Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ย้อน 10 เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก เขย่าราคาทองคำ ?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ย้อน 10 เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก เขย่าราคาทองคำ ?

14 มี.ค. 69
10:49 น.
แชร์

ปี 2569 กลายเป็นอีกปีหนึ่งที่ “ทองคำ” ถูกพูดถึงมากที่สุดในตลาดการเงินโลก หลังราคาทองคำพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ทะลุระดับ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ

แต่ความร้อนแรงของทองคำก็ไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป เพราะหลังจาก สงครามตะวันออกกลางเปิดฉากขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ราคาทองคำตอบรับด้วยการปรับตัวขึ้นในช่วงสั้น ๆ ก่อนจะเริ่มอ่อนตัวลง ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงล่าสุดราคาทองคำเริ่มกลับมายืนเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์ ได้อีกครั้ง ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดกำลังตอบสนองต่อกระแสข่าวรายวันและความคาดหวังของนักลงทุนอย่างรวดเร็ว

นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งอธิบายว่า การที่ราคาทองคำอ่อนตัวลงในช่วงแรกของความขัดแย้ง ไม่ได้หมายความว่าทองคำหมดสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่เป็นเพราะนักลงทุนจำนวนมาก ขายทองเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ในช่วงที่สถานการณ์สงครามยังไม่แน่นอน

ขณะเดียวกัน หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะเมื่อราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและกดดันเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อกลับมาร้อนแรง ธนาคารกลางทั่วโลกอาจจำเป็นต้อง ชะลอการลดดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งกลับมาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วราคาทองคำมักเผชิญแรงกดดันในช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในขาขึ้น

ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนที่ถือทองคำจึงกำลังติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพราะทุกการเคลื่อนไหวของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์สามารถสะท้อนออกมาในตลาดทองคำได้แทบจะทันที

เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ทางการเมืองกับราคาทองคำ ข้อมูลจาก YLG Bullion ได้ย้อนดูสถิติการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา โดยเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลก

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ทองคำมักถูกมองว่าเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven) แต่ราคาทองก็ไม่ได้ตอบสนองเชิงบวกต่อทุกเหตุการณ์ความขัดแย้งเสมอไป ในหลายวิกฤตใหญ่ ตลาดกลับเห็นภาพตรงกันข้าม คือสินทรัพย์เกือบทุกประเภท รวมถึงทองคำ ถูกขายออกมาในช่วงแรก เพราะนักลงทุนต้องการถือเงินสดเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม หลังจากช่วงความตื่นตระหนกผ่านไป ตลาดมักเริ่มแยกแยะสินทรัพย์ที่เหมาะสำหรับการถือครองระยะยาว และในจังหวะนั้นทองคำก็มักกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

  • ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เหตุการณ์ก่อการร้าย 11 กันยายน 2001 ในสหรัฐฯ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกทันที ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงในช่วงสั้นหลังเหตุการณ์ ก่อนที่แรงซื้อจะค่อย ๆ ลดลงในระยะถัดไป โดยราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงถึง 7% ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงในระยะถัดไปๆ  
  • ในกรณีของ สงครามอิรักปี 2003 ราคาทองคำกลับตอบสนองในเชิงลบในช่วงแรก ก่อนจะปรับตัวขึ้นในช่วง 2 เดือนต่อมา 
  • ส่วนเหตุระเบิดในงานบอสตันมาราธอนปี 2013 เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นในช่วงสั้น สะท้อนพฤติกรรมของนักลงทุนที่มักหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
  • ในปี 2019 เหตุการณ์โจมตีโรงกลั่นน้ำมันของ Saudi Aramco ซึ่งสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพพลังงานโลก ทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อยก่อนจะเริ่มอ่อนตัวลงในเวลาต่อมา โดยราคาทองคำปรับตัวเพียง 2% แค่ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว 
  • ขณะที่เหตุการณ์ที่สหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางอากาศสังหาร นายพลโซเลมานี ของอิหร่าน ราคาทองคำปรับตัวเพียง 1% แค่ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ปรับตัวขึ้นแรงหลังจากนั้นจากปัจจัยอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดของ COVID-19 ซึ่งส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างมาก
  • ในกรณีของ สงครามรัสเซีย–ยูเครน ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงถึง 5% ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงในช่วง 1 เดือนหลังจากนั้น  และปรับตัวลงแรงจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวในเดือนมี.ค.ปีเดียวกันเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นแรงจากวิกฤติ COVID-19
  • ส่วนเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในปี 2025 ราคาทองคำแทบไม่ได้ตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญ
  • ขณะที่เหตุการณ์ล่าสุดในต้นปี 2026 เมื่อสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโค่นผู้นำเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโร ราคาตอบสนองเชิงบวกต่อเนื่อง  แต่มาจากปัจจัยอื่นๆร่วมด้วย  อาทิ  ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระเฟด  และปธน.ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีกับประเทศที่คัดค้านการเข้ายึดกรีนแลนด์ กระตุ้นกระแส Sell America

มองระยะยาว ราคาทองคำยังเป็นขาขึ้น 

บทเรียนจากเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เห็นว่า แม้ทองคำจะมีสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่การตัดสินใจลงทุนโดยอิงเพียงเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อาจไม่เพียงพอ เพราะปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางทองคำในระยะยาวยังคงเป็น เศรษฐกิจโลก นโยบายการเงิน และทิศทางอัตราดอกเบี้ย

YLG มองว่า  ในระยะยาวไม่ควรตัดสินใจลงทุนโดยพิจารณาจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น  เนื่องจากทองคำมักจะปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในระยะสั้น  การเข้าซื้อทองคำในทุกกรณีควรกำหนดจุดตัดขาดทุน (Cut loss) เพื่อจำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น  และหากต้องการทำกำไรสามารถแบ่งทองคำออกขายทำกำไรเป็นระยะ  อีกทั้งต้องระมัดระวังการไล่ซื้อเมื่อทองคำตอบรับในเชิงบวกเพราะมีแนวโน้มจะเกิดการตอบรับเชิงบวกเพียงแค่ในระยะสั้นเท่านั้น  และควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐและการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนกระทบเศรษฐกิจโลกจริง เช่น ราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้น หรือเกิดความผันผวนในตลาดการเงิน ทองคำมักกลับมาได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ดังนั้นในช่วงแรกทองอาจถูกกดจากดอลลาร์แข็ง แต่หากวิกฤตรุนแรงขึ้น ทองมีแนวโน้มกลับมาปรับขึ้นตามความเสี่ยงและเงินเฟ้อในระยะถัดไป

สำหรับเป้าหมายของเราปีนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ระยะยาวยังเป็นขาขึ้น โดยประเมินไว้บริเวณ 5,596 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์  หรือ  84,000 บาทต่อบาททองคำ  และ  5,824 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์  หรือ  87,500 บาทต่อบาททองคำตามลำดับ (คำนวนราคาทองคำในประเทศที่ค่าเงินบาท  31.66 บาทต่อดอลลาร์) 

ในโลกที่ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทองคำจึงยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่นักลงทุนจับตาใกล้ชิด เพราะทุกครั้งที่โลกเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ ทองคำมักกลับมามีบทบาทอีกครั้งในฐานะ “หลุมหลบภัยของเงินทุน” ของนักลงทุนทั่วโลก

ที่มาข้อมูล : YLG

แชร์
ย้อน 10 เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก เขย่าราคาทองคำ ?