
ในยุคที่หลายคนอยู่ในภาวะ Burnout จากชีวิตการทำงานที่ work ไร้ balance โดยเฉพาะคนที่อายุย่างเข้าสู่เลขสามและสี่ ที่หลายคนเริ่มรู้สึกว่า “การทำงาน” ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความก้าวหน้าหรือเงินเดือนเท่านั้น แต่กลายเป็นเรื่องของสุขภาพ คุณภาพชีวิต อนาคตและความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว
คำถามที่เชื่อว่าหลายคนกำลังคิดวนเวียนในหัวตอนนี้สำหรับที่เริ่มไม่ไหวกับงานที่ทำ คือ ลาออกตอนนี้ ชีวิตจะดีขึ้นจริงไหม หรือควรทนทำงานที่เดิมต่อดี คำตอบที่ดี ไม่ได้มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน แต่ควรเป็น “กรอบความคิด” ที่ใช้ก่อนตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตการทำงาน
คนวัยนี้ ส่วนใหญ่มักมีทรัพย์สินและภาระผูกพัน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ ที่มาพร้อมกับหนี้สินระยะยาว รวมถึงภาระค่าเลี้ยงดูบุตร หรือการดูแลพ่อแม่ที่สูงวัย ซึ่งแตกต่างจากคนหนุ่มสาววัย 20 ปี อย่างสิ้นเชิง ดังนั้นการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงของคนวัย 30-40 ปี หากเลือกตัดสินใจผิดพลาด ไม่เพียงต้องใช้ “เวลา” อีกหลายปีในการแก้ไข หรือส่งผลกระทบต่อ “เงิน” ในบัญชีตนเองแล้ว ยังอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในครอบครัวอีกหลายชีวิตด้วย
คำถาม คือ ถ้าลาออกแล้วไม่มีงานทำต่อ หรือได้งานใหม่แต่ไม่ผ่านทดลองงาน จะมีใครเดือนร้อนไปกับเราไหม?
ควรลาออกไหม? คำถามฮิตพื้นฐาน ที่อยู่ในใจหลายคน แต่ก่อนจะตอบคำถามนี้ อยากให้ทุกคนลองตั้งคำถามใหม่กับตนเองก่อนว่า “คุณกำลังเบื่องาน” หรือ“กำลังเหนื่อยกับรูปแบบชีวิต ที่ถูกงานกำหนด” กันแน่
หากปัญหาอยู่ที่เบื่องาน รวมไปถึงวัฒนธรรมองค์กร หัวหน้างาน เพื่อนร่วมงานหรือขอบเขตหน้าที่ การเปลี่ยนงานอาจช่วยแก้ปัญหาได้ แต่หากปัญหาอยู่ที่รูปแบบการใช้ชีวิต ที่ต้องทำงานหนัก กลางวันประชุม กลางคืนทำงาน เสาร์-อาทิตย์ไม่ได้หยุดพักเพื่อไปใช้ชีวิตกับครอบครัว คำถามคือจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการเปลี่ยนที่ทำงาน จะไม่ใช่การหนีเสือปะจระเข้ เพราะถ้าได้ลองถามเพื่อนและคนรู้จักที่ทำงานองค์กรเอกชนอื่น อาจพบว่าเราไม่ใช่คนเดียวที่กำลังเผชิญกับปัญหาดังกล่าว แต่พนักงานแทบทุกองค์กรอาจกำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ตึงตัว และมีคู่แข่งอย่าง AI เข้ามาแย่งงานเราทำ
หากเรามีความเชื่อร่วมกันว่า “เงิน” ยังคงเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต การลาออกจึงไม่ควรเริ่มจากความรู้สึก แต่ควรเริ่มจากคำถามด้านตัวเลข ที่ต้องประเมินอย่างตรงไปตรงมา แบบไม่เข้าข้างตัวเอง ได้แก่
สำหรับการเปลี่ยนไปทำงานอาชีพอิสระ ต้องยอมรับความจริงด้วยว่า
ในทางการเงิน สุขภาพ คือ “ต้นทุนระยะยาว” ความเครียดเรื้อรังและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน และอาจนำไปสู่ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในอนาคต หากงานที่ทำอยู่เข้าข่ายกำลังแลกสุขภาพด้วยเงินเดือนการตัดสินใจเปลี่ยนงานอาจคุ้มค่าในระยะยาว แต่ต้องทำบนแผนที่ชัดเจน ไม่ใช่การตัดสินใจโดยไร้ทิศทาง
ในทางกลับกัน การลาออกไปทำงานอิสระ ใช่ว่าจะเครียดน้อยกว่าการทำงานประจำ เพราะหากเดือนไหนงานหรือรายได้ไม่เข้าเป้าความเครียดย่อมตามมา หรือหากวันไหนเกิดเจ็บป่วยต้องนอนโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะไม่มีสวัสดิการจากนายจ้างเข้ามาช่วย ต้องรับผิดชอบเองทั้งหมดหรือเบิกจากประกันสุขภาพที่มีอยู่
สำหรับคนที่กำลังมีแผนคิดจะลาออก จากความเบื่อและเหนื่อยจากงานประจำที่ทำ แนะนำให้ลองค่อยๆ ขยับจาก
การอยู่ทำงานต่อไม่ใช่ความล้มเหลว และการลาออกก็ไม่ใช่ชัยชนะเสมอไป ความสำเร็จของวัย 30-40 ปี คือ การตัดสินใจที่รักษาความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพในระยะยาว เพราะสุดท้าย งานที่ดี ไม่ควรทำให้เราแค่ “มีรายได้” แต่ควรทำให้เรามีชีวิตที่ยั่งยืน มีความสุขกับการใช้ชีวิต และมีเวลาให้กับครอบครัว

นักวางแผนการเงิน CFP