
ปี 2569 กลายเป็นอีกปีหนึ่งที่ “ทองคำ” ถูกพูดถึงมากที่สุดในตลาดการเงินโลก หลังราคาทองคำพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ทะลุระดับ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ
แต่ความร้อนแรงของทองคำก็ไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป เพราะหลังจาก สงครามตะวันออกกลางเปิดฉากขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ราคาทองคำตอบรับด้วยการปรับตัวขึ้นในช่วงสั้น ๆ ก่อนจะเริ่มอ่อนตัวลง ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก
อย่างไรก็ตาม ในช่วงล่าสุดราคาทองคำเริ่มกลับมายืนเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์ ได้อีกครั้ง ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดกำลังตอบสนองต่อกระแสข่าวรายวันและความคาดหวังของนักลงทุนอย่างรวดเร็ว
นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งอธิบายว่า การที่ราคาทองคำอ่อนตัวลงในช่วงแรกของความขัดแย้ง ไม่ได้หมายความว่าทองคำหมดสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่เป็นเพราะนักลงทุนจำนวนมาก ขายทองเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ในช่วงที่สถานการณ์สงครามยังไม่แน่นอน
ขณะเดียวกัน หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะเมื่อราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและกดดันเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อกลับมาร้อนแรง ธนาคารกลางทั่วโลกอาจจำเป็นต้อง ชะลอการลดดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งกลับมาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วราคาทองคำมักเผชิญแรงกดดันในช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในขาขึ้น
ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนที่ถือทองคำจึงกำลังติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพราะทุกการเคลื่อนไหวของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์สามารถสะท้อนออกมาในตลาดทองคำได้แทบจะทันที
เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ทางการเมืองกับราคาทองคำ ข้อมูลจาก YLG Bullion ได้ย้อนดูสถิติการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา โดยเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลก
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ทองคำมักถูกมองว่าเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven) แต่ราคาทองก็ไม่ได้ตอบสนองเชิงบวกต่อทุกเหตุการณ์ความขัดแย้งเสมอไป ในหลายวิกฤตใหญ่ ตลาดกลับเห็นภาพตรงกันข้าม คือสินทรัพย์เกือบทุกประเภท รวมถึงทองคำ ถูกขายออกมาในช่วงแรก เพราะนักลงทุนต้องการถือเงินสดเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม หลังจากช่วงความตื่นตระหนกผ่านไป ตลาดมักเริ่มแยกแยะสินทรัพย์ที่เหมาะสำหรับการถือครองระยะยาว และในจังหวะนั้นทองคำก็มักกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง
บทเรียนจากเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เห็นว่า แม้ทองคำจะมีสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่การตัดสินใจลงทุนโดยอิงเพียงเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อาจไม่เพียงพอ เพราะปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางทองคำในระยะยาวยังคงเป็น เศรษฐกิจโลก นโยบายการเงิน และทิศทางอัตราดอกเบี้ย
YLG มองว่า ในระยะยาวไม่ควรตัดสินใจลงทุนโดยพิจารณาจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น เนื่องจากทองคำมักจะปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในระยะสั้น การเข้าซื้อทองคำในทุกกรณีควรกำหนดจุดตัดขาดทุน (Cut loss) เพื่อจำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และหากต้องการทำกำไรสามารถแบ่งทองคำออกขายทำกำไรเป็นระยะ อีกทั้งต้องระมัดระวังการไล่ซื้อเมื่อทองคำตอบรับในเชิงบวกเพราะมีแนวโน้มจะเกิดการตอบรับเชิงบวกเพียงแค่ในระยะสั้นเท่านั้น และควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐและการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนกระทบเศรษฐกิจโลกจริง เช่น ราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้น หรือเกิดความผันผวนในตลาดการเงิน ทองคำมักกลับมาได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ดังนั้นในช่วงแรกทองอาจถูกกดจากดอลลาร์แข็ง แต่หากวิกฤตรุนแรงขึ้น ทองมีแนวโน้มกลับมาปรับขึ้นตามความเสี่ยงและเงินเฟ้อในระยะถัดไป
สำหรับเป้าหมายของเราปีนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ระยะยาวยังเป็นขาขึ้น โดยประเมินไว้บริเวณ 5,596 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ 84,000 บาทต่อบาททองคำ และ 5,824 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ 87,500 บาทต่อบาททองคำตามลำดับ (คำนวนราคาทองคำในประเทศที่ค่าเงินบาท 31.66 บาทต่อดอลลาร์)
ในโลกที่ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทองคำจึงยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่นักลงทุนจับตาใกล้ชิด เพราะทุกครั้งที่โลกเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ ทองคำมักกลับมามีบทบาทอีกครั้งในฐานะ “หลุมหลบภัยของเงินทุน” ของนักลงทุนทั่วโลก
ที่มาข้อมูล : YLG