
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก เริ่มส่งผลต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภค โดยราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่วัตถุดิบสำคัญอย่างเม็ดพลาสติกซึ่งใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ก็เริ่มมีสัญญาณขาดแคลน เพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าในระยะต่อไป
แม้ขณะนี้ราคาสินค้าหลายรายการยังไม่ปรับขึ้น แต่สภาองค์กรของผู้บริโภคพบว่าผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับลดปริมาณสินค้าในบรรจุภัณฑ์ลง สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมเตือนผู้บริโภคให้เตรียมรับมือกับความไม่แน่นอน โดยแนะนำให้วางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบผ่าน “5 แผนสำรอง” เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน สภาผู้บริโภคเตรียมเสนอหนังสือถึงภาครัฐ เพื่อผลักดันมาตรการส่งเสริมการบริโภคสินค้าในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานและโลจิสติกส์ของโลก
นางชูเนตร ศรีเสาวชาติ อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงผันผวน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระดับสูง โดยเฉพาะราคาพลังงานที่เป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตและการขนส่งสินค้า
แม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลได้มีมาตรการตรึงราคาน้ำมัน แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถควบคุมต้นทุนทั้งหมดได้ เนื่องจากน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-20% ของต้นทุนโลจิสติกส์ ดังนั้นหากสถานการณ์มีความยืดเยื้อ ต้นทุนสินค้าและบริการอาจมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ประมาณ 5-10% ในระยะต่อไป
ขณะเดียวกันเริ่มเห็นสัญญาณของการปรับตัวของกลุ่มสินค้าและบริการตามกลไกตลาด โดยในปัจจุบันเมื่อไปสำรวจในตลาดสดพื้นที่ กทม. พบสถานการณ์ที่น่ากังวลคือ ราคายังคงอยู่เท่าเดิมแต่ปริมาณกลับลดลงอย่างชัดเจน ในกลุ่มสินค้าและอาหารบางประเภท
ทั้งนี้ หากสถานการณ์มีความยืดเยื้ออาจส่งผลต่อค่าไฟฟ้าและค่าก๊าซหุงต้มในอนาคต สวนทางรายได้ของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับเท่าเดิม ส่งผลให้ภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้นและกำลังซื้อของครัวเรือนลดลง ดังนั้นในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด ใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และเตรียมความพร้อมทางการเงิน เพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าครองชีพในระยะต่อไป
“แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาพลังงาน แต่เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตและการขนส่งก็จะเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเลือกปรับลดปริมาณสินค้าแทนการขึ้นราคา ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของแรงกดดันด้านค่าครองชีพ ท่ามกลางผู้บริโภคที่มีรายได้เท่าเดิม” นางชูเนตร กล่าว
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคผนึกกำลังกับเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศตรวจสอบราคาสินค้า เพื่อร่วมแจ้งเตือนสถานการณ์ราคาสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างใกล้ชิดต่อไป รวมทั้งเตรียมจัดทำหนังสือส่งถึงหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ผลักดันนโยบายใช้สินค้าไทยและสินค้าโอท็อปอย่างเร่งด่วน เพื่อนำมาเป็นสินค้าทดแทนและลดภาระจากค่าครองชีพและการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ส่งผลดีประเทศไทยในระยะยาว
ล่าสุดในวันนี้ (14 มีนาคม 2569) ผู้ผลิตสินค้าบริโภคสำคัญเริ่มประกาศปรับขึ้นราคาอย่างเป็นทางการกันแล้ว เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ประกาศปรับขึ้นราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอีกฟองละ 20 สตางค์ หรือแผงละ 6 บาท ส่งผลให้ราคาแนะนำขยับจากฟองละ 3.20 บาท เป็น 3.40 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยยืนยันว่าเป็นการปรับตามภาวะตลาด ไม่ได้เกิดจากความต้องการของผู้เลี้ยงไก่ไข่
ประกาศดังกล่าวออกโดยเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แม่น้ำน้อย จำกัด เพื่อแจ้งให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รับทราบการปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละ ณ หน้าฟาร์ม
สำหรับราคาแนะนำใหม่กำหนดไว้ที่ฟองละ 3.40 บาท สำหรับไข่ไก่คละที่มีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 20.5 กิโลกรัมต่อแผงมาตรฐาน ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงราคาในระยะต่อไป เครือข่ายสหกรณ์ฯ จะแจ้งให้สมาชิกและผู้เกี่ยวข้องทราบอีกครั้ง
ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น สภาผู้บริโภคได้เสนอข้อแนะนำ 5 ประการสำหรับประชาชน เพื่อช่วยลดผลกระทบจากค่าครองชีพที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในภาวะสงคราม ได้แก่
นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังคือ มิจฉาชีพอาจจะฉวยโอกาสการปลอมแปลงสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นมาหลอกหลวงได้ และเน้นการปรับลดราคาสินค้าให้อยู่ในระดับต่ำกว่าสินค้าทั่วไป ดังนั้นผู้บริโภคจะต้องระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้าต่าง ๆ ไปพร้อมกัน รวมถึงควรตระหนักและรักษาสิทธิของตนเอง หากพบเหตุการณ์ที่เข้าข่ายการเอาเปรียบหรือการหลอกลวง ไม่ควรนิ่งเฉยหรือยอมตกเป็นเหยื่อ แต่ควรใช้สิทธิของผู้บริโภคในการร้องเรียนหรือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองและช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายในลักษณะเดียวกัน
ทั้งนี้ หากผู้บริโภคพบการขายสินค้าเกินราคา ไม่แสดงป้ายราคา หรือสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 สายด่วน สคบ. 1166 และสภาผู้บริโภคผ่านช่องทางต่าง ๆ