปถือว่าปลอดภัยและเชื่อถือได้ แต่ยังมีความเสี่ยงจากการล้วงกระเป๋า ส่วนรถแท็กซี่ที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องมักเป็นรถสีขาวและมีป้ายแท็กซี่บนหลังคา ขณะที่รถแท็กซี่นอกระบบอาจไม่ใช้มิเตอร์และเรียกเก็บค่าโดยสารเกินจริง สำหรับรถมินิบัสที่เรียกว่า “มาร์ชรุตกา” รัฐบาลแคนาดาระบุว่ารถบางส่วนมีสภาพไม่ดีและอาจไม่มีอุปกรณ์ความปลอดภัยพื้นฐาน เช่น เข็มขัดนิรภัย จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยง
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ความเสี่ยงสำคัญของการเดินทางในจอร์เจียอาจไม่ได้มาจากอาชญากรรมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่อุบัติเหตุทางถนนด้วย สำนักงานสถิติจอร์เจียบันทึกอุบัติเหตุจราจร 5,969 ครั้งในปี 2568 ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 8,191 คน และเสียชีวิต 469 คน
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับคำเตือนของรัฐบาลแคนาดาที่ระบุว่า สภาพถนนในจอร์เจียแตกต่างกันมากในแต่ละพื้นที่ ถนนในกรุงทบิลิซีและเมืองใหญ่มักอยู่ในสภาพค่อนข้างดี แต่ถนนชนบทบางแห่งอาจมีพื้นผิวขรุขระ ฝาท่อที่ยกสูงหรือทรุดตัว สัตว์เลี้ยงเดินบนถนน ป้ายจราจรและแสงสว่างไม่เพียงพอ รวมถึงถนนลื่นในฤดูหนาว โดยเฉพาะเส้นทางภูเขา ป้ายบางแห่งในชนบทยังอาจเขียนด้วยภาษาจอร์เจียเท่านั้น
พฤติกรรมการขับขี่ก็เป็นอีกปัจจัยเสี่ยง เนื่องจากอาจพบการเปลี่ยนช่องจราจรบ่อยครั้ง การใช้ความเร็วสูง และการไม่ให้ทางแก่คนเดินเท้า นักท่องเที่ยวที่เช่ารถจึงต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าการขับขี่ในเมืองใหญ่ทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อเดินทางในเวลากลางคืน พื้นที่ชนบท หรือเส้นทางภูเขาในฤดูหนาว
การเดินป่า ปีนเขา โหนสลิง หรือเดินทางเข้าสู่พื้นที่ห่างไกลมีความเสี่ยงแตกต่างจากการท่องเที่ยวในเมือง เนื่องจากบางเส้นทางไม่มีป้ายบอกทางชัดเจน สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ให้บริการกิจกรรมอาจไม่เทียบเท่ามาตรฐานของแคนาดา ประกอบกับความช่วยเหลือฉุกเฉินนอกเมืองอาจเข้าถึงได้ล่าช้า นักท่องเที่ยวจึงควรใช้เส้นทางที่กำหนด ตรวจสอบสภาพอากาศ และเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ
ภาพรวมจึงอาจสรุปได้ว่า จอร์เจียไม่ได้เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่ระดับความปลอดภัยแตกต่างกันอย่างมากตามพื้นที่และรูปแบบการเดินทาง การท่องเที่ยวในเมืองหลักมีความเสี่ยงใกล้เคียงประเทศท่องเที่ยวทั่วไป ทั้งการล้วงกระเป๋า การฉ้อโกง และการชุมนุม ขณะที่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อเดินทางบนถนนชนบท ทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือเข้าใกล้พื้นที่พิพาท
แม้จอร์เจียจะถือว่าค่อนข้างปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวในภาพรวม แต่ระดับความปลอดภัยไม่ได้เท่ากันทั่วประเทศ โดยมีสองพื้นที่ที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด ได้แก่ “อับคาเซีย” และ “เซาท์ออสซีเชีย” ดินแดนพิพาทที่อยู่นอกการควบคุมของรัฐบาลจอร์เจีย และมีกองกำลังรัสเซียกับเจ้าหน้าที่รักษาชายแดนประจำการอยู่ สถานการณ์ดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ รวมถึงสงครามรัสเซีย-จอร์เจียเมื่อปี 2551
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จัดคำเตือนสำหรับทั้งสองพื้นที่ไว้ในระดับ 4 หรือ “ห้ามเดินทาง” เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านอาชญากรรม ความไม่สงบ ทุ่นระเบิด และการถูกควบคุมตัว อีกทั้งทางการสหรัฐฯ ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่พลเมืองของตนในพื้นที่เหล่านี้ได้
ปัญหาสำคัญสำหรับผู้เดินทางคือ เส้นแบ่งเขตปกครองของพื้นที่พิพาทไม่ได้มีลักษณะชัดเจนเหมือนพรมแดนระหว่างประเทศทั่วไป บางช่วงไม่มีป้ายหรือแนวกั้น และแนวเขตอาจเปลี่ยนแปลงได้ จึงมีความเสี่ยงที่ผู้เดินทางจะข้ามเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ และอาจถูกควบคุมตัว ปรับ หรือดำเนินคดี
รัฐบาลแคนาดาจึงเตือนไม่ให้เดินทางเข้าสู่อับคาเซีย เซาท์ออสซีเชีย รวมถึงพื้นที่ภายในระยะ 5 กิโลเมตรจากเส้นแบ่งเขตปกครอง ยกเว้นทางหลวง E60 เนื่องจากมีทั้งกิจกรรมทางทหาร ทุ่นระเบิด วัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงาน ความเสี่ยงจากการถูกควบคุมตัว และข้อจำกัดในการให้ความช่วยเหลือทางกงสุล
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในพื้นที่พิพาททั้งสองแห่งแตกต่างอย่างชัดเจนจากแหล่งท่องเที่ยวหลัก เช่น ทบิลิซี บาทูมี คูไตซี คาเคติ คาซเบกี และสวาเนตี การมีพื้นที่ห้ามเดินทางจึงไม่ได้หมายความว่าจอร์เจียทั้งประเทศไม่ปลอดภัย แต่เป็นความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ซึ่งมีความขัดแย้งด้านดินแดน
นอกเหนือจากพื้นที่พิพาท รัฐบาลแคนาดายังแนะนำให้นักท่องเที่ยวเพิ่มความระมัดระวังในกรุงทบิลิซี เนื่องจากอาจเกิดการชุมนุมทางการเมืองและการเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะบริเวณอาคารรัฐบาลและถนนรุสตาเวลี อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงดังกล่าวมักจำกัดอยู่ในบางพื้นที่และบางช่วงเวลา ไม่ได้หมายความว่าทั้งเมืองตกอยู่ในภาวะอันตราย
ข้อมูลจากหลายประเทศชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า พื้นที่ท่องเที่ยวหลักของจอร์เจียโดยทั่วไปสามารถเดินทางได้โดยใช้ความระมัดระวังตามปกติ และไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม นักเดินทางต้องแยกพื้นที่ทั่วไปออกจากดินแดนพิพาท หลีกเลี่ยงบริเวณชุมนุม และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยบนท้องถนนและการท่องเที่ยวภูเขา
กรณีของ Hlun Solo จึงไม่ควรถูกใช้เป็นหลักฐานว่าจอร์เจียทั้งประเทศไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงที่ข้อเท็จจริงยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวตอกย้ำว่าการสื่อสารของตำรวจ ระบบช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และความร่วมมือระหว่างประเทศมีความสำคัญเพียงใดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินกับผู้เดินทางต่างชาติ
สำหรับประเทศที่มีรายรับจากผู้มาเยือนต่างชาติเทียบเท่ากว่า 12% ของจีดีพี ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นทุนทางเศรษฐกิจ หากจอร์เจียต้องการรักษาการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ ประเทศจำเป็นต้องทำให้ความปลอดภัย ระบบขนส่ง การกู้ภัย และข้อมูลเตือนภัยเติบโตไปพร้อมกับจำนวนนักท่องเที่ยว
อ้างอิง: Geostat, IEP, NBG, Civil Georgia, Georgia Travel, U.S. Department of State, Canada Government